วันที่ พุธ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิจารณ์หนังสือ:(คราวนี้)มีคนบอกว่าโลกกลม


หนังสือ:The World is Curved

ผู้แต่ง:David M. Smick

ISBN:978-1-59184-218-7

สำนักพิมพ์:Penguin


ด้วยความบังเอิญที่สัปดาห์นี้หนังสือที่ผมจะมาเล่าให้ฟังนั้นมีชื่อคล้ายๆแต่ต่างความหมายกับหนังสือชื่อดังที่แนะนำในหนก่อน David Smick ผู้เขียนนั้นเชี่ยวชาญทางด้านการเงินและมีบทบาทในวงการนี้ในสหรัฐฯมายาวนานตามคำบอกเล่าของเขาเอง เขาได้ชื่อหนังสือ ‘The World is Curved’ จากการได้อ่าน ‘The World is Flat’ ของ Thomas Friedman แล้วมาคิดดูว่าโลกทางการเงินนั้นมีความคดเคี้ยวเข้าใจยากขึ้นทุกวันจนเขาใช้คำเปรียบเปรยว่า ‘Curved’ ตามชื่อดังกล่าว Smick บอกว่าอยากจะเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อให้คนทั่วๆไปได้รู้และเข้าใจในสิ่งที่มักจะเข้าใจและรู้กันเองในหมู่คนการเงิน

แต่ผมขออนุญาติเติมนิยามให้กับหนังสือเล่มนี้ว่าคือหนังสือที่ออกมา ‘ดักคอ’ อย่างเต็มเปา ส่วนจะดักคอในเรื่องอะไรและดักคอใครนั้นผมจะเล่าให้ท่านฟังตามรายละเอียดด้านล่างนี้ครับ แต่ก่อนอื่นขอเรียนว่าหนังสือนี้มีทั้งหมด 9 บทไม่รวมบทนำภายใน 275 หน้า แกนกลางของหนังสือคือสหรัฐฯและนโยบายทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะในอนาคตอันใกล้ ส่วนปมหลักแห่งการวิเคราะห์คือวิกฤตการณ์ทางการเงินของสหรัฐฯซึ่งลามไปทั่วโลก และบทสรุปคือทางสองแพร่งของสหรัฐฯว่าจะยังคงเดินตามแบบ Free Trade ตามดีกรีเดิมหรือปรับ mode สู่การเลียแผลและป้องกันตัวเองอย่างเข้มข้น

Smick บอกว่าอเมริกาเป็นประเทศที่เติบโตมาด้วยเศรษฐกิจแบบเถ้าแก่ คือสร้างโอกาสให้คนทำธุริจ, คิดค้นธุรกิจหรือนวัตกรรมใหม่ๆซึ่งความสำเร็จของนโยบายนี้ทำให้เกิดการสร้างงาน, รายได้ และความอยู่ดีกินดีของสังคม เขาดักคอพวกแนวคิดต้าน Free Trade ว่าแทนที่จะคิดวิธีทำให้คนอเมริกันได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนอย่างตลาดหลักทรัพย์ ฯลฯได้มากขึ้นเพื่อสร้างโอกาสสู่การทำธุรกิจอันจะลดช่องว่างทางรายได้ กลับเสนอให้เพิ่มภาษีคนรวยและเน้นกฏเกณฑ์แรงงานที่อุ้มคนงานเกินเหตุซึ่ง Smick บอกว่าจะทำให้เหล่าเจ้าของธุรกิจย้ายฐานหนีภาษีที่สูง ในขณะเดียวกันแรงงานที่ถูกปกป้องมากไปก็จะไม่สร้างความสามารถอันเกิดจาการแข่งขันเท่าที่ควร เขาสนับสนุนให้รัฐบาลให้เงินทุนแก่เด็กอเมริกันเกิดใหม่ทุกคนเพื่อลงทุนในตลาดการเงินต่างๆในระยะยาวอันจะทำให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเท่าเทียมซึ่งผมไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นจะกลายเป็นคู่แฝดของกองทุนบำเน็จบำนาญหรือไม่ และจะถือว่าเหล่าข้าราชการบำนาญได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างแท้จริงผ่านส่วนร่วมในกองทุนมหึมาที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุนหรือไม่?


Smick ‘ดักคอ’เหล่านักการเมืองที่มองบรรดากองทุนเก็งกำไร,บริษัททางการเงินและลงทุนรวมถึงอัจฉริยะทางการเงินทั้งหลายว่าเป็นต้นเหตุหลักของวิกฤตการณ์การเงินไว้ 2 ประการ ประการแรกเขาโทษธนาคารว่าเป็นต้นเหตุแท้จริงของปัญหาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ เขากล่าวหาว่าจริงๆแล้วเหล่าธนาคารใหญ่ๆนี่เองที่ทำเป็นเข้มงวดในการให้เงินกู้กับกองทุนเก็งกำไรหรือสถาบันการเงิน แต่ตัวเองกลับเล่นแร่แปลธาตุโดยแอบไปเปิดบริษัทลูกเล็กๆที่รับซื้อหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ธนาคารให้ลูกค้าบุคคลกู้ไป จากนั้นบริษัทเหล่านี้ก็ใช้หนี้เหล่านี้เป็นหลักประกันในการขอกู้เงินต่อจากสถาบันการเงินทั่วๆไป Smick บอกว่าด้วยความตะกละของเหล่าธนาคารที่เห็นว่ากิจกรรมเช่นนี้ทำกำไรดีและผละภาระหนี้จากผู้ให้กู้สู่ตลาดการเงินจึงทำให้การให้สินเชื่อหละหลวมส่งผลให้มีหนี้เสี่ยงอยู่มากจนเมื่อถึงจุดวิกฤติ ตลาดการเงินโลกจึงสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสินเชื่อในภาพรวม ประการที่สองเขามองว่าเหล่ากองทุนเก็งกำไรและสถาบันการเงินว่าจริงๆแล้วเป็นแหล่งรวมคนเก่งๆไว้มากและได้สร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆเพื่อสนับสนุนเงินทุนต่อระบบเศรษฐกิจแบบเถ้าแก่ในสหรัฐฯและทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่าธนาคารเสียด้วยซ้ำ และยังมีคุโณปการต่อธุรกิจเพราะทำให้บริษัทต่างๆเพิ่มประสิทธิภาพเพราะเหล่านักเก็งกำไรจะมองทะลุถึงจุดอ่อนจุดแข็งของเป้าหมายการลงทุนอย่างรวดเร็วและนี่เป็นแรงกดดันทางอ้อมต่อการแข่งขันอุดรอยรั่วของธุรกิจต่างๆ


เพื่อที่จะกู้วิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งนี้ Smick ‘ดักคอ’ นักการเมืองไว้ว่าอย่าใช้นโยบายที่เขาเรียกว่า ‘Anti-Globalization’ กล่าวคือปิดตัวโดยการสร้างกฏเกณฑ์ที่ทำให้การเงินโลกเข้าถึงสหรัฐฯได้ยากขึ้น รวมไปถึงการปกป้องเศรษฐกิจภายในมากจนเสียโอกาสจากการลงทุนจากต่างชาติ Smick บอกว่าหลายคนคงลืมไปว่าสหรัฐฯคือแหล่งการลงทุนที่ดีที่สุดในโลกไม่ว่าจะมองจากแง่ความโปร่งใสของระบบ,ประสิทธิภาพของระบบการเงินและความเชื่อถือในสกุลเงินดอลล่าร์ เขามองว่าในเมื่อปัญหาขณะนี้คือความเชื่อมั่นที่ลดลงจากความโปร่งใสในการให้สินเชื่อก็น่าจะแก้ที่ตรงนั้นไม่ใช่ฉวยโอกาสเปลี่ยนจากการค้าเสรีที่ตัวเองถนัดและเป็นต้นแบบสู่เศรษฐกิจแบบรัฐฯชี้นำและแทรกแซง Smick ใช้เนื้อที่ถึงสามบทที่จะวิเคราะห์ให้เห้นว่าระบบเศรษฐกิจแบบรัฐฯนำและแทรกแซงเช่นใน ญี่ปุ่น,จีนและยุโรปนั้นมีข้อเสียอย่างไรถ้าสหรัฐฯจะเดินตาม เขาปรามาสว่าการเงินแบบโลกาภิวัฒน์นั้นซับซ้อนเกินกว่ารัฐบาลประเทศใดๆแม้กระทั่งของสหรัฐฯจะสามารถแทรกแซงหรือแม้กระทั่งจะขืนต่อการปรับค่าเงินของตัวเอง Smick ถึงขั้นเปรียบให้เห็นว่าเงินเดือนของนักการเงินเอกชนนั้นมากกว่าข้าราชการธนาคารแห่งชาติสหรัฐฯมากมาย เขาเชื่อว่าโลกาภิวัฒน์ทางการเงินได้ดึงดูดคนเก่งๆไปหมด ดังนั้นการให้บทบาทอันเกินความสามารถของธนาคารกลางจึงเท่ากับยื่นดาบให้นักดาบฝีมือดาดๆจึงไม่อาจสู้กับยอดฝีมือได้


Smick ในฐานะเดโมแครตคนหนึ่งตามคำบอกเล่าของเขา ‘ดักคอ’ พรรคเดโมแครตว่าอย่าปล่อยให้เดโมแครตสาย ‘Anti-Globalization’ ได้เข้ามาสร้างความเสียหายต่อประเทศ เขาถึงขั้นเสนอตัววุฒิสมาชิก Schumer แห่งเดโมแครตนิวยอร์คว่าเหมาะสมต่อการดูแลเศรษฐกิจสหรัฐฯเพราะมีความศรัทธาต่อโลกาภิวัฒน์และเข้าใจธุรกิจเป็นอย่างดี และน่าจะสามารถทวนกระแสต่อต้านโลกาภิวัฒน์ที่กำลังมาแรงทั้งในเดโมแครตหรือแม้กระทั่งบางส่วนของรีพับลิกันด้วยซ้ำ เขาบอกว่าในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมาทั้งรัฐบาลเรแกนจากรีพับลิกันและรัฐบาลคลินตันของเดโมแครตมีนโยบายสนับสนุนโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจทั้งคู่ แต่วันนี้ดูเหมือนทั้งสองพรรคกำลังหันมองโลกาภิวัฒน์อย่างไม่เป็นมิตรเท่าไรและนั่นเป็นสัญญาณอันตรายต่อสหรัฐฯเอง


ตรงนี้เองที่ผมมองว่า Smick ยังให้คำตอบไว้ไม่ชัดเจนว่าถ้าให้เสรีแก่เหล่าพ่อมดทางการเงินอย่างที่เป็นมา โดยที่ไม่สร้างกลไกและกฏที่เข้มงวด แล้วรัฐบาลจะเอาอะไรมาประกันได้ว่าถ้าเวทมนต์บางส่วนของเหล่าพ่อมดเกิดกลายเป็นมนต์ดำขึ้นมาอย่างที่เป็นอยู่ ประเทศจะสามารถเอาตัวรอดได้ ผมมองแบบอนุรักษ์นิยมว่ากฏเกณฑ์ที่เข้มงวดน่าจะเป็นตัวถ่วงดุลย์ความเก่งของเหล่าคนเก่งทางการเงินทั้งหลายได้


มุมมองและการ’ดักคอ’ ของ Smick มาถูกที่ถูกเวลาเหลือเกิน ประการแรกคือมาในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจหมาดๆ ประการต่อมาคือมาในช่วงกำลังเปลี่ยนพรรคที่จะเข้ามาบริหารสหรัฐฯ ประการสุดท้ายมาในช่วงที่กระแสต้านโลกาภิวัฒน์กำลังมาแรง การมองสวนมุมของ Smick ถือเป็นมุมมองถ่วงดุลย์ต่อกระแสที่น่าสดับตรับฟังไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม


ขอบคุณ Asiabooks สำหรับหนังสือ

โดย unified

 

กลับไปที่ www.oknation.net