วันที่ ศุกร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม


  1.  ปฏิบัติธรรมรักษาศีล

นับตั้งแต่ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากน้องสาว  พอเข้าพรรษาทุกครั้งก็เริ่มปฏิบัติธรรมรักษาศีล ๘เรื่อยมา เริ่มแรกก็กระทำหนึ่งวันในทุกวันพระ, ต่อมาก็กระทำสามวันในทุกวันพระ ต่อมาก็รักษาศีล ๘ตลอดทั้งพรรษาตราบเท่าทุกวันนี้

 

ตลอดระยะเวลา ๔-๕ปี ได้ไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด ได้รับความร่มเย็นด้วยบารมีธรรม ของท่านหลวงตา พระมหาบัวเสมอมา แต่ละครั้งก็ไปอยู่ ๕-๗วัน อยู่กันหลายคนก็จริงอยู่ แต่เวลาพูดคุยกันน้อยมาก หรือพูดคุยกันพอเป็นกริยาเท่านั้น การปฏิบัติก็ต่างคนต่างทำกัน เพราะทุกคนที่ไปที่นั้น ก็ล้วนแล้วผ่านการอบรม มีหลักจิตหลักใจมาแล้วทั้งนั้น

มหาสตินี่ซิฆ่ากิเลสได้

วันหนึ่งเดินจงกรมเสร็จแล้ว ก็ทำการกวาดลานวัดต่อ เมื่อกวาดเสร็จก็เข้าที่จงกรมต่อทันที  เป็นเวลาเกือบ ๖โมงเย็น เกิดเห็นธรรมมหัศจรรย์ขึ้น โดยเห็นว่า “ตลอดเวลามานี้เราถูกกิเลส ทำร้ายทำลายมาตลอดเหตุเพราะว่า เราไม่มีสติแม้จะมีก็น้อยเกินไป ไม่อาจต้านทานกิเลสได้ มาครั้งนี้เรามีสติเป็นมหาสติที่มีกำลัง คราวนี้แหละกิเลสเอ๋ย ข้าจะโอบล้อมเจ้าไว้อยู่ตลอดเวลา เผลอเมื่อไหร่จะเข้าไปฆ่ามันทันที” ขณะนั้นในดวงจิตเห็นว่า เหล่ากิเลสตกอยู่ในวงล้อมของสติ สตินั้นจดจ้องคอยดูว่ากิเลสตัวไหนที่ออกนอกกลุ่ม เป็นต้องถูกเราโจมตีทันที

รักษาศีลที่ภูเม็ก

ประมาณปีพ.ศ. ๒๕๔๗ ช่วงเข้าพรรษา ได้เดินทางเข้าป่าบุกเขา ปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่นเป็นเวลาประมาณ ๒๒วัน ใช้เวลาเดินขึ้นเขา ๑ชม. ลง ๔๐นาที ต้องเดินขึ้นลงมาบิณฑบาตตอนตีห้าทุกวันกับพระหลวงตาสัมฤทธิ์ เราอยู่กับท่านสองคนเท่านั้น แต่อยู่คนละฝากภูเขามองไม่เห็นกัน อาหารที่นั่นค่อนข้างอัตคัด กินได้เพียงครึ่งกระเพาะหรือหิวพอทนได้เท่านั้น แถมหลวงตายังเลี้ยงสุนัขไว้สองตัว อีกตัวหนึ่งเป็นแม่ลูกอ่อนต้องกินมากหน่อย  กินไปเราก็ดูส่วนที่เหลือว่าจะพอแก่สุนัขสองตัว กับลูกอ่อนอีกห้าตัวหรือไม่ แทนที่จะดูตัวเองว่า ขณะนี้อิ่มหรือไม่

-- ชาวบ้านแถบนั้นเขาทานข้าวเหนียวกันแต่เราไม่ เกิดท้องเสียเป็นบิดอยู่เกือบสองอาทิตย์ก็ต้องทน

-- ขึ้นลงภูเขาทุกวันจนเท้าไปเตะเอาก้อนหิน เลือดสาดก็ต้องทน

** ผู้ปฏิบัติที่เอาจริงเพียงแค่นี้ไม่ถือเป็นเหตุผล ที่จะทำให้เราเลิกทำความเพียร

เห็นร่างกายเปื่อยเน่า

วันนี้ได้มีสหธรรมิกขึ้นมาปฏิบัติธรรมเพิ่มอีกสามคน ก็ทักทายตามมารยาทพอควร ก็แยกตัวออกมาปฏิบัติธรรมของเรา ได้เห็นร่างกายของเราเน่าเปื่อย เห็นเป็นโครงกระดูกที่ยังมีเส้นเอ็นยึดกระดูกไว้อยู่ เห็นหนอนแมลงวันเต็มไปหมด ทันใดนั้นก็มีความรู้สึกว่ามีมดกำลังเข้าไปในช่องหู เราเองก็มีสติตามดูมันอยู่ ก็คิดว่าถ้าเราไม่ยอมให้มดผ่านเข้าไปในช่องหู ก็แสดงว่ายังมีเยื้อใยในร่างกายเน่าๆนี้อยู่ เลยกำหนดตายทิ้งร่างนี้ไปเลย เท่านั้นแหละได้เห็นมดวิ่งเข้าออกหูซ้ายทะลุหูขวา มดได้กัดกินชิ้นเนื้อเล็กในช่องหู

การเห็นนิมิตครั้งนี้เด่นชัดมาก เหมือนกับเกิดกับเราจริงๆ พอรู้สึกตัวขึ้นก็เกือบตีสาม แต่ยังได้ยินเขาสนทนาธรรมกันอยู่  ก็เลยไปเล่าเหตุการณ์ทั้งหลายให้ฟัง เขาก็อนุโมทนาสาธุกับเรา  หลวงตาก็บอกให้เรากลับไปปฏิบัติให้ยิ่ง ที่เห็นอย่างนั้นนะดีแล้ว เราก็กลับไปปฏิบัติธรรมของเราต่อ

หลังจากกลับมาจากบิณฑบาตตอนเช้า  ได้ทำการจัดเตรียมอาหารเพื่อถวายหลวงตา ทันใดนั้น ได้มีฝูงแมลงวันหัวเขียว บินมาตอมอาหารเต็มไปหมด แล้วเขาก็บินจากไป ท่ามกลางความตกตะลึงอยู่นั้น หลวงตาบอกว่า “เทวดาเขามาอนุโมทนาบุญ ให้เห็นเป็นประจักษ์พยาน” ทั้งที่ปกติธรรมดาก็ไม่เคยเห็นแมลงวันหัวเขียวแม้แต่ตัวเดียว หลังจากนั้นก็ไม่มาปรากฏให้เห็นอีกเลย

 

เห็นนิมิตอันประเสริฐ

หลังจากนั้นอีกประมาณ ๕วัน ได้เห็นนิมิตอันประเสริฐยิ่ง คือได้เห็นว่า ตัวเราเองได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เราเองก็มีความอิ่มเอิบใจ ที่ได้อยู่ในเพศสมณะแต่ปรากฏว่า ไม่ได้ปลงผม ผมนั้นยังคงไว้ยาวตามปกติ

 

หนึ่งวันก่อนกลับบ้าน

เทวาจัดงานเลี้ยงส่ง (ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องตลกนะครับ) ได้เห็นผู้คนทั้งชายหญิงมากมาย ร่ายรำขึ้นมาจากรูใต้ดิน (น่าจะเป็นพวกพญานาค เพราะบางคืนจะได้ยินเสียงพญานาคเลื้อย น่าจะตัวใหญ่ขนาดลำตาล เสียงดังครืดๆๆซาดๆๆ) แล้วก็มีคนคนหนึ่งมาขอให้เราไปร่วมรำวงกับพวกเขา เราก็ปฏิเสธ แต่มีอยู่คนหนึ่งน่าตาคุ้นๆเหมือนคนเคยรู้จักกัน ได้เข้ามาขอให้เราร่วมรำวงกับเขา เราจึงออกไปร่วมรำวงกับเขา 

 

 

 

 

 

 

โดย วัชระญาณ

 

กลับไปที่ www.oknation.net