วันที่ พุธ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปุจฉา - วิสัชนา กับพระธรรมาจารย์เซิ่งเหยียน " อายตนะภายใน ๖ บริสุทธิ์หมายถึงอะไร"


เมื่อวานนี้เล่าถึงปุจฉา – วิสัชนา ของพระธรรมาจารย์เซิ่งเหยียนถึงเรื่องความหมายของพุทธะ มีคำว่า “ อายตนะภายใน ๖ บริสุทธิ์ ” วันนี้จึงขอนำปุจฉา – วิสัชนา อีกข้อถึงเรื่องนี้มาเล่าต่อเนื่องกันค่ะ

 

๔๐. อายตนะภายใน ๖ บริสุทธิ์หมายถึงอะไร?

ศัพท์ “ อายตนะภายใน ๖ บริสุทธิ์ ” ในสายตาของคนที่ไม่รู้ไม่เข้าใจพุทธธรรมแล้วจะรู้สึกว่าตื้นๆน่าตลกขบขัน......จริงๆแล้ว คำว่าอายตนะภายใน ๖ บริสุทธิ์นั้นมีเนื้อหามากมาย

                        อายตนะภายใน ๖ หมายถึงขอบเขตทั้งหมดทางสรีรวิทยา พุทธศาสนาพิจารณาชีวิตทั้งไม่ใช่วัตถุนิยม และไม่ใช่จิตนิยม และยิ่งไม่ใช่เทวะนิยม หากแต่เป็นผู้ถือคติเกิดเพราะเหตุปัจจัยที่มูลเหตุปัจจัยประสานเข้าด้วยกัน ฉะนั้น การพิจารณาคนคนหนึ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นคนนั้นได้วิเคราะห์จากจิตวิทยา สรีรวิทยา และกายภาพวิทยา ทั้ง ๓ ด้าน

อายตนะภายใน ๖ ที่กล่าวถึงข้างต้นจัดอยู่ในสรีรวิทยา บวกกับอายตนะภายนอก ๖ ก็คือองค์รวมของคนคนหนึ่ง การรวมตัวของอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ กับวิญญาณ ๖ เรียกว่า ๑๘ ภูมิ ๓ ประเภทใหญ่

ใน ๑๘ ภูมิ ประกอบขึ้นเป็น ๓ เส้า ส่งผลต่อกันและกัน ขาดไปหนึ่งประเภท ที่เหลืออีก สองประเภทก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เพราะว่าอายตนะภายนอก ๖ กับวิญญาณ ๖ ต้องอาศัยอายตนะภายใน ๖ เป็นสื่อนำ จึงจะเกิดบทบาท อายตนะภายนอก ๖ กับอายตนะภายใน ๖ ต้องอาศัยการจำแนกแยกแยะของวิญญาณ ๖ จึงจะม่คุณค่า อายตนะภายใน ๖ กับวิญญาณ ๖ ต้องอาศัยการสะท้อนของอายตนะภายนอก ๖ จึงจะมีผล

ถ้าจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบก็เปรียบได้ว่า อายตนะภายใน ๖ เป็นกระจกเงา อายตนะภายนอก ๖ เป็นภาพเงาที่สะท้อนอยู่ในกระจกเงา ส่วนวิญญาณ ๖ คือคนที่จะจำแนกแยกแยะภาพที่ปรากฏในกระจกเงา

 

อะไรคืออายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ กับวิญญาณ ๖ พูดไปแล้วง่ายมาก นั่นก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตหรือมโน กล่าวในแง่การทำหน้าที่เป็นสื่อนำของจิตวิทยาและกายภาพวิทยาแล้ว เรียกอายตนะภายใน ๖ และนั่นคือหน้าที่ของประสาททางสรีรวิทยา ตามีประสาทการเห็น หูมีประสาทการได้ยิน จมูกมีประสาทการดมกลิ่น ลิ้นมีประสาทลิ้มรส กายมีประสาทสัมผัส จิตหรือมโนมีประสาทสมอง เหล่านี้ล้วนเป็นมูลฐานของจิตและวัตถุ ซึ่งเรียกว่าอายตนะภายใน ๖

กล่าวจากเป้าหมายที่อายตนะภายใน ๖ ต้องติดต่อสัมพันธ์เรียกว่า อายตนะภายนอก ๖ ซึ่งก็คือวัตถุทั้งหลายทางกายภาพวิทยา สีที่อายตนะตาได้เห็น เสียงที่อายตนะหูได้ยิน กลิ่นหอมหรือเหม็นที่อายตนะจมูกได้กลิ่น รสชาติที่อายตนะลิ้นได้ลิ้มชิม ความหยาบ ละเอียด ร้อน เย็น หรือเปียกชื้น ที่อายตนะกายได้สัมผัส เป็นต้นส่วนที่อายตนะมโนนึกคิดนั้นเรียกว่า “ ธรรม ” นั่นหมายถึงสิ่งที่เล็กมาก ไกลมาก ซึ่งไม่สามารถจับต้องได้ ทั้งหมดนี้เรียกว่าอายตนะภายนอก ๖

กล่าวจากแง่ที่อายตนะภายใน ๖ ติดต่อสัมพันธ์กับอายตนะภายนอก ๖ ก่อให้เกิดการจำแนกนั้นเรียกว่า วิญญาณ ๖ ถ้าไม่มีวิญญาณ ๖ มีแต่อายตนะภายนอก ๖ และอายตนะภายใน ๖ แล้ว นั่นก็มิใช่คน แต่เป็นซากศพไปแล้ว ดังนั้น วิญญาณจึงเป็นผู้ควบคุมอายตนะภายใน ๖ ส่วนอายตนะภายใน ๖ เป็นเครื่องมือที่วิญญาณ ๖ ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับอายตนะภายนอก ๖

ถ้าอย่างนั้น ทำไมจึงเรียกว่าอายตนะภายใน ๖ บริสุทธิ์เล่า

 

เพราะว่าอายตนะภายใน ๖ เป็นเครื่องมือของวิญญาณ ๖ ทำดี ทำชั่ว แม้จะมาจากการบงการของวิญญาณ ๖ ก็ตาม แต่พฤติกรรมที่ทำให้ความดี ความชั่วประจักษ์นั้น กลับอยู่ที่บทบาทของอายตนะภายใน ๖ การที่คนเราวนเวียนอยู่ในทะเลทุกข์ของวัฏฏสงสารนั้น ก็อยู่ที่อายตนะภายใน ๖ ไม่บริสุทธิ์นั่นเอง  บาปกรรมทั้งมวลที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ล้วนเกิดแต่อายตนะ ๖ ภายในเป็นผู้ก่อ เป็นต้นว่าอายตนะตาอยากเห็นรูป อายตนะหูอยากได้ยินเสียง อายตนะจมูกอยากได้กลิ่น อายตนะลิ้นอยากรส อายตนะกายอยากสัมผัสนวลเนียน อายตนะจิตอยากสุขสันต์ เมื่อมีอยากมีโลภ ก็มีโกรธ โลภกับโกรธมาจากกิเลส ทั้งหมด รวมกันเข้าก็คือโลภ โกรธ หลง พิศร้ายทั้ง ๓ กระหน่ำซ้ำเติม ชั่วมากดีน้อย ไม่มีวันได้ออกจากทะเลทุกข์แห่งการเกิดการตาย

 

วิธีบำเพ็ญวิถีแห่งการหลุดพ้นนั้น ไม่นอกเหนือไปจาก ศีล สมาธิ และปัญญา แต่ว่าแหล่งที่มาของปัญญาคือศีล กับสมาธิ ดังนั้น วิธีเข้าสู่ประตุในการบำเพ็ญควรเริ่มจากกายและใจทั้ง ๒ ด้าน คือบำเพ็ญกาย อีกหนึ่งคือบำเพ็ญใจ ขจัด และชำระสะสางความคิดที่ไม่ดีทั้งปวงทิ้งไป เรียกว่าบำเพ็ญใจ

วิธีที่เป็นหลักของบำเพ็ญใจ คือญาณสมาธิ

ขจัดและสะสางการกระทำที่ไม่ดีทั้งปวงออไปเรียกว่าบำเพ็ญกาย ดังนั้นการบำเพ็ญกายจะเรียกว่าบำเพ็ญกรรม คือการกระทำก็ได้

วิธีที่เป็นหลักของการบำเพ็ญกายคือถือศีล

จุดมุ่งหมายในการถือศีลก็คือรักษาประตูของอายตนะ คือรักษาประตุใหญ่ของอายตนะภายใน ๖ ให้ดี ไม่ให้เรื่องเลวร้ายล่วงล้ำจากประตุอายตนะภายในเข้ามาเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดให้ห้องหัวใจเรา

 

เพราะว่าปุถุชนคนหนึ่ง ยกเว้นการเข้าสู่ภาวะของฌานสมาธิแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่คิดฟุ้งซ่าน การคิดฟุ้งซ่านเป็นการกระตุ้นในอายตนะภายใน ๖ ก่อกรรม ศีลกับวินัยของพุทธศาสนาคือตัวตัดไฟ หรือเครื่องดับเพลิงที่ตัดขาดการติดต่อของความคิดฟุ้งซ่านกับอายตนะภายใน ๖ ภายใต้การป้องกันของศีลวินัย อายตนะภายใน ๖ จึงค่อยๆบริสุทธิ์ วันใดที่ทำถึงขั้นอายตนะภายใน ๖ บริสุทธิ์แล้ว ภาวะที่ก้าวพ้นจากปุถุชนเป็นอริยบุคคล ก็จวนจะถึงแล้ว.....”

จึงนำมาเล่าเพิ่มเติมไว้ เพื่อเป็นข้อมูลที่มากขึ้นค่ะ

........................................................................

อ้างอิง

อรุณ โรจสันติ (ผู้แปล) ปุจฉา-วิสัชชนา พุทธศาสนาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ สำนักพิมพ์สุขภาพใจ ๑๔/๓๔๙-๓๕๐ หมู่ ๑๐ ถ.พระราม ๒ บางมด บางขุนเทียน กรุงเทพ

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net