วันที่ พุธ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รายงานวิกฤตเศรษฐกิจกระทบไทยหนัก ฉบับที่ 1


ประเทศไทยเป็นประเทศที่ซวยซ้ำซวยซ้อน เพราะนอกจากประสบกับวิกฤตทางการเมืองต่อเนื่องมากว่า 3 ปีแล้ว ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกก็ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวางและหนักหน่วงรุนแรง โดยที่ไม่มีผู้ใดสนใจรับผิดชอบป้องกันหรือแก้ไขปัญหาเลย รัฐบาลพรรคพลังประชาชนมุ่งแต่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญและปัญหาส่วนตัวของนายทุนพรรค ปล่อยให้ปัญหาเศรษฐกิจโหมโรมเร้ารุนแรงยิ่งขึ้น ประกอบกับความดื้อดึงไม่รับฟังคำตรัสเตือนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ให้ระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน มิฉะนั้นชาติก็จะล่มจม จึงมุ่งที่จะใช้จ่ายเงินในโครงการประชานิยมที่ไม่สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน กลับจะเพิ่มหนี้สินให้ประชาชนสิ้นเนื้อประดาตัวมากขึ้นอีก

ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศได้รับทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเกิดเมืองนอนของตน และให้ทุกภาคส่วนของประเทศไทยได้รับรู้สถานการณ์ที่เป็นจริง เราจึงขอทำหน้าที่ประมวลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบของวิกฤตทางเศรษฐกิจมานำเสนออย่างต่อเนื่อง โดยถือว่ารายงานครั้งนี้เป็นรายงานฉบับแรก

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตทางเศรษฐกิจเท่าที่ปรากฏแล้วมีดังนี้

1.  สมาคมบริษัทจัดการกองทุนได้ออกรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2551 ว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งระบบ สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2551 มีจำนวน 446,373.60 ล้านบาท ลดลง 14,243.95 ล้านบาท จากวันสิ้นสุด 30 กันยายน 2551 สาเหตุที่ลดลงมากเช่นนี้เนื่องจากมูลค่าหุ้นในตลาดลดลง และปรากฏว่าในปัจจุบันนี้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งระบบมีจำนวน 511 กอง มีสมาชิกทั้งหมด 2,031,494 ราย ทำให้เกิดผลกระทบแก่มูลค่าทรัพย์สินของผู้ถือกองทุนกว่า 2 ล้านคนดังกล่าว

2.  สำนักงานส่งเสริมการลงทุนได้แถลงผลการขอส่งเสริมการลงทุนสำหรับรอบระยะเวลา 11 เดือนของปี 2551 ว่ามูลค่าลดลงถึง 25% โดยเปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 473,000 ล้านบาท นั่นคือมูลค่าลดลงเกือบ 200,000 ล้านบาท ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่ออัตราเติบโตทางเศรษฐกิจและภาวะการลงทุนของประเทศในปีถัดไปด้วย

3.  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2551 ว่า "ปัญหาความล่าช้าของการบริหารเศรษฐกิจในขณะนี้ได้กระทบต่อการทำงบประมาณกลางปี 2552 วงเงิน 100,000 ล้านบาท" ส่งผลให้การปรับปรุงโครงสร้างภาษีต้องชะลอออกไป ซึ่งอาจไม่ทันต่อภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรวดเร็ว และได้เตือนด้วยว่าประเทศไทยในปี 2552 เหมือนกับตกลงจากหน้าผา โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 เป็นต้นไป

4.  นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเปิดเผยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2551 ว่าภาวะการว่างงานในต้นปี 2552 จะมีจำนวนสูงถึง 900,000 คน และเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งใช้งบกลางเข้าช่วยเหลือผลักดันและผลจากการว่างงานนี้คาดว่าในปี 2552 สำนักงานประกันสังคมจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ตกงานจำนวน 3,000 ล้านบาท และยังคาดการณ์อีกว่านักศึกษาจบใหม่ในปีหน้าอาจจะว่างงานอีก 300,000 คน

5.  นางอุไรวรรณ เทียนทอง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2551 ได้รับทราบรายงานว่ามีสถานประกอบการปิดกิจการไปแล้ว 538 แห่ง เพิ่มขึ้นจากตัวเลขเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2551 ถึง 49 แห่ง มีผู้ถูกเลิกจ้าง 45,163 คน และมีแนวโน้มว่าจะมีการเลิกจ้างอีก 220 แห่ง ทำให้คนตกงาน 102,287 คน โดยส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก

6.  ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางเปิดเผยว่า ขณะนี้ราคายางตกต่ำลงเป็นประวัติการณ์ เพราะประเทศอยู่ในสภาพเหมือนไม่มีรัฐบาล ทำให้ราคายางร่วงลงต่ำสุดในรอบระยะเวลา 5 ปี เหลือเพียงกิโลกรัมละ 30 บาท จะมีผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ทำสวนยางทั่วประเทศ และจะทำให้ภาวะหนี้สินจากการผ่อนชำระในการซื้อบ้านหรือรถยนต์ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

7.  นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่ายอดขายของเครือสหพัฒน์ในปีนี้เติบโตเพียง 2% ต่ำจากเป้าที่ตั้งไว้ 10% เป็นการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 10 ปี 

8.   นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ คาดหมายว่าความเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะขยายตัวเพียง 0.7% แต่ถ้าหากยังเกิดวิกฤตทางการเมืองต่อไปอาจจะติดลบก็ได้ และเห็นว่ามาตรการลดอัตราดอกเบี้ยลง 1% เหลือ 2.75% ของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น จะไม่ช่วยให้สภาพคล่องดีขึ้น เพราะขณะนี้ไม่มีธนาคารไหนกล้าปล่อยสินเชื่อ ดังนั้นถึงแม้จะลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0% ก็แก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ 

9.  ผลการกำกับบริษัทหลักทรัพย์หละหลวม จนเกิดเหตุบริษัท SECC เจ๊ง รถสูญหายถึง 476 คัน เสียหาย 1,300 ล้านบาท ในขณะที่ผู้บริหารบริษัทหายตัวไปและมีข่าวว่าหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว และ กลต. กำลังตรวจสอบหาผู้รับผิดชอบกันอยู่ การเกิดกรณีเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจหลักทรัพย์ของประเทศว่ามีความเป็นธรรมาภิบาลและเชื่อถือได้จริงหรือ

 10. นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหารเปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดส่งออกไก่สดของประเทศไทยไม่มีอนาคต คงส่งออกได้เฉพาะไก่สุกเท่านั้น ทำให้รายได้ของประเทศจากการส่งออกดังกล่าวลดลง

11. นายณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการสมาคมตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่าปริมาณการออกตราสารหนี้ปี 2552 จะลดลงถึง 40,000 ล้านบาท จากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีจำนวน 200,000 ล้านบาท 

เราจะนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้ผู้รับชะตากรรมร่วมกันทั่วทั้งประเทศได้รับทราบ และเตรียมการรับมือ และเพื่อให้รัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญในการกำหนดมาตรการและนโยบายต่าง ๆ ที่ถูกต้องและทันท่วงทีต่อไป.

โดย paisal

 

กลับไปที่ www.oknation.net