วันที่ เสาร์ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เนินเสาธง@ปิล็อกIII


ความเดิม....เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการเดินทางเกือบจะ 1 วันเต็ม ๆ เมื่อคืนเลยหลับปุ๋ย และวันนี้จะไปต่อที่เนินเสาธง บ้านอีต่อง  จุดสูงสุดของชายแดนด้านนี้

http://www.oknation.net/blog/vickie/2007/01/11/entry-1

 บ้านเล็กในป่าใหญ่ ...
อบอุ่นในใจฉันเสมอ
สักวันนะเพื่อนเกลอ
ฉันจะพาเธอไปเยือน ..

ราว 10.00 น. ฉันเก็บข้าวของ  ตรวจเช็คสภาพรถ เท่าที่พอจะทำได้  พร้อมกับร่ำลาป้าเกลน ที่อุตส่าห์ทำข้าวกล่อง ไว้ให้กินกลางทางด้วย  ...แน่นอนหลังร่ำลา ฉันรับปากว่า สักวันฉันจะกลับมาอีก ...

ช่วงที่ออกเดินทาง  แม้มีแดดออกบ้าง  แต่หมอกก็ยังไม่จางหาย  ถึงทางขึ้นเนินชัน ที่ฉันลงมาอย่าง freely เมื่อวาน  คราวนี้ไต่ขึ้นค่อยง่ายหน่อย แต่ให้ตายเถอะ  เจ้างูจากไหนไม่รู้ ดันโผล่ออกมาจากข้างทาง  แถมเอ้อระเหยลอยชาย กว่าจะผ่านไปได้ เจ้าตัวเล็กยิ่งเบรกไม่อยู่ซะด้วย ลุ้นแทบตาย จนล้อใกล้ถึงนั่นแหล่ะ พุ่งปร๊าดเลย ... สวยดีแฮะ เจ้าตัวนี้  ช่วงคอจนถึงหัวเป็นสีแดง ส่วนตัวเป็นทางยาวสีดำ สลับเขียวเข้ม  ... ผ่านจุดนั้น ไต่ขึ้น ๆ ๆ ๆ  วันนี้ถึงได้รู้ว่า ทางที่ผ่านเมื่อวานมันตะแคงนี่นา เพราะด้านคนขับตกร่องนั่นเอง  

วันนี้สบายมาก เริ่มชินทางแล้ว ฉันเลยลัดเลาะไปได้เร็วหน่อย ราวครึ่งชั่วโมง ก็หลุดออกมาถึงปากทางถนนสายหลัก 3272  ทางน้ำที่มีท่อขวางอยู่  วันนี้ ไม่มีน้ำ เหลือแต่ลูกหินลอยก้อนใหญ่ ๆ ถมอยู่ข้าง ๆ ท่อให้เห็น  ....ฉันขับขึ้นถนนไปได้นิดเดียว ก็เจอเด็ก ๆ 3 คน นั่งอยู่ปากทาง ถามไถ่ได้ความว่า จะไปหมู่บ้าน ฉันเลยพาติดรถไปด้วย  แต่แล้วจู่ ๆ ฝนก็ตกลงมาอีก ...โห..แล้วฉันจะเห็นวิวมั๊ยเนี่ยะ.... ราว 2 กม.จากปากทางเข้าเหมือง ก็ไปถึง สภต.ปิล๊อก เลยไปหน่อยก็เข้าบ้านอีต่อง จะเห็นทิวหมู่บ้านอยู่ฝั่งขวามือ เด็ก ๆ 3 คนคงเห็นเพื่อน ๆ เลยขอลงก่อน  ส่วนฉันก็ขับเลยไปเรื่อย ๆ   และก็ไต่ทางชันขึ้นไปบริเวณวัด  ซึ่งด้านหน้าเป็นฐานปฏิบัติการ ฉันเลยแวะจอดรถถาม ว่าเนินเสาธงมันอยู่ตรงไหน  ช่วงนั้น มีรถตามหลังมาอีกคัน พอได้ความว่าฉันก็จะไป เค้าเลยจะขับตามไปด้วย ....ดีเหมือนกัน จะได้มีเพื่อน

ตอนนี้ฝนยังคงตกลงมาตลอดเวลา  ฉันนำทางไปจนถึงจุดผ่านแดน เจ้าหน้าที่เรียกเก็บบัตรประจำตัวไว้ ก่อนจะให้ผ่านไป ฉันขับไปจนถึงทางที่เหมือนแยก  ป้ายซ้ายมือที่เห็น มีคำเตือน กับหมายเลข 000 กำกับ ก็ชะลอรถ  แต่เห็นเงียบ ๆ แถมฝนตกด้วย ก็เลยลองแล่นผ่านไปอีก คราวนี้ไปเจอจุดตรวจช่องทางมิตรภาพ ตชด.ที่ 135   

เจ้าหน้าที่กางร่มออกมาดู ถามไถ่ได้ความว่า ฉันอยากมาดูวิวที่เนินเสาธง  แต่ฝนตกแบบนี้ คงไม่เห็นอะไรแน่ แต่พอรู้ว่าฝนตกมาได้สักครึ่งชั่วโมงแล้ว  ฉันเลยขออดทนรอ เพราะตอนนั้นเพิ่ง 11 โมงกว่า ๆ ยังไงฉันคงทนรอได้ถึงบ่ายโมง เผื่อจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ สักนิดก็ยังดี ว่าแล้วก็ถอยรถเข้าเทียบท่า  ส่วนเพื่อนเดินทางอีกคัน พอรู้ว่า คงไม่เห็นอะไรแน่  ก็ขอเลี้ยวรถกลับ ....ไม่รู้นะเค้าคาดหวังอะไรกับเนินเสาธง  ... คงเห็นว่าไม่มีอะไรจริงกระมัง...ก็ตรงนั้น มันมีแค่บ้านพัก ตชด. 1 หลัง กับศาลาเพิงพักริมทาง แล้วก็ลานกว้าง ๆ ด้านใน  นี่ไง…สิ่งที่ฉันมักบอกเสมอว่า "ความสวยงามในสายตาของคน ๆ หนึ่ง อาจจะดูงั้น ๆ ในสายตาของอีกคน”  

ฉันไปนั่งรอฝนหยุดตก อยู่ที่ศาลาข้างทาง  จิบกาแฟอุ่น ๆ พูดคุยเจ้าหน้าที่ ตชด. ที่ออกมาดูแลแต่แรก ถามไถ่ได้ความว่าชื่อ พี่ฉัตรชัย  ... พี่ฉัตรชัยพื้นเพเป็นคนพิษณุโลก ที่ดูจะบ้าดีเดือด บู้ระห่ำ สมกับเป็น ตชด.แน่ ๆ เพราะพี่เค้าเพิ่งกลับจาก สุไหงปาดี  พื้นที่ร้อนระอุ แห่งหนึ่งใน จ.นราธิวาส 

พี่ฉัตรชัย เล่าให้ฟังถึงความสวยงาม ของเส้นทางจุดนี้  ซึ่งมีน้ำตกอยู่หลายแห่ง รวมถึง น้ำตกจ๊อกกะดิ่น ที่บ้านอีต่องนี่เอง หากฉันจะไป คงต้องเป็นคราวหน้าซะแล้ว  นอกจากนี้ ยังมีสถานที่เที่ยวมากมาย  รวมถึงที่จุดตรวจนี้ ก็เป็นแหล่งดูนกสวยงามทีเดียว  เพราะระหว่างที่ฉันนั่งคุยกับพี่ฉัตรชัย  ยังได้เห็นเจ้าปรอทหัวโขน ไม่ต่ำกว่า 2 ตัว ออกมาโลดเต้น ตามยอดหญ้าสูง ๆ พี่ฉัตรชัยบอกว่า ถ้าฝนไม่ตก จะมีเจ้านกขุนแผน มาเกาะใกล้ ๆ ศาลาเป็นประจำ 


เราคุยกันหลายเรื่องกว่าฝนจะซา  พร้อมกับสายลมที่หอบเจ้าหมอกลอยขึ้น  ลานกว้าง ๆ หลังฐานฯ ปรากฏเป็นเนินเขา กับเส้นทางรถขึ้น  พี่ฉัตรชัยบอกว่า หน้าฝน อย่างนี้ ให้พันโซ่ก็ขึ้นไม่ไหว  ขณะที่อีกด้านหนังของเหล็กกั้นแดน  ก็เผยให้เห็นดินแดนพม่าซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา  เมื่อพี่ฉัตรชัย พาฉันเดินข้ามแดน เข้าไปดู  ทหารพม่าโผล่หน้ามาทักทาย  พี่ฉัตรชัยก็ตอบกลับเป็นภาษาพม่าได้....เก่งชะมัด

จุดรอยต่อเขตแดน ดูได้จากถนน ที่ฝั่งเราจะเป็นลูกรัง รอยต่อเป็นคอนกรีตที่ทำร่องขวางตลอดกันลื่น ก็เป็นเขตแดนพม่า  ซึ่งพอตกเย็น ทั้งสองฝั่งจะปิดเขตแดน ขึงลวดหนามกั้น ด้านใครด้านมัน....เออ..ยังงี้ก็มีช่องว่างราว 20 เมตร ที่ไม่มีทหารของทั้งสองฝั่ง....แหม ทำให้ฉันได้ความคิดแผลง ๆ ถ้าได้ไปกางเต้นท์นอนตรงนั้น ...คงให้ความรู้สึกแปลก ๆ noman’s land  ไม่ควรจะบอกว่าอยู่ในเขตพม่าหรือเขตไทยดี ...5555 ...   

หลังได้ยลโฉมดินแดนพม่า พี่ฉัตรชัยดูเวลาแล้วบอกให้เรารีบกลับเถอะ ขับรถดี ๆ ก็แล้วกัน เพราะช่วงบ่ายเนี่ยะ จะมีรถสองแถวขึ้นมาหมู่บ้าน 2 เที่ยว คงจะต้องสวนทางกัน ค่อนข้างอันตรายเพราะทางแคบ  ฉันเลยร่ำลา และออกเดินทางอีกรอบ ในช่วงที่ฝนยังตกปรอย ๆ  แวะดูที่เนินเสาธง ตรงฐานทหารพม่าหน่อย  แล้วก็ทักทายกับทหารพม่า ที่บังเอิญพูดไทยไม่ได้ แต่ก็ยังมีน้ำใจถามฉันเป็นภาษาไทยกระท่อนกระแท่นว่า”กินข้าวหรือยัง” แต่กว่าจะฟังออก ....เฮ้อเหนื่อยกันไปทั้งคู่ 5555555... เค้ายังเชื้อเชิญให้ขึ้นไปดูบนเนิน ที่เค้าทำเป็นขั้นบันได้ขึ้นไป แต่ฉันคะเนดูแล้ว ฝนก็ยังตกปรอย ๆ คงไม่เห็นวิวอะไรแน่  ก็เลยขอตัวกลับก่อน...โอกาสหน้า คงได้มาเยือนอีกครา  .....

ฉันลัดเลาะตามไหล่เขา เพื่อเดินทางกลับ พร้อมกับสายฝนที่ยังไม่เบื่อกับการตกลงมาทักทาย ตามรายทางขากลับนี่ ได้เจอเจ้าลิงจ๋อ เป็นฝูง ออกมาเพ่นพ่านอยู่ข้างไหล่เขา พอเห็นรถมา ก็รีบกรูเข้าข้างทาง ...บางตัวเกาะต้นไม้หันมามองจนเหลียวหลัง ....บ๊าย บายก่อนล่ะ....

ขาลง  ฉันก็ยังไปแวะที่จุดชมวิว เอาข้าวกล่องที่ป้าเกลน ทำมาให้  ออกมานั่งกิน กินไป ชมวิวอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน และทิวเขา สลับกันไป .......อะไรจะสุขสุดยอดปานนี้ ....ฉันพยายามตักตวงความสวยงาม ความสดชื่น ไว้ให้ได้มากที่สุด  เพื่อขับไล่ความเซ็ง ความสับสน ความเบื่อหน่าย ออกไปให้หมดจากชีวิตของฉัน  แล้วพร้อมไปเผชิญกับความวุ่นวายในเมืองใหญ่อีกครา  

......หลายคนว่าฉันมันบ้าดีเดือด.... คงอาจจะใช่  แต่ไม่ทุกครั้ง(แน่ๆ) ...…

***การเดินทาง*** 

  • กรุงเทพ-กาญจนบุรี ใช้เส้นเลี่ยงเมือง 323 ระยะทาง 128 กม.
  • จากกาญจนบุรี ไปทางไทรโยค  ผ่านตามเส้นทางไปเรื่อย ถึงทองผาภูมิ ไม่ต้องเลี้ยว
    เข้าอำเภอ  ให้แล่นตรงไป ตามถนนสาย 3272 …ถึงเขื่อนวชิราลงกรณ  ระยะทาง 152 กม.
  • จากเขื่อนวชิราลงกรณ ไปถึงบ้านปิล๊อก ระยะทาง 61  กม. แต่ระยะทาง 31 กม.สุดท้ายเป็นทางคดโค้งแคบ ๆ  ขึ้นเขาล้วน ๆ
  • อช.ทองผาภูมิอยู่ถึงก่อน สภต.ปิล๊อก ประมาณ 5 กม.
  • เหมืองสมศักดิ์ เลี้ยวซ้ายก่อนถึง สภต.ปิล๊อกประมาณ 2 กม. ห่างจากปากทาง 5.1 กม. 4wd only

โดย vickie

 

กลับไปที่ www.oknation.net