วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อานาปนสติ ๑๖ ขั้น / หมวด ๑ กายานุปัสสนาสติปัฏฐานขั้นการทำกายสังขารให้สงบระงับ ( การวิ่งตาม และเฝ้าดูลมหายใจ )


เรามาต่อกันที่วิธีปฏิบัติอานาปนสติทั้ง ๑๖ ขั้น ขอยกย่อหน้าสุดท้ายของเอนทรี่ “ นักเลงอานาปา”ขึ้นมาย้อนก่อนนะคะ แล้วค่อยยึดตามคำบรรยายของท่านพุทธทาสมาต่อต่อไป

๔ ทำกายสังขารให้ระงับ ทำให้เกิดสมาธิ หายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ก็รู้สึกอยู่ตลอดเวลา “ คำว่าให้สงบระงับ มันก็บอกอยู่แล้วว่าให้มันไม่หยาบ ให้มันละเอียด ให้มันสงบ ให้มันระงับ มีวิธีใดที่จะทำให้ลมหายใจระงับแล้วก็ทำ เมื่อลมหายใจสงบระงับแล้ว กายทั้งหลายก็สงบระงับ เกิดความสงบระงับเกิดขึ้นในระบบกาย บังคับเป็นชั้นๆ ให้ละเอียดให้สงบ ระงับเป็นชั้นๆ มันจึงต้องทำอารมณ์สำหรับบังคับเป็นชั้นๆ” 

ในขั้นการทำกายสังขารให้ระงับมีวิธีทำ ๔ ขั้นตอนดังนี้ค่ะ

                        “ ครั้งแรกก็ที่ลมหายใจโดยตรง ที่ลมหายใจกระทบหรือผ่าน แล้วทีนี้ก็ที่ตรงนั้นแหละ สร้างนิมิตขึ้นมาให้เป็นเครื่องกำหนดง่ายๆ แล้วก็กำหนดนิมิตนั้นได้อย่างแน่วแน่ และสามารถต่อไปในการที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของนิมิตนั้น ถ้าทำถึงขนาดนี้แล้วเรียกว่า ลมหายใจนั้นสงบระงับ ประณีตไปตามลำดับ จนกระทั่งประณีตที่สุด จนสามารถที่จะเป็นสมาธิที่สมบูรณ์แบบ ถึงขั้นสมาธิสมบูรณ์แบบ เรียกว่ามีองค์แห่งสมาธิ องค์ฌาน ซึ่งจะพูดให้เป็นลำดับเพื่อเข้าใจง่าย ว่าเราจะเริ่มต้นไปอย่างไรในการบังคับลมหายใจให้ละเอียดยิ่งๆขึ้นไป จึงเกิดคำบัญญัติขึ้นมาใหม่หรือบัญญัติเอง ให้สะดวกในการพูดจาหรือทำความเข้าใจ ตั้งใจฟังให้ดีๆ มันมีไม่กี่คำ มันจำง่าย

                        อันที่ ๑ เรียกว่า การวิ่งตาม

                        อันที่ ๒ เรียกว่า การเฝ้าดู

                        อันที่ ๓ เรียกว่า การสร้างนิมิต ขึ้นมาที่จดหนึ่ง แล้วก็บังคับนิมิตนั้นได้ตามปรารถนา

                        จนกระทั่ง กำหนดความรู้สึกที่เป็นองค์ฌาน” ( หน้า ๔๕ – ๔๖ )

                        จะเรียกโดยตรงก็เรียกว่า ๔ ขั้น วิ่งตาม, เฝ้าดู, สร้างและควบคุมนิมิต, และกำหนดองค์ฌาน

                ขั้นที่ ๑ การวิ่งตาม

                        “ องค์ที่หนึ่ง ว่าวิ่งตาม ใช้คำอุปมาว่า วิ่งตามลมหายใจที่มันเข้าออก เข้าออก มันเหมือนกับวิ่งอยู่ วิ่งเข้าวิ่งออก วิ่งเข้าวิ่งออก ก็คอยกำหนดดูว่ามันวิ่งจากไหนไปถึงไหน ตามธรรมดาถ้าเราหายใจเข้ามันก็วิ่งจากข้างนอก คือปลายจะงอยจมูกเข้าไปข้างใน สุดข้างในที่ตรงไหน เราสมมติโดยสมมตตามความสะเทือนว่าที่มันรู้สึกที่สุดที่สะดือ ว่าอย่างนั้น แล้วก็กลับออกมาจากจุดสะดือ อกมาข้างนอกอีก มาสุดที่ปลายจมูกอีก ทางวิ่งของมันก็มีอยู่แค่ปลายจมูกกับสะดือ วิ่งเข้าวิ่งออก วิ่งเข้าวิ่งออกเหมือนกับทางวิ่ง ลมหายใจมันก็วิ่งเข้าวิ่งออกไปตามแบบของลมหายใจ จิตที่มีชื่อว่าสติก็กำหนดด้วยการวิ่งตาม ลมหายใจเข้าไปอย่างไรก็ตามเข้าไป ตามเข้าไป แล้วสุดหยุดนิดหนึ่งอย่างไร แล้ววิ่งกลับออกมาอย่างไร ก็วิ่งตาม วิ่งตามทั้งเข้าทั้งออก....” ( หน้า ๔๗ – ๔๘ )

                        สำหรับการวิ่งตามลมหายใจนี้ มีข้อแตกต่างระหว่างท่านพุทธทาส กับพระอาจารย์ชา สุภัทโทอยู่นิดหน่อยค่ะ คือท่านพุทธทาสให้มีจุดกำหนดเพียง ๒ จุด คือที่จะงอยจมูกกับสะดือ แต่พระอาจารย์ชา ให้จุดกำหนด ( ท่านเรียกว่า “ที่พักลม” ) ๓ จุด โดยเพิ่มจุดตรงใจ หรือจุด “ หทัย ” ผู้ปฏิบัติท่านใดถูกจริตกับแบบไหน ก็เลือกปฏิบัติตามแบบนั้นค่ะ

                        “ วิ่งตามทั้งเข้าทั้งออก ซึ่งก็ไม่ใช่ง่ายเหมือนปากพูด พอทำเข้าจริง มันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนปากพูด แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำได้ ฉะนั้นขอให้พยายามหน่อย แล้วพยายามด้วยใจคอที่เป็นปกติหน่อย อย่าเครียด อย่าหวัง อย่าตั้งใจให้มันมากนัก มันจะทำไม่ได้ ทำกับจิตนี้ อย่าไปเครียดครัด บังคับกันรุนแรง ต้องทำให้พอดีๆ มันจึงจะทำได้ ” ( หน้า ๔๘ – ๔๙ )

                ขั้นที่ ๒ การเฝ้าดู

                        “ วิ่งตาม วิ่งตาม จนทำได้อย่างวิ่งตาม ทำได้ตามพอใจ ตามที่ต้องการวิ่งตาม แล้วค่อยเลื่อนไปเป็นขั้นที่เรียกว่าเฝ้าดู เฝ้าดูคืองานที่ทำมันลดลงหน่อย แล้วมันก็ประณีต ละเอียดลงไปกว่า การกระทำละเอียดประณีตลงไปกว่า การกระทำละเอียดประณีตลงไปเท่าไร ความสงบระงับมันก็มีมากขึ้นเท่านั้น และตัวลมหายใจเองมันก็จะสงบระงับลงไปตามการกระทำนี้ด้วย...... เรียกว่าเฝ้าดูอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง ถ้าเป็นเรื่องลมหายใจจุที่จะสะดวกเฝ้าดูก็คือที่จะงอยจมูก ตรงที่จะงอยจมูกที่มันจะต้องผ่าน เพราะว่าหายใจเข้าออกมันก็ต้องผ่านตรงนั้น ฉะนั้น เราจึงกำหนดลงที่จุดที่มันกระทบที่สังเกตได้ง่าย ที่จะงอยจมูก ไม่ต้องวิ่งตามก็สามารถมีความรู้สึก หรือกำหนดได้โดยไม่เปิดโอกาสให้จิตวิ่งหนีไปเสียที่อื่น

                        เปรียบเทียบว่าถ้าเราวิ่งตาม มันก็ไม่มีโอกาสที่จะวิ่งหนีไปที่อื่น เพราะมันวิ่งตามติดกันทั้งเข้าทั้งออก ทั้งขาเข้าขาออกไปมา แต่พอเปลี่ยนเป็นหยุดเฝ้าดูที่แห่งหนึ่ง ระหว่างที่มันยังไม่มาถึงตรงนี้ จิตอาจจะหนีไปเสียที่อื่นได้ แต่เดี๋ยวนี้เป็นไม่ได้ เพราะว่าเราทำมาอย่างสำเร็จในระบบที่วิ่งตาม ถ้าในระบบที่วิ่งตามทำได้ดี แล้วมาถึงระบบที่เฝ้าดู มันก็ทำได้

                        ที่จริงลมหายใจนั้นมันก็วิ่งเข้าไป แล้วมันก็ต้องหยุดนิดหนึ่ง แล้วจึงจะวิ่งออกมา มันก็ต้องหยุดนิดหนึ่ง มันจะวิ่งเข้าไป มันจะมีระยะหยุดนิดหนึ่งเสมอ ฉะนั้น ต้องกำหนดทั้งที่มันกำลังเข้าไปแล้วหยุดนิดหนึ่ง แล้วออกมา แล้วหยุดอยู่นิดหนึ่ง แล้วเข้าไป นี่เรียกว่าวิ่งตามอย่างไม่ขาดสาย มิฉะนั้นมันจะหนีไปเสียในระหว่างที่หยุดนิดหนึ่งก็ได้

                        ทีนี้ เมื่อเฝ้าดู ก็เหมือนกัน ระยะที่มันไม่ผ่านตรงที่เฝ้าดู มันอาจจะวิ่งหนีไปเสียที่อื่นก็ได้ แต่ถ้าสามารถทำมาอย่างถูกต้อง อย่างดีที่สุดตั้งแต่ในระยะวิ่งตามแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ คือมันจะไม่หนี มันจะต้องอยู่ในสภาพปกติตลอดเวลาที่เข้าและออก เข้าและออก หรือว่าจะหยุดนิดหนึ่ง นี่เรียกว่า เฝ้าดู เหมือนคนเฝ้าประตู ก็ควบคุมคนเข้าออกได้ตรงที่ว่ามันผ่านประตูนั่นเอง ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่ามัน ก้าวหน้า” ( หน้า ๔๙ – ๕๒ )

                        เหตุที่ใช้ชื่อเอนทรี่นี้ว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็เพื่อให้เห็นความขยายความถึงกันของพระสูตรทั้งสองคือ มหาสติปัฏฐาน และอานาปนสติ ที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า ในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้น ยังไม่สมบูรณ์เท่าในอานาปนสติสูตร

                        เรากำหนดลมหายใจกันมา ๒ ขั้นแล้ว คือขั้นวิ่งตาม และขั้นเฝ้าดู อีก ๒ ขั้น คือสร้างและควบคุมนิมิต กับกำหนดองค์ฌาน ขอยกยอดเป็นเอนทรี่ต่อไปนะคะ ( เหตุเพราะต้องหาเวลาค่อยๆพิมพ์ค่ะ )

 

 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net