วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อานาปนสติ ๑๖ ขั้น ( ต่อจากนักเลงอานาปา )


พอมาถึงการปฏิบัติอานาปนสติทั้ง ๑๖ ขั้นนี้ ดิฉันไม่กล้าย่อความค่ะ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเกินกำลังของดิฉันไปแล้ว จึงขอคัดลอกคำบรรยายของท่านพุทธทาสที่นำมาพิมพ์ในชื่อหนังสือว่า “อานาปนสติ การหายใจที่ดับทุกข์ได้” มาโพสต์แทนการเล่านะคะ

                        “เมื่อทำอานาปนสติครบ ๑๖ ขั้นแล้ว พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อทำอานาปนสติครบ ๑๖ ขั้นแล้ว สติปัฏฐาน ๔ ก็สมบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ สมบูรณ์แล้ว โพชฌงค์ก็สมบูรณ์ โพชฌงค์สมบูรณ์ วิชชา และวิมุตติก็สมบูรณ์ ตรงกันอย่างนี้เลย.......ในที่บางแห่งจัดอานาปนสติว่า เป็นสัญญาชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะในคิริมานนทสูตร สัญญา ๑๐ ประการนั้น ได้จัดอานาปนสติไว้ในฐานะเป็นสัญญาหมวดหนึ่งด้วย ก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องกำหนดหมายที่ดีที่สุด คำว่า สัญญา ในที่นี้หมายถึงเครื่องกำหนดหมาย กำหนดหมายที่ดีที่สุด ที่ทำให้ก้าวหน้าบรรลุนิพพานได้ ก็คืออานาปนสติ.....” ( หน้า ๑๒ – ๑๓ )

                        รูปโครงของอานาปนสติ ซึ่งประกอบไปด้วย ๔ หมวด

                        “ ทั้ง ๔ หมวดเรียกว่า จตุกกะ จตุกกะก็แปลว่า หมวดละ ๔ ทั้ง ๔ จตุกกะนี้ มันสัมพันธ์กันอย่างมีเทคนิคที่สุดคือ ต้องทำเป็นลำดับ ลำดับไปอย่างนั้นให้ครบถ้วนอย่างนั้น แล้วเกี่ยวข้องกันอย่างนั้นๆ แล้วมันจะกะทัดรัด ไม่ฟุ่มเฟือยฟุ้งซ่าน

                        เอ้าดูว่าหมวดที่ ๑ จตุกกะที่ ๑ ทำให้รู้จักลมหายใจ รู้จักธรรมชาติของลมหายใจ จนกระทั่งรู้จักว่า ร่างกายเนื้อนี้ก็อยู่หมวดหนึ่ง เนื่องกันอยู่กับลมหายใจ เตรียมกายนี้ให้พร้อม ให้รู้จัก ให้ปรับปรุงให้ดี ให้ถูกต้องทั้งสองกาย คือทั้งกายลมและกายเนื้อ ก็จะเกิดการสงบระงับได้ นี่ หมวดที่หนึ่งก็มีเทคนิคอยู่อย่างนี้ ( เรื่องการเตรียมตัวในเอนทรี่เมื่อวานนี้ก็รวมอยู่ในหมวดนี้ค่ะ )

                        หมวดที่ ๒ ก็รู้จักเวทนา คือความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข ว่าเวทนานี้เป็นเรื่องสำคัญในหมู่มนุษย์ มนุษย์เป็นไปตามอำนาจของเวทนา เวทนานี้มันจูงจมูกไปให้ทำอะไรก็ได้ สุขก็จูงไปอย่าง ทุกข์ก็จูงไปอย่าง อทุกขมสุขก็จูงไปอย่าง เราก็ต้องรู้จักเวทนา และควบคุมเวทนาให้ได้ และจะเสวยเวทนาตามที่ควรเสวย บังคับเวทนาได้ ก็คือการบังคับจิตได้

                        มันสัมพันธ์กับหมวดที่ ๑ ก็คือว่า เมื่อทำหมวดที่ ๑ สำเร็จ มันก็จะมีสุขเวทนาที่เกิดมาจากสมาธิ แล้วก็เอาสุขเวทนาที่เกิดมาจากสมาธิของหมวดที่ ๑ นั้นมาเป็นอารมณ์ของเวทนานุปัสสนา หมวดที่ ๒ ก็แปลว่า เราได้เวทนาอันสูงสุด ประเสริฐที่สุด คือเป็นสุขที่สุด มาใช้เป็นบทเรียน ถ้าเอาชนะเวทนาอันสูงสุดนี้ได้แล้ว ก็เอาชนะเวทนาที่ต่ำต้อยกว่านั้นได้โดยไม่ต้องสงสัย เอาเวทนาชั้นที่สูงสุดมาเป็นบทเรียนสำหรับการศึกษา สำหรับปะพฤติกระทำ มันก็ดีกว่า นี่ ความเป็นเทคนิคมันซ่อนอยู่อย่างนี้ แล้วมันก็สัมพันธ์กับหมวดที่ ๑ อย่างนี้

                        ทีนี้หมวดที่ ๓ รู้จักจิต ว่าเป็นอย่างไร รู้จักจิตทุกชนิด ทุกรูปแบบว่าเป็นอย่างไร จนกระทั่งบังคับจิตได้ตามต้องการ มันสังเกตเอาจากที่ว่า ในระยะไหนของอานาปนสติ จิตเป็นอย่างไร อย่างนี้ก็ได้ หรือจะสังเกตเอาทั่วๆไปตามความรู้สึกของเราที่มีอยู่ว่า จิตเป็นอย่างไร จิตเคยเป็นอย่างไรบ้าง อย่าต้องคำนวณว่า ถ้าจิตฟุ้งซ่านคือเป็นอย่างนี้ ถ้าจิตไม่ฟุ้งซ่านจะเป็นอย่างไร ก็พอจะคำนวณเอาได้ จนสามารถรู้จักจิตทุกแบบ รายละเอียดข้อนี้ก็จะไปพูดถึงเมื่อบรรยายถึงตอนนั้น

                        ทีนี้หมวดที่ ๔ บังคับจิตได้แล้ว ก็ใช้จิตนั้นทำงาน พูดอย่างเป็นภาษาอุปมา ภาษาบุคคลาธิษฐานว่า ใช้จิตให้ทำงาน ข้อนี้ก็ไม่มีอะไรมาก จิตที่อยู่ในอำนาจ ควบคุมได้แล้ว ก็สามารถจะใช้ทำอะไรก็ได้ ในทีนี้ก็บังคับจิตให้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสมถูกต้อง จนกระทั่งเห็นอนิจจัง ซึ่งรวมทั้งทุกขังอนัตตา แล้วก็บังคับจิตให้หน่ายคลายกำหนัด ให้คลายกำหนัด คือให้คลายความยึดมั่นถือมั่น แล้วจนกระทั่งดับความยึดมั่นถือมั่นเสียได้ แล้วกระทั่งรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ทำได้แล้ว ทำได้อย่างนี้แล้ว ทำได้ถึงที่สุดแล้ว เรื่องที่ต้องทำเพื่อดับทุกข์นั้น ไม่มีเหลืออีกแล้ว ทำหมดแล้ว” 

         อานาปนสติ ๑๖ ขั้น เป็นพุทธศาสนาสมบูรณ์

                        " ทีนี้มาพิจารณาดูก็จะเห็นว่า เมื่อทำได้อย่างนี้ ๑๖ ขั้น จนกระทั่งว่าบรรลุผลถึงที่สุด และรู้ว่าบรรลุแล้วนี้ มันเป็นการแสดงพระพุทธศาสนาที่สมบูรณ์ ฟังดูให้ดี เป็นการแสดงพระพุทธศาสนาที่สมบูรณ์ คือ แสดงทั้งการปฏิบัติและผลของการปฏิบัติ การแสดงแต่ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น ไม่สมบูรณ์ มันแสดงแต่วิธีปฏิบัติที่เป็นประเภทเหตุ ที่เป็นผลของการปฏิบัติยังมิได้แสดงเลย แต่ถ้าเราพูดถึงอานาปนสติ ๑๖ ขั้นนี้แล้ว มันจะแสดงทั้งการปฏิบัติ และผลของการปฏิบัติ

                        แม้ว่าจะแสดงด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ มัชฌิมาปฏิปทามีองค์ ๘ ก็ยังไม่สมบูรณ์ เพราะไม่แสดงผลแม้แต่นิดเดียว แสดงแต่เหตุ คือวิธีปฏิบัติ : สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ มันก็จบ มันยังไม่ได้แสดงว่าได้รับผลอะไร ต่อเมื่อแสดงเป็นสัมมัตตะ ๑๐ คือเพิ่มเข้าไปอีก ๒ เป็นสัมมาญาณะ รู้อย่างถูกต้อง สัมมาวิมุตติ หลุดพ้นอย่างถูกต้อง ครบ ๑๐ นั่นจึงจะสมบูรณ์ เราจะเห็นได้ในทันทีว่าในอานาปนสติ ๑๖ ขั้นนี้ แสดงไว้ครบทั้ง ๑๐ เท่ากับว่า อานาปนสติทั้งชุดนี้มันแสดง สัมมัตตะ ๑๐ นั่นเอง เป็นตัวพุทธศาสนาที่สมบูรณ์ทั้งเหตุและผล” ( หน้า ๑๔ – ๑๙ )

                        ยังมีต่อค่ะ แต่ขอยกยอดไปวันพรุ่งนี้นะคะ

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net