วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การใช้อำนาจของเจ้าพนักงาน กับเหตุการณ์ชุมนุมภายในประเทศ โดย สมลักษณ์ จัดกระบวนพล


วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11237 มติชนรายวัน


การใช้อำนาจของเจ้าพนักงาน กับเหตุการณ์ชุมนุมภายในประเทศ


โดย สมลักษณ์ จัดกระบวนพล




ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริตต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ"

ผู้ที่จะกระทำความผิดตามกฎหมายมาตรานี้ได้ต้อง

1.เป็นเจ้าพนักงาน คำว่าเจ้าพนักงานนั้น หมายความถึง เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือเจ้าพนักงานตามกฎหมายอื่น ผู้ร่วมกระทำความผิดที่ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานย่อมขาดองค์ประกอบความผิดข้อนี้ และจะเป็นความผิดได้เพียงเป็นผู้สนับสนุนเท่านั้น

2.ต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติเฉพาะตามหน้าที่ของพนักงานผู้นั้นโดยตรง (คำพิพากษาฎีกาที่ 3278/2522) หรือได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่นั้นๆ เท่านั้น

3.ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การกระทำดังกล่าวต้องก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ

4.ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต คำว่า โดยทุจริต หมายถึง แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับตนเองหรือผู้อื่น และผลประโยชน์นั้นไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเงินทองทรัพย์สิน แต่อาจจะเป็นผลประโยชน์อื่นๆ เช่น ประโยชน์ในทางกายและจิตใจ เป็นต้น

การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ของเจ้าพนักงานจึงแยกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

1.ประพฤติมิชอบ หมายถึง เจ้าพนักงานผู้นั้นปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย, ระเบียบ, คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการกระทำโดยชอบ และการฝ่าฝืนนั้นทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด แม้มิใช่เป็นการกระทำโดยทุจริตก็มีความผิดตามมาตรานี้แล้ว

2.ทุจริตต่อหน้าที่ หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือผู้ที่ไม่มีตำแหน่งหน้าที่แต่ทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหน้าที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น

ตัวอย่าง คำพิพากษาฎีกาที่ 4436/2531 การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจสืบสวนสอบสวนคดีอาญา ได้รับแจ้งความจาก ช. ว่ามีคนร้ายลักเรือและเครื่องยนต์ของผู้เสียหายไป แต่ไม่ยอมลงรับแจ้งความในประจำวันเป็นหลักฐาน และเมื่อจับคนร้ายที่ลักทรัพย์ดังกล่าวแล้ว จำเลยกลับปล่อยตัวคนร้ายไปเสีย ถือได้ว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และยังเป็นการกระทำในตำแหน่งหน้าที่อันเป็นการมิชอบเพื่อจะช่วยคนร้ายมิให้ต้องรับโทษตามมาตรา 200 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทหนัก

อธิบายได้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่โดยตรงหรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามคำสั่งหรือมติคณะรัฐมนตรี ทำให้เกิดความเสียหาย แม้จะไม่ปรากฏว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ใดๆ ก็ฟังได้ว่า มีความผิดตามมาตรา 157 แล้ว

เพื่อความเข้าใจดีขึ้นขอข้ามไปพิจารณาประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ความผิดมาตรานี้จะอยู่ในหมวด 2 อันเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ

(1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

(2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ

(3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต"

มาตรา 116 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่แสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่ก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี"

ข้อความที่บัญญัติในมาตราทั้งสองนี้ชัดแจ้งอยู่แล้ว ยกเว้นองค์ประกอบที่ว่า

1) ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งอาจจะมีข้อถกเถียงว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช้อาวุธ หรือกำลังกายจะเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 113 หรือไม่ อธิบายได้ว่าความหมายของการใช้กำลังประทุษร้ายนั้นมีบทนิยามไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1 (6) ว่า "ทำการประทุษร้ายแก่กาย หรือจิตใจของบุคคล ไม่ว่าจะทำด้วยแรงกายภาพหรือด้วยวิธีอื่นใด และให้หมายความรวมถึงการกระทำใดๆ ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ไม่ว่าจะโดยใช้ยาทำให้มึนเมา สะกดจิต หรือวิธีอื่นใดอันคล้ายคลึงกัน"

2) "ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ" หมายถึง การทำให้รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ถูกยกเลิกไปหรือล้มเลิกไป ส่วนคำว่า "เปลี่ยนแปลง" หมายถึง ยังคงรูปธรรมนูญเดิมไว้แต่ได้แก้ไขเพิ่มเติม เลิกหรือเพิ่มบางส่วนบางตอน (คำพิพากษาฎีกาที่ 1512-1515/2497)

3) คำว่า "ลบล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการ" หมายถึง กระทำต่อองค์กรหรือสถาบัน เช่น ยุบเลิก หรือปิดสภา ยกเลิกศาล หรือบังคับให้รัฐบาลทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง

องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 116 ชัดเจน เพียงแต่มีข้อยกเว้นความผิดไว้ คือ

1.เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ

2.เป็นการแสดงความเห็นหรือติชมโดยสุจริต

แต่ข้อยกเว้นดังกล่าวข้างต้น ต้องมิใช่กระทำโดยมุ่งจะก่อให้เกิดการละเมิดต่อกฎหมายของบ้านเมือง ซึ่งมิใช่หมายความว่าจะต้องเป็นการกระทำความผิดทางอาญาเท่านั้น แต่อาจเป็นการล่วงละเมิดกฎหมายแพ่งก็ได้

มาตรา 116 นี้ มีคำพิพากษาฎีกาวางแนวไว้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2034-2041/2527 ป. และ จ. จำเลยทั้งสอง เป็นผู้มีส่วนริเริ่มชักชวนนักศึกษา นักเรียน และประชาชนให้มาชุมนุมกัน ณ สนามหน้าเมืองที่เกิดเหตุมาแต่ต้น และร่วมกล่าวโจมตีขับไล่ผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดจนมีส่วนในการจัดตั้งหน่วยฟันเฟืองขึ้นจากผู้มาร่วมชุมนุม จนคนเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นจำนวนหลายพันคน ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ขว้างปา และวางเพลิงเผาจวนผู้ว่าราชการจังหวัด ดังนี้การกระทำของจำเลยทั้งสอง ตลอดจนนักศึกษา นักเรียน และประชาชนดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรอีกสถานหนึ่งด้วย

รวบรวมจากคำอธิบายและย่อข้อกฎหมายจากคำพิพากษาศาลฎีกา โดยศาสตราจารย์ประภาศน์ อวยชัย)

เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 59/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลจะออกคำสั่งหรือหมายจับ หมายค้น หรือหมายขัง ตามที่ศาลเห็นสมควร หรือโดยมีผู้ร้องขอก็ได้" มาตรา 59/1 บัญญัติว่า "ก่อนออกหมายจะต้องปรากฏพยานหลักฐานตามสมควรที่ทำให้ศาลเชื่อว่ามีเหตุที่จะออกหมาย ตามมาตรา 66 มาตรา 69 หรือมาตรา 71 หมายจับนั้นเมื่อศาลออกไปแล้วจะใช้ได้ตลอดไปจนกว่าจะ

1. จับจำเลยได้

2. ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความ

3. ศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน

ทั้งนี้ เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 68 หรือมีเหตุที่ศาลที่ออกหมายนั้นมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายเช่นว่านั้น ซึ่งจะดำเนินการดังกล่าวได้ก็น่าจะเป็นการออกหมายจับในกรณีเร่งด่วนโดยผู้ร้องขอไม่อาจไปพบศาลได้ ผู้ร้องขออาจขอต่อศาลทางโทรศัพท์ โทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หนังสือเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น หากความปรากฏต่อศาลในภายหลังว่ามีการออกหมายไปโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

การที่ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายในกรณีนี้ได้ต่อเมื่อมีผู้ขอให้ศาลออกหมายโดยวิธีพิเศษข้างต้นเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 59 วรรคสาม วรรคสี่ และข้อสำคัญการเพิกถอนหมายจับต้องกระทำโดยศาลที่ออกหมายจับนั้นเท่านั้น

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหมวด 2 ดังกล่าวข้างต้น เมื่อได้มีการกล่าวหาแล้ว จะถอนได้หรือไม่ ตามหลักกฎหมายอาญาความผิดลักษณะใดจะถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายอันจะมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(2) นั้น จะต้องมีบทบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดว่า "ความผิดหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้" เช่น ความผิดตามหมวด 5 คือความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตั้งแต่มาตรา 352 ถึงมาตรา 355

ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหมวด 2 ตรวจดูโดยละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ปราศจากบทมาตราที่ให้ความผิดหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ หรือที่รู้กันโดยทั่วไปว่าความผิดอันเป็นอาญาแผ่นดินซึ่งถอนฟ้องหรือยอมความไม่ได้นี้

ความผิดลักษณะเช่นนี้ หากเจ้าพนักงานผู้ใดได้ถอนคำร้องทุกข์, ถอนฟ้อง, หรือยอมความ หรืออนุญาตให้ทำการดังกล่าวก็จะต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

หน้า 7 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act04151251&sectionid=0130&day=2008-12-15

โดย news123

 

กลับไปที่ www.oknation.net