วันที่ พุธ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รวมวจนะท่านพุทธทาส เกี่ยวกับความร้ายกาจในการนับถือศาสนาพุทธแบบ " พุทธพิธี "


คงไม่มีคำไหนอธิบายถึงความร้ายกาจของการนับถือศาสนาพุทธที่มักเรียกกันติดปากว่า  “ พุทธพิธีการ”  หรือ “พุทธเพื่อขอ ” ได้ดีเท่ากับคำว่า “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน ” ซึ่งท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ถึงขนาดว่า “ กลายเป็นเหมือนกับเนื้อร้าย หรือเนื้องอกที่เพิ่งงอกออกมาใหม่ๆบนตัวพุทธศาสนา สำหรับทำลายพุทธศาสนาเอง ( * หน้า ๑๓๐ ) ” เลยทีเดียว

                ดังนั้นจึงขอยกคำบรรยายของท่านมาร้อยต่อกัน เพื่อความเข้าใจในพุทธศาสนาที่แท้ดังต่อไปนี้

                        “ ก่อนที่จะอธิบายถึงสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ อยากจะขอฝากข้อที่ห่วงใยเป็นอย่างมากว้ในที่นี้ เพื่อที่จะได้ช่วยกันหาทางป้องกัน บัดนี้เราตระหนักกันแล้วว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ศีลธรรม พุทธศาสนามีอุดมคติสูงกว่าศีลธรรมมากนัก แต่เป็นที่น่าเสียดายที่หลักธรรมชั้นสูง ที่เป็นตัวพุทธศาสนา ถูกลดค่ามาอยู่ในระดับเพียงศีลธรรมเท่านั้น ( ** หน้า ๔๔ ) ”

                        “ ด้วยความบกพร่องของพุทธบริษัทนั่นเอง เช่น พุทธศาสนาซึ่งมีหลักธรรมถึงขนาดขจัดกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง จนบรรลุมรรค ผล นิพพานอย่างนี้ ต้องสลัวไปหมด มาเหลืออยู่แต่ในรูปของพิธีรีตอง หรือเป็นเพียงศีลธรรมไปเท่านั้น ( ** หน้า ๔๕ ) ”

                        “ พวกเราพากันลดประโยชน์ของพุทธศาสนาซึ่งไม่มีศาสนาใดจะเปรียบเทียบได้ให้ลงมามาก จนอยู่แค่ระดับของศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีรีตองไปเลย ทุกวันนี้เราใช้พุทธศาสนาเพื่อประกอบพิธีมงคลต่างๆกันเท่านั้น มันถูกลดลงมา โดยความเขลาของพวกพุทธบริษัทนั่นเอง เพราะความบกพร่อง ความเสื่อมทรามของการศึกษา การปฏิบัติ และความเข้าใจผิด เรื่องมรรคผลนิพพานชั้นสูงจึงเสื่อมไปจนเป็นเรื่องที่คนหัวเราะเยาะกัน นี้เป็นช่องทางที่พุทธศาสนาจะได้รับความเสียหายมากโดยที่ไม่มีใครคิด เป็นเหตุให้คนไทยที่นับถือพุทธศาสนากลับไม่รู้จักพุทธศาสนาของตน (** หน้า ๔๕ – ๔๖ )”

                        “ ความวุ่นวายทางภายนอก ทางกาย หรือทางวัตถุ หรือทางสังคม นี้เป็นมูลเหตุของศีลธรรม คือทำให้จำเป็นต้องมีศีลธรรม ส่วนปัญหาทางจิตใจที่ลึกลงไปและเป็นส่วนบุคคลโดยเฉพาะ ตลอดถึงปัญหาที่จะต่อสู้กับกิเลส ก็เป็นมูลเหตุให้มีศาสนาที่ถูกต้องขึ้นมา โดยเฉพาะคือหลักพุทธศาสนา ที่เราประสงค์จะศึกษากันนี้ ( ** หน้า ๒๘ )”

                        “ ส่วนหลักปฏิบัติในด้านสัจธรรมหรือตัวหลักศาสนาแท้ที่สูงขึ้นไปนั้น ขอให้เข้าใจให้ดีๆว่าจะต้องเลิกล้างสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด จะต้องทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีรีตอง ไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลัง อะไรต่างๆเหล่านี้ให้หมด  ( ** หน้า ๓๖)”

                        “ รวมความว่า ถ้ามุ่งแค่ศีลธรรมแล้ว สิ่งใดที่ทำให้เกิดสันติของสังคมก็ยอมรับเข้ามาได้ทั้งนั้น แม้แต่เรื่องไสยศาสตร์ เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าเป็นเรื่องพุทธศาสนาแล้ว สิ่งเหล่านี้ใช้ไม่ได้เลย จะต้องกวาดทิ้งไสยศาสตร์ เครื่องราง ขนบธรรมเนียมประเพณี ความยึดมั่นถือมั่น อะไรเหล่านี้ออกไปสิ้นเชิง แล้วมาปฏิบัติตัวความจริงของกฎธรรมชาติแท้ ก็สามารถรื้อรากถอนเชื้อของกิเลส

กิเลสก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกไปจากธรรมชาติอย่างหนึ่ง ฉะนั้นต้องมีความรู้ในเรื่องพุทธศาสนาที่เป็นชั้นสูง หรือความลับของธรรมชาติชั้นสูง เรื่องกำจัดกิเลสหรือระงับดับทุกข์ให้หมดไปนั่นเอง คือหลักพระพุทธศาสนา สำหรับศีลธรรมไม่ต้องมีความรู้ขนาดนี้ มีพอแก้ไขกันไปตามเรื่องราวเท่าที่มนุษย์ต้องการ ( ** หน้า ๓๘)”

“ เดี๋ยวนี้เขาเอาไสยศาสตร์มาเป็นพุทธศาสนา แล้วยังพยายามหาแง่ หาเล่ห์ หาเหลี่ยม ที่จะทำให้ไสยศาสตร์ให้เป็นพุทธศาสนา เหมือนที่กำลังทำกันอยู่เดี๋ยวนี้ หลอกลวงในแง่ที่จะให้ไสยศาสตร์มาเป็นพุทธศาสนา หรือทำให้พุทธศาสนาเป็นไสยศาสตร์ เพื่อประโยชน์แก่เขาผู้กระทำ ซึ่งหวังผลเป็นวัตถุเท่านั้น ( *** หน้า ๙๐)”

“ ถ้าหากว่าความทุกข์จะสำเร็จได้ด้วยการบูชาอ้อนวอนเอาแล้ว ในโลกนี้ก็จะไม่มีใครที่มีความทุกข์เลย เพราะว่าใครๆก็บูชาอ้อนวอนเป็น ไม่ใช่ของทำยาก โดยเหตุที่ยังมีคนที่มีความทุกข์อยู่ ทั้งที่ทำการบูชา หรือทำพิธีรีตองต่างๆอยู่ จึงถือว่ายังไม่เป็นหนทางที่จะเอาตัวรอดได้ จะต้องมาพิจารณาโดยละเอียดลออ ให้รู้ ให้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง แล้วประพฤติต่อสิ่งนั้นให้ถูก ให้ตรงตามความจริง จึงจะสามารถเอาตัวรอดได้ นี้เป็นขอบเขตของพุทธศาสนาที่เราควรเข้าใจไว้ ( **** หน้า ๒๑๖)” 

“ แม้แต่พิธีรีตองต่างๆที่เพิ่งเกิดขึ้น เกี่ยวเนื่องกันกับพระพุทธศาสนาเพียงเล็กๆน้อยๆก็ถูกนับเข้าเป็นพุทธศาสนาไปด้วย พิธีรีตองต่างๆก็เกิดเพิ่มขึ้นอย่างที่เรียกว่าน่าสมเพช เช่น การจัดสำรับคาวหวานทำนองเซ่นวิญญาณพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าถวายข้าวพระ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะมีไม่ได้ในหลักของศาสนา ( *** หน้า ๒๑๙)”

“ สิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่หนังสือ ไม่ใช่คัมภีร์ ไม่ใช่เสียงบอกเล่า ไม่ใช่หลักแห่งการคิดไปตามเหตุผล ตัวพระไตรปิฎก หรือตัวศาสนาพิธีรีตองต่างๆนั้น ยังไม่ใช่ตัวแท้ของพระพุทธศาสนา ตัวแท้ของพุทธศาสนาต้องเป็นตัวการปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ชนิดที่จะทำลายกิเลสให้ร่อยหรอ หรือสิ้นไปในที่สุด นี่เรียกว่าตัวจริงของพุทธศาสนา ในลักษณะที่ไม่จำเป็นต้องเนื่องด้วยหนังสือ ไม่ต้องเนื่องด้วยตำรา ไม่เนื่องด้วยพิธีรีตอง ไม่ต้องเนื่องด้วยสิ่งภายนอก เช่น เทวดา หรือดวงดาวบนท้องฟ้า แต่ต้องเนื่องในภายใน ด้วยกาย วาจา และด้วยใจ เนื่องด้วยสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่กับกายใจโดยตรง คือกิเลสอันสรุปรวมอยู่ที่อวิชชา ความไม่รู้ ซึ่งจะต้องบากบั่นให้หมดสิ้นไป จนเกิดความสว่างไสวที่เรียกว่า วิชชา ขึ้น สามารถที่จะทำอะไรให้ถูกต้องด้วยตนเอง ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนอวสาน นี่แหละ คือตัวแท้ของพระพุทธศาสนาในส่วนที่เราจะต้องเข้าใจ อย่าได้ไปหลงใหลเอาเนื้องอกที่หุ้มห่อพระพุทธศาสนามาเป็นตัวศาสนาเลย (**** หน้า ๒๓๓)”

               

เหตุที่รวบรวมคำบรรยายของท่านไว้ เพราะเห็นว่า ถ้าเรายังนับถือศาสนาพุทธแบบพุทธพิธี รวมถึงสีลพัตตปรามาส เกรงว่าวันหนึ่งสนิมในเนื้อตนนี้ จะทำให้พระศาสนาเหลือเพียงเปลือก แล้วคนรุ่นหลังจะหาแก่นที่สามารถดับทุกข์ได้ในพุทธศาสนาได้ยาก จนดำรงชีวิตอย่างมีความสุขได้ยากขึ้นตามไปด้วย

......................................................................

*พุทธทาสภิกขุ ตัวกู – ของกู สำนักพิมพ์เพชรประกาย ๕๐/๑๑๓ ซอยนวมินทร์ ๖๓ ถนนนวมินทร์ คลองกุ่ม บึงกุ่ม กรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๔๙

**พุทธทาสภิกขุ คู่มือดับทุกข์ ธรรมสภา ๑/๔ – ๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ

***พุทธทาสภิกขุ ปัญหา หรืออุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม สำนักพิมพ์สุขภาพใจ  ๑๔/๓๕๐ หมู่ ๑๐ ถนนพระราม ๒ ซอย ๓๘ แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๕๑

****พุทธทาสภิกขุ คู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์  ธรรมสภา ๑/๔ – ๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ

 

 

 

 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net