วันที่ ศุกร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อสนามบินสุวรรณภูมิปิด.... และฉันติดอยู่ ดูไบ


.

 ดูน ซาฟารี (Dune Safari) : การขับรถท่องไปตามเนินทราย

.                                                                                

 

  

ดูไบ เป็นกลายเป็นเมืองที่รู้จักไปทั่วโลกในระยะเวลาไม่กี่ปี จากการลงทุนในหลายๆด้านของดูไบเอง เนื่องจากมุมมองว่าทรัพยากรน้ำมันคงไม่เพียงพอในการทำรายได้ให้กับประเทศ สำหรับประเทศที่แทบไม่มีทรัพยากรอื่นๆ นอกจากน้ำมัน........... จึงต้องหาทางอื่นๆ มาเพิ่มรายได้ให้ประเทศไม่ว่าจะเป็น ในด้านการท่องเที่ยว ดูไบพยายามสร้างโรงแรมที่หรูหราในระดับ 7 ดาว  ในด้านอุตสาหกรรมและธุรกิจ ดูไบก็ต้อนรับนักลงทุนจากต่างประเทศโดยการเสนอพื้นที่ปลอดภาษี และหากดำเนินธุรกิจในดูไบ ก็สามารถนำเงินกลับประเทศได้เต็มเม็ด เต็มหน่วย ไม่ต้องจ่ายภาษีให้รัฐ  ...ดูไบรอรับรายได้อื่นๆ ที่ตามมาจากนั้น มากกว่าจะไปสนใจภาษี

.

ในยุคเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดูไบจึงเป็นเสมือนประตูไปสู่ตะวันออกกลางของนักธุรกิจที่หันเหจากลูกค้าแถบอเมริกาและยุโรปได้เป็นอย่างดี

.

.

        

.

- โรงแรมเรือใบ หรือ เบิร์ช อัล อาหรับ( Burj Al Arab) ระดับ 7 ดาว ที่กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างนึงของเมืองดูไบ

- - - - - - - -

                                                                      

       

.

โรงแรม The Atlantis ระดับ 7 ดาว ที่เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา

- - - - - - - - -

.

.                           

โรงแรมจะอยู่ส่วนยอดของโครงการ The Palm ตกแต่งแนวว่าเป็นเมืองที่จมอยู่ใต้น้ำ

- - - - - - - - -

.

            

 ผนังห้องในโรงแรมบางห้อง(ที่แพงๆ) ห้องน้ำ ร้านอาหาร ก็จะมีผนังที่เป็นตู้ปลาขนาดยักษ์

.

      

.

ซึ่งฉัน(แอบไม่เห็นด้วย กับการถมทะเล เปลี่ยนแปลงธรรมชาติ และจับปลามาใส่ตู้ใหญ่ๆ แม้ว่าจะบอกว่ามีการบำบัดน้ำ เลี้ยงอาหารเป็นอย่างดีก็ตามเถอะ)

.

       

.

ความหรูหรา ฟู่ฟ่า ที่ดูไบ พยายามลงทุนสร้างสิ่งต่างๆ เหล่านี้เพื่อหารายได้เข้าประเทศ

.

         

หรือการก่อสร้าง ตึก เบิร์ช ดูไบ (Burj Dubai)  ก็สร้างมาเพื่อลบสถิติตึกที่สูงที่สุดในโลกที่ไทเป (Taipei 101)

- - - - - - - - - -

.

.

การเดินทางไปร่วมงานแสดงสินค้าที่เมืองดูไบของฉันในปีนี้กับคณะผู้ผลิตและผู้ส่งออกจากเมืองไทย ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปกว่าการเดินทางครั้งก่อนๆ จะว่าไปกำหนดการต่างๆ ของการทำงาน ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักกับปีที่แล้ว

.

แต่ที่แตกต่าง ................................

.

อาจเป็นเพราะหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะตัวของฉันเอง (ที่แก่ขึ้นอีก 1 ปี - -") ผู้คนรอบข้างที่ร่วมเดินทางที่เปลี่ยนไป การได้ไปทัวร์ทะเลทรายกับคนที่ไม่รู้จัก โยงไปถึงเรื่องการเมืองในประเทศไทยที่ใม่มีใครคาดคิดว่า สนามบินสุวรรณภูมิที่ใหญ่โตในภูมิภาคบ้านเรานี้จะมีการประกาศปิด จนพวกเราต้องถูกเลื่อนกำหนดกลับ

.

.   

.

 .

เพื่อนๆ ที่รู้ว่าเราจะไปเมืองนี้ ต้องค่อนขอดแซวทุกที ว่าทำไมต้องไปแต่ดูไบ... ดูต้น ดูดอก ดูรากบ้างไม่ได้หรอ....เฮ้อออ เพื่อนนนหนอเพื่อน

.

.

ว่ากันว่า ดูไบ เป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน เปลี่ยนแปลงเร็วซะจนคนที่นี่เองก็ปรับตัวตามไม่ทัน ไม่ว่าการพัฒนาหรือค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 

.

 การลงทุนและการก่อสร้างต่างๆ เป็นภาพชินตาสำหรับเมืองนี้ไปซะแล้ว มีคนเล่าว่า จำนวนเครนที่ใช้ในการก่อสร้าง สร้างตึกสูงๆ ที่เราเคยเห็นนั้น จำนวน 1 ใน 3 ของโลก ก็อยู่ในเมืองนี้แหละ  ฉันไม่รู้ข้อมูลที่แน่ชัดเรื่องตัวเลขนะ แต่เท่าที่สายตาเห็น เมืองดูไบ ชาร์จ้า อาบู ดาบี ก็จะเห็นภาพเครน ภาพการก่อสร้างอยู่ทั่วไป

.

.

  

                                                                                          .                                 

สถานที่ก่อสร้างโครงการ The palm Deira  ที่ถมทะเลเป็นรูปต้นปาล์ม

                            - - - - - - - - -

.

  ภาพตัวอย่างโครงการ The Palm ซึ่งทั้งหมดมี 3 ต้น ตอนนี้ต้นแรกเสร็จแล้ว The Palm Jumairah

                       - - - - - - - -- - - - - -

.

การเดินทางครั้งนี้ต้องเดินทางร่วมกับอีกกว่า 30 บริษัทฯ  ผู้ร่วมเดินทางเป็นทั้งพนักงานที่เพิ่งเข้างานใหม่ พนักงานที่ทำงานมาหลายปี้หมือนอย่างกับฉัน ดีไซน์เนอร์ของบริษัท ที่ถือโอกาสไปหาไอเดียใหม่ๆ เจ้าของบริษัทฯ ใหญ่ๆ ที่ไปสำรวจตลาดพร้อมขายสินค้าอีกกว่า 60 ชีวิต ส่วนใหญ่บริษัทที่เดินทางก็จะมีผู้เดินทางอย่างน้อยๆ ก็  2 คน แต่สำหรับฉัน ฉันลุยเดี่ยวน่ะ ช่วงนี้ทีมงานเราติดงานอื่นๆ กันหลายที่ในขณะที่เจ้าหน้าที่มีจำกัด ดังนั้นการเดินทางคนเดียวในกลุ่มคนไทยกว่า 60 ชีวิต จึงเป็นเรื่องปกติ (เพราะไงก็พูดภาษาเดียวกันนิ่นา จะกลัวไร เนอะ!)

...

...

จริงๆ ฉันกลับคิดว่าเป็นโอกาสดีนะ ที่เราจะได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ มากขึ้น ได้เห็นแง่มุมของคนที่หลากหลายมากขึ้นทั้งดีและไม่ดี

....

....

อย่างเช่น

.......

..

วันขึ้นรุ่งวันที่สองของการเดินทาง หลังจากการจัดเตรียมงานเสร็จ มีเวลาเหลือในช่วงบ่ายพวกเราซื้อทัวร์ทะเลทราย หรือ  ดูน ซาฟารี (Dune Safari) ที่เป็นการนั่งรถโฟร์วีลขับเคลื่อนสี่ล้อไปตามเนินทราย ในทะเลทราย ดูน มีความหมายว่าเนิน .....(อืมม ...ถึงบางอ้อกับบรายี่ห้อนึง ที่มีรุ่น ดูน ดูน  คงจะได้แนวคิดชื่อรุ่นบรานี้ มากจากเนินในทะเลทรายเป็นแน่แท้)

.

รถขับเคลื่อนสี่ล้อวิ่งออกจากเมืองดูไบไปตามถนนนอกเมือง ถนนนี้มุ่งสู่ประเทศโอมาน .......แต่เราไปไม่ถึงโอมานหรอก

.

.

ภาพสองข้างทางสวยแปลกตา......มีการเลี้ยงอูฐ เป็นระยะ แต่ก็ไม่มากนัก.... แต่ถึงจะสวยยังไง ก็ไม่อยากให้บ้านเราเป็นแบบนี้แน่ๆ

.

การแต่งกายของชาวตะวันออกกลางส่วนใหญ่มักจะมีผ้าคลุมศรีษะ ซึ่งเป็นชุดที่มีมาแต่ดั้งเดิมสมัยเป็นเผ่าเร่ร่อน ผ้าคลุมศรีษะนี้ก็เพื่อป้องกันลมพายุที่พัจะพัดทรายมาปะทะหน้าตา ส่วนเชือกสีดำ ที่คาดทับอีกที เป็นสายผูกอูฐในสมันก่อน เมื่อปล่อยอูฐแล้วก็จะนำมาพันกับผ้าไว้ที่ศรีษะ

.

พี่แจ๊ค หนุ่มจากทริปเรา หล่อไม่แพ้กันเลย

.

.

.

จุดพักรถเพื่อปล่อยลมยาง และให้นักท่องเที่ยวเข้าห้องน้ำ ก่อนไปลุยทะเลทราย (ที่มีแต่เฉพาะห้องน้ำโล่งๆ )

น่าทึ่งที่นี่ เพราะเค้าสามารถปลูกต้นไม้ได้แถมกำลังพยายามปลูกหญ้า แต่ถ้าสังเกตดีๆ ต้องใช้น้ำเยอะมาก เพราะเป็นพื้นทรายและต้องพรมน้ำอยู่ตลอดเวลา

.

.

พวกเราไปยังจุดพักกลางทะเลทราย เพื่อปล่อยลมยางออก เพื่อที่ยางจะได้วิ่งไปบนทรายได้ดี (กว่าล้อที่มีลมยางปกติ)  ประมาณว่ายางแบนๆ ระดับนึง จะวิ่งบนทรายได้ดีกว่ายางที่เติมลมปกติที่วิ่งอยู่บนท้องถนนทั่วไป

.

      

คนขับรถโฟร์วีลกำลังปล่อยลมยางออก เพื่อให้พอดีกับการวิ่งในทะเลทราย

.

   (เพื่อนร่วมการเดินทางแอบมากระซิบว่าคนขับหล่อเหลาเอาการ - -")

      - - - - - - - -  - -

.

คนขับรถดูน ซาฟารี ต้องมีความชำนาญในการขับรถบนทรายเป็นอย่างดี แม้ว่าทะเลทรายโล่งๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าประมาทและไม่ชำนาญในการเลือกเนิน ก็อันตรายได้เช่นกัน  พวกเราถามคนขับ เค้าว่าเค้าขับกันทุกวัน คนละไม่ต่ำกว่า 5 ปีแล้ว บางคนเป็น 10 ปี

.

ก่อนขึ้นรถ พวกเราต้องลงชื่อยินยอมจะปฎิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะไม่รับประกันความปลอดภัยด้วยนะเออ

.

                                                                                          .                                 

 ขบวนคาราวานรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่ใช้ในการท่อง ดูน ซาฟารี

.

                                                                                

ดูน ซาฟารี โดยปกติจะมีเฉพาะช่วงเวลาเย็นเท่านั้น (ประมาณ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป) เนื่องจากเวลากลางวันทะเลทรายจะร้อนมาก ถ้าไปตอนกลางวัน ลูกทัวร์คงได้เป็นมนุษย์แดดเดียวเป็นแน่

.

        

.

        

.

.

   ต้นไม้ หน้าตาละม้ายคล้ายต้นดอกรักบ้านเรา .......แสดงว่าแม้ที่ที่แห้งแล้งที่สุด ....ก็ยังมี...รัก   (ฮิ้วๆๆ เน่ามั่กๆ)

.

.

พระอาทิตย์ตกทราย - -" ไม่ใช่ตกดินนะ

.                                                                        

.

ทัวร์ ดูน ดูน มักจะรวมการแสดงระบำหน้าท้องและอาหารแบบปิ้งย่างแบบบุฟเฟต์  เป็นการปิดท้ายทริป

.

.

  - กระโจมพักกลางทะเลทราย สำหรับชมการแสดง และทานอาหาร -

.

.

.

.

อาหารที่จัดให้เป็นแบบบุฟเฟต์ปิ้งย่าง ทั้งเนื้อไก่ แกะ วัว ไส้กรอกต่างๆ สลัดผัก น้ำอัดลมได้เต็มที่

.

  

.

       - ของหวานหน้าตาประมาณปอเปี้ยทอด ราดน้ำเชื่อม รสชาติแปลกๆ แต่ก็อร่อยดี

    .                                                                   

            

.

       - มีชิชา (Shisha) หรือ บ้านเราเรียก บาลากู่ ไว้ให้ทดลองสูบได้ กลิ่นผลไม้ หอมแปลกๆ ดี

.

                                                             

       

.

       เวลาที่รอคอย ของหนุ่มๆ รวมถึงสาวๆ  " Belly Dance " ระบำหน้าท้องสไตล์สาวอาหรับ

.

             

.

  -  ระบำหน้าท้องอันลือชื่อ แต่นักเต้นคนนี้ เต้นสวย หน้าสวย หุ่นดี หน้าท้องแบนราบ ผิดกับคนนั่งชมเป็นไหนๆ  อิอิ

.

                               

ทัวร์ดูน ดูน (Dune Dune -- นี่ตั้งชื่อเองซะเลย) หรือ ดูน ซาฟารี  นี่แหละ ทำให้ฉันเรียนรู้ได้อีกหลายเรื่องว่า

.

1. เราจะเห็นว่าใครเห็นแก่ตัว ก็ตอนแย่งกันนั่งหน้ารถคู่คนขับนี่แหละ ..........ลูกทัวร์ที่มาจากต่างที่ ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จ่ายเงินเท่ากัน หากตกลงกันได้ก็ดีไป แต่หากไม่ได้ พนักงานหรือแม้จะเป็นเจ้าของบริษัทฯ ก็แสดงออกถึงนิสัยตนเองออกมาได้

.

2. ร่างกาย (สังขาร) เปลี่ยนไปตามอายุจริงๆ จากเดิมที่ไม่เมารถ ก็เมารถที่ขับฉวัดเฉวียน ที่คนขับออกแนวเฮฟวี่เมทัล ต้องขับให้หวาดเสียวจนคนนั่งกรี๊ดให้ได้ ถึงจะสะใจ...............ฉันก็เลยสนองด้วยการกรี๊ด และการเมารถเป็นของแถม

.

3. มิตรภาพเป็นสิ่งที่ทำให้โลกนี้สวยงามขึ้นจริงๆ   (ในตอนทีเมารถ แล้วมีถุงพลาสติกมาจากไหน ไม่รู้ ส่งมาให้ถึงมือเรา)... - -"

.

4. ตูเป็นโรคเมารถแล้วเป็นแน่แท้ - -“ เฮ้อออ

.

ส่วนเรื่องการการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ต้องมีการเลื่อนการเดินทางออกไป ทำให้เราต้องหาที่พักแบบรีบด่วน ต้องพักร่วมกันกับคนอื่นๆ เพื่อรอฟังข่าวคราวสนามบิน และข่าวของประเทศตัวเอง ทำให้เราได้เรียนรู้เพิ่มไปอีกว่า

.

5.ความเห็นแก่ตัว....และน้ำใจของคน  เป็นเรื่องที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งหน้าที่และฐานะทางการเงิน

.

6. ที่ใดในโลก ก็ไม่สุขใจเท่าเมืองไทย

.

7. อาหารไทยอร่อยที่สุดในโลก

.

8. สนามบินอู่ตะเภา เป็นสนามบินที่สนุกสนานที่สุดในโลก

.

9. น้ำใจของ flight attendant ตอนแจกน้ำและขนมของตัวเอง(ที่เตรียมไว้ทานเอง) แต่นำมาแบ่งให้ผู้โดยสารขณะบินรอลงจอดกว่าชั่วโมง ดูน่ารักกว่าตอนที่ทำงานในเวลาปกติ

.

10. การยิ้มให้กัน และไม่พูดบ้างในบางเวลา ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

.

11. ประเทศที่บอกว่าตนเองปลอดภาษี ไม่ได้แปลว่าของจะราคาถูก

.

12. คนที่เราคิดว่าเป็นคนไทยนั้น อาจจะเป็นชาวฟิลิปินส์ได้

.

13. เป็นเรื่องปกติ ไม่แปลกแต่อย่างใด หากจะมีใครที่หน้าตาคล้ายกับคนที่เรารู้จัก หุหุ (^ ^")

                                                   v

                                                   v

                                                   v

                                                   v

                                                   v

                   

*********************************************************

ขอขอบคุณและขออภัยผู้ร่วมเดินทางในการนำรูปมาโพสต์ในครั้งนี้ค่ะ ผู้โพสต์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์อื่นใดนอกจากแสดงความคิดเห็นและข้อมูลของตนเองผ่านบทความนี้เท่านั้นค่ะ

Creditted : http://www.burjdubai.com/

http://en.wikipedia.org/wiki/Taipei_101

Song from : http://www.imeem.com



Doom  : Tata Young  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  -- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

.

โดย Rosefinchy

 

กลับไปที่ www.oknation.net