วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

... วิถีของมูซาชิ ...


การเดินทางมาทำงาน ณ ประเทศเยอรมนี  ผมได้ส่งของที่จำเป็นส่วนหนึ่งมาทางเรือ ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นได้แก่หนังสือ  และในบรรดาหนังสือกองโตทั้งหมดที่ผมตั้งใจนำมาอ่านด้วยนั้น  เป็นหนังสือนิยาย ๑ เล่ม

ทำไมผมต้องเอาติดมาด้วย ?

เหตุผลง่าย ๆ คือ เป็นนิยายเล่มเดียวในชีวิตที่ผมเคยซื้อ (นอกนั้นก็ใช้การยืมอ่านจากห้องสมุด หรืออ่านจากนิตยสารรายสัปดาห์ของพี่สาวในสมัยที่ยังเป็นเด็กอย่าง บางกอก หรือขวัญเรือน)

ที่สำคัญคือ  ผมยังอ่านไม่จบ

ตั้งแต่ซื้อมา  อ่านรวดเดียวได้แค่ประมาณครึ่งเล่มเมื่อตอนที่อยู่เมืองไทย  แล้วก็ลืมไปเลย
มาอ่านที่เหลือจนจบก็เมื่อตอนนั่งรถไฟกลับจากบอนน์-เบอร์ลิน ในห้วงแรกของการปฏิบัติงานที่นี้

ปกติหนังสือที่เคยซื้อทุกเล่มผมจะเป็นคนเลือกเอง  แต่นิยายเล่มนี้ซื้อตามคำแนะนำของเพื่อนรักคนหนึ่ง
หากจำไม่ผิดเขาแนะนำไว้ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๙  ในห้วงเวลาที่เราพยายามหาทางผ่อนคลาย  ระหว่างการปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องความเป็นไปของบ้านเมือง  ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในจำนวนไม่กี่คนที่รู้เรื่องราววงในต่อการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์บ้านเมืองครั้งสำคัญเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา

หากใครใคร่อยากรู้จักเพื่อนคนนี้ของผมมากขึ้น หรือมีคำถามว่าทำไมผมถึงเชื่อเขา  จะลองแวะอ่านเรื่อง เพื่อนเอย ... เพื่อนอยู่ไหน ?  เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยสักหน่อยก็ขอเชิญนะครับ

กลับมาพูดถึงเรื่องหนังสือนิยายดังกล่าวกันต่อ
จากหัวเรื่องที่จั่วไว้  หลายคนอาจพอเดาได้ว่าผมกำลังจะกล่าวถึงหนังสือเล่มใด

ใช่แล้วครับ  ผมกำลังพูดถึงหนังสือ มูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์  ที่เขียนโดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย  อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ฉบับที่ผมเป็นเจ้าของนั้น  พิมพ์เป็นครั้งที่ ๘  โดยโครงการจัดพิมพ์คบไฟ 
หนังสือมีความหนา ๕๙๓ หน้า  แบ่งออกเป็น ๗ ภาค ประกอบด้วย  ภาคดิน  ภาคน้ำ  ภาคไฟ  ภาคลม  ภาคสุญญตา  ภาครู้แจ้ง  และภาคผนวก

ผมเอง แม้จะได้แนวคิดดี ๆ หลายประการจากหนังสือเล่มนี้เมื่ออ่านจบแล้ว  แต่หากจะให้แนะนำหรือถ่ายทอดอีกต่อหนึ่งก็อาจจะไม่ยิ่งใหญ่สมกับกับคุณค่าของหนังสือที่มีอยู่เต็มเปี่ยม

ดังนั้น  ผมจะขออนุญาตคัดลอก บทหนึ่งของภาคผนวกซึ่งกล่าวถึงแรงจูงใจของผู้เขียน (ดร.สุวินัย ภรณวลัย) หลังได้อ่านข้อเขียนของ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เรื่อง “วิถีของมูซาชิ” อีกต่อหนึ่ง

หากพอจะมีเวลา  ขอเชิญทัศนาได้เลยครับ

-------------------------------------------------------------------------------------

วิถีของมูซาชิ

แรงจูงใจโดยตรงที่ทำให้ผม (ดร.สุวินัย ภรณวลัย) ตัดสินใจเรียบเรียง มูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์ นี้ขึ้นมาก็เพราะผมได้อ่านข้อเขียนของ ดร.เสกสรรค์  ประเสริฐกุล เรื่อง “วิถีของมูซาชิ” ในคอลัมน์  “เดินตีนเปล่า”  ของผู้จัดการรายสัปดาห์ ๒๐-๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๔  ข้อเขียนชิ้นนี้เป็นข้อเขียนที่ผมชอบมากที่สุดชิ้นหนึ่งในหลาย ๆ ชิ้นของอาจารย์เสกสรรค์  ซึ่งผมขอนำบางส่วนมาถ่ายทอดอีกครั้งที่นี่เพื่อให้ท่านผู้อ่าน มูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์  ของผมในหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ได้ตระหนักถึงความน่าสนใจของนิยายเรื่องนี้ซึ่งมีสาระเกินกว่านิยายธรรมดา

... มิยาโมโต้ มูซาชิ  เป็นบุคคลที่เคยมีตัวตนจริง ๆ ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น  อาจกล่าวได้ว่า  เขาเป็นนักดาบที่มีชื่อเสียงที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗  เป็นผู้แต่งหนังสือเกี่ยวกับกลยุทธ์การต่อสู้ชื่อ  คัมภีร์ห้าห่วง (THE BOOK OF FIVE RING)   ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าเป็นผลงานอัจฉริยะ
            ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เล็กน้อย  โยชิคาว่า เอญิ  ได้เอาเรื่องราวของมูซาชิมาเขียนเป็นนิยาย  หลังจากนั้นเป็นต้นมา  มูซาชิก็กลายเป็นภาพซามูไรในอุดมคติของชาวญี่ปุ่น  เฉพาะในดินแดนอาทิตย์อุทัยเอง นิยายเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์จำหน่ายไปแล้วถึง ๑๒๐ ล้านเล่ม  ยังไม่นับการพิมพ์เผยแพร่เป็นภาษาอื่น ๆ อีกต่างหาก
            ในสายตาของผม (เสกสรรค์)  คุณค่าของมูซาชินั้นมีมากกว่าการเป็นหนังสือคลาสสิคของชาติใดชาติหนึ่ง  ถ้าเราไม่ติดอยู่กับอคติตะวันตกจนเกินไปนัก  ก็เห็นจะต้องถือว่าหนังสือเล่มนี้มีฐานะเป็นวรรณกรรมเอกของโลกไม่แพ้ ดอน คิโฮเต้  ของเซอร์วานเตส หรือ เหยื่ออธรรม ของวิคเตอร์ ฮูโก้ เลยทีเดียว
            ที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า  การแสวงหาของมิยาโมโต้ มูซาชิ  มิได้มีแค่ชัยชนะในสมรภูมิเท่านั้น  หากเป็นทั้งการแสวงหาทางด้านจิตวิญญาณ-ความหมายของชีวิต  และความเป็นเลิศในเชิงดาบไปพร้อม ๆ กัน
            มูซาชิมีชีวิตอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศญี่ปุ่น  คือช่วงที่โชกุนโตกุงาว่า กำลังก้าวขึ้นสู่อำนาจ  เขาเป็นลูกของซามูไรบ้านนอก ขาดแม่  และในวัยเด็กทำท่าว่าจะเป็นคนที่เอาดีไม่ได้  อย่างไรก็ตามลักษณะเด่นของมูซาชิคือเป็นคนบึกบึนไม่ยอมแพ้ใคร  ซึ่งเป็นฐานสำคัญอย่างหนึ่งของชายชาตินักรบ
            ในปี ค.ศ. ๑๖๐๐  กลุ่มโตกุงาว่าซึ่งมีที่มั่นอยู่ ณ เมืองเอโดะ ทางภาคตะวันออกของญี่ปุ่น  ได้ทำสงครามชี้ขาดกับกลุ่มขุนพลตะวันตก หรือที่เรียกว่ากลุ่มโอซาก้า  ตอนนั้นมูซาชิอายุเพียงแค่ ๑๗ ปี  แต่ก็ได้เข้าร่วมสงครามด้วยในฐานะทหารเลว
            สมรภูมิที่พลิกผันชะตากรรมของประเทศญี่ปุ่นเกิดขึ้นที่ทุ่งเซกิงาฮาร่า  หลังจากสมรภูมินี้แล้ว  โตกุงาว่า อิเอยาสุ  ได้ตั้งตัวเป็นโชกุน  ส่วนบรรดานักรบองฝ่ายที่พ่ายแพ้ต่างแตกสานซ่านเซ็นกลายเป็น
ซามูไรไร้สังกัดหรือที่เรียกกันว่า โรนิน
           
มูซาชิเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น
            อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากอายุยังน้อย  ชีวิตของมูซาชิจึงไม่ถึงกับเสียหลักจนเกินไปนัก  ด้วยการชี้แนะของพระเซนรูปหนึ่งที่ชื่อ ทากุอัน  มูซาชิได้เลิกนิสัยมุทะลุดุดันชอบเอาชนะแบบบ้าเลือด  แล้วหันมาแสวงหาหนทางการเป็นนักสู้ที่แท้จริง
            ในอันดับแรกสุด  เขาค้นพบว่า  การเป็นนักรบนั้นแตกต่างจากนักฆ่าโดยสิ้นเชิง  นักรบย่อมเห็นคุณค่าของชีวิตไม่ว่าของตนเองหรือของผู้อื่น  ฉะนั้นโดยทั่วไปแล้ว  เขาจึงไม่โอ้อวดเสี่ยงภัยอย่างไร้สาระ  หากทะนุถนอมชีวิตไว้เพื่อมอบให้กับจุดมุ่งหมายที่เหมาะสมจริง ๆ
            อันดับต่อมา  มูซาชิค้นพบว่า  การใช้กำลังกับภูมิปัญญามิใช่สิ่งแยกออกจากกันได้  ฉะนั้นในเบื้องต้น  เขาจึงขังตัวเองอยู่กับห้อง ๆ เดียวเป็นเวลานานถึง ๓ ปี  มูซาชิอ่านทุกอย่างตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ปรัชญา มาจนถึงตำราพิชัยสงคราม  ขณะเดียวกันก็ได้ฝึกควบคุมตัวเองให้รู้จักสงบนิ่งเมื่อต้องเผชิญกับความเหงาอ้างว้าง  ปราศจากสัมพันธ์กับผู้คน
            อันดับสุดท้ายซึ่งประทับใจผมมากที่สุด  มูซาชิได้ค้นพบว่า  หนทางแห่งนักรบนั้นแยกไม่ออกจากหนทางแห่งความเป็นคน  ความเป็นเลิศในเพลงดาบคือสิ่งเดียวกับความงาม ความสงัดสุข และความดี  พูดอีกนัยหนึ่งคือ  มูซาชิจะไม่สามารถบรรลุความเป็นเลิศในฝีมือได้ถ้าหากเขาไม่แสวงหาทางหลุดพ้นในระดับจิตวิญญาณไปพร้อม ๆ กัน
            หนังสือเรียกสิ่งที่มูซาชิแสวงหาว่า 
THE WAY (โดในภาษาญี่ปุ่น หรือเต๋าในภาษาจีน)  ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยก็คงต้องใช้คำว่าอภิมรรค
            ตลอดทั้งเล่มของหนังสือเล่มยักษ์นี้  เราจะพบว่า  มูซาชิเดินทางอยู่ตลอดเวลา  เขาเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์หลายอย่าง ผ่านร้อน ผ่านหนาว ทุกข์ระทมขมขื่น และภัยอันตรายสารพัดเพื่อค้นหา
THE WAY ที่ว่านี้
            บางครั้งเขาถึงขั้นร่ำไห้เนื่องจากหาไม่พบสิ่งที่ต้องการ
            ท่ามกลางการฝึกฝีมือดาบ  มูซาชิได้เรียนรู้การวาดภาพ  การแกะสลัก  การเขียนบทกวี  ตลอดจนสิ่งประณีตละเอียดอ่อนอีกหลาย ๆ อย่าง  ในที่สุดเขาก็ค้นพบว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งเดียวกัน
            มันคือศักยภาพของความเป็นคน
            จากเด็กหนุ่มที่บ้าเลือดไร้ทิศทาง  มูซาชิค่อย ๆ กลายเป็นหนุ่มใหญ่ที่อ่อนน้อมถ่อมตน  ละเอียดอ่อนทั้งกับผู้อื่นและตัวเอง  เขาเติบโตพ้นเรื่องของศักดิ์ศรีหน้าตาที่เป็นเพียงเปลือกนอก ตลอดจนลาภ ยศ สรรเสริญทั้งปวง
            อันนี้ทำให้มูซาชิสามารถหลีกเลี่ยงสมรภูมิที่ไม่จำเป็นได้โดยไม่แยแสกับเสียงติฉินนินทา  ทว่ายามใดที่ต้องรบ  เขาก็สามารถรบได้ด้วยความสงบนิ่งดุจภูผา  ศัตรูคนแล้วคนเล่าร่วงล้มด้วยเพลงดาบไร้สำนึกของเขา  กระทั่งชื่อมูซาชิกลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไป
            แม้ในยามที่มีชื่อเสียงแล้วก็ตาม  มิยาโมโต้ มูซาชิ ก็ยังใช้ชีวิตเหมือนนักพรตผู้ถือดาบ  กินอยู่สมถะ  นุ่งเจียมห่มเจียม  ครองตัวเป็นนักดาบไร้สังกัด ปราศจากฐานะตำแหน่งใด ๆ ในวงจรอำนาจซึ่งกำลังแก่งแย่งชิงดีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
            ในฉากสุดท้ายของนิยาย  มูซาชิต้องดวลดาบกับซาซากิ โคยิโร่ ซึ่งเป็นซามูไรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอีกคนหนึ่ง  และมีฐานะเป็นทั้งเจ้าสำนักและอัศวินชั้นสูง  ทั้งสองฝ่ายจะต้องประลองฝีมือกันโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันต่อหน้าบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมานั่งดูเป็นสักขีพยาน
            สถานที่นัดพบครั้งนั้นอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ห่างจากฝั่งประมาณ ๒ ไมล์  ขณะที่ผู้คนจากทั่วสารทิศได้หลั่งไหลกันมาดูเหตุการณ์ด้วยความตื่นเต้น  มูซาชิกลับใช้เวลาก่อนดวลนั่งวาดรูป  จากนั้นก็ขึ้นเรือลำเล็ก ๆ ไปสู่จุดนัดหมาย  และใช้เวลาบนเรือถากพายหักด้ามหนึ่งเพื่อใช้เป็นอาวุธ
            ปะทะกันได้ไม่ถึงอึดใจ  เขาก็ใช้ดาบไม้นั้นสังหารคู่ต่อสู้ลงไป  และขณะที่ทุกคนยังไม่หายตื่นเต้นกับฉากดวลระหว่างนักดาบชั้นครู  มูซาชิก็โดดกลับลงเรืออย่างเงียบ ๆ ไม่มีท่าทีแยแสกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งปวง
            เรื่องทั้งหมดจบลงตรงนี้
            ผู้อ่านทั้งหลายคงสงสัยว่า  ผม (เสกสรรค์) นำเรื่องราวของมูซาชิมาเล่าทำไม  คำตอบมีอยู่ง่าย ๆ คือ ผมอยากเป็นอย่างเขา
            แน่ละ  ผมไม่ได้หมายความว่าตัวเองมีศักยภาพเทียมเท่าบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้  และยิ่งไม่ได้หมายความว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ผมจะหันไปเลือกหนทางแบบนักรบพเนจร
            สิ่งที่ผมต้องการบอกมีเพียงอย่างเดียวคือ  ผมศรัทธาใน
วิถีของมูซาชิ
           
ในชีวิตที่เหลือของผม  มีปราถนาอยู่อย่างหนึ่งคือต้องการบรรลุความเป็นเลิศในด้านการเขียนหนังสือ  เมื่อผมเขียน ผมอยากให้ความลึก ความงาม และความดีล้วนผนึกแน่นอยู่ในงานของตนเอง
            แต่กระทั่งป่านนี้แล้วผมก็ยังทำไม่ได้
            ผมไม่รู้ว่า  อีกนานเท่าใดจึงจะสามารถก้าวไปถึงจุดที่ตัวเองปราถนา  บางทีตลอดชั่วชีวิตนี้อาจจะไปไม่ถึงจุดนั้นเลยก็ได้  อย่างไรก็ตาม  ผมมองเห็นอุปสรรคอยู่อย่างหนึ่ง  ซึ่งถ้าทำได้ผมอยากจะขจัดออกไปเสีย อย่างน้อยก็ชั่วคราว
            สิ่งนั้นคือการเขียนที่ล้นเกิน ซึ่งน้ำมาสู่ภาวะที่ไม่ได้เขียนอะไรเลย
            ถ้ามูซาชิรีบร้อนรับตำแหน่งในสำนักดาบที่มีชื่อเสียง หรือไม่รู้จักหลีกเลี่ยงสนามรบที่ไม่จำเป็น  เขาคงไม่สามารถหัดสมาธิหรือฝึกฝีมือไปสู่เพลงดาบขั้นสูงได้ ... เงิน หน้าตา และชื่อเสียงอาจจะรั้งเขาไว้ให้เป็นแค่ซามูไรธรรมดา
            ... ครับ ตั้งแต่วันนี้  ผมขอกลับไปแสวงหาแบบมูซาชิสักพักหนึ่ง

-------------------------------------------------------------------------------------

บทส่งท้าย

เมื่ออ่านเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียน (ดร.สุวินัย ภรณวลัย) ได้เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้จบแล้ว  มีส่วนช่วยกระตุ้นให้เราอยากแสวงหา THE WAY  หรืออภิมรรค กันบ้างไหม

ทั้งนี้ผมเชื่อว่า  วิถีทาง (THE WAY) ในการบรรลุถึงสุดยอดของความเป็นมนุษย์ (หลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวงทางโลก) นั้น  มีด้วยกันหลากหลายหนทาง  ตามจริตของแต่ละคน

อย่างน้อย  “วิถีของมูซาชิ”  ที่ครั้งหนึ่ง ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้เคยกล่าวไว้ว่า อยากแสวงหาแบบมูซาชิสักพักหนึ่งนั้น  ก็อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ใครบางคนได้ค้นพบสุดยอดของวิชาความรู้ที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองในเบื้องต้น  และยังประโยชน์ให้กับส่วนรวมในบั้นปลายต่อไป

ด้วยจิตคารวะ

ปฏิจจชน ... คนที่ยังเป็นหนี้แผ่นดิน

โดย patijjachon

 

กลับไปที่ www.oknation.net