วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รอพิสูจน์"นายกรัฐมนตรีของเรา"/บริหาร"ทีมเศรษฐกิจต่างพันธุ์"


ผมไม่เคยคิดว่า "ความฝัน" จะเป็นจริงที่เคยบอกไปว่ากลุ่มเพื่อนเนวินกับพรรคขาดกลาง-เล็กจะเกิดสำนึก "พลิกขั้ว" ทางการเมือง ผละออกจากพรรคเพื่อไทยมาเข้ากับพรรคประชาธิปัตย์ แล้วชูหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็น "นายกรัฐมนตรีคนที่ 27" จริงๆ ในการลงมติเมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค.ที่ทำให้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา "ประเทศของเรา" เริ่มปลอดโปร่งและผู้คนหน้าตายิ้มแย้มขึ้น

การพลิกขั้วการเมืองครั้งนี้น่าจะเป็น "สิ่งมหัศจรรย์" ของการเมืองไทยในรอบสิบปี ใหญ่กว่าปรากฏการณ์งูเห่าเมื่อปี 2540 ที่คุณชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สองเพื่อแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่มีต้นเหตุจากประเทศไทย

เอาเถอะใครจะวิพากษ์วิจารณ์ผิดหวังว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ไม่ค่อยสง่างามที่ไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงยอมเป็นเบี้ยล่างให้กลุ่มเพื่อนเนวินเข้ามาอุ้มสม แล้วยอมปล่อยกระทรวงสำคัญๆ อย่างมหาดไทยและคมนาคมให้ดูแล รวมทั้งยังยอมให้พรรคขนาดเล็กคว้ากระทรวงพาณิชย์กับอุตสาหกรรมที่เป็นกระทรวงเศรษฐกิจไปอีก

แต่กลับเห็นด้วยกับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยอมรับสภาพ "การเมืองเก่า" ที่พรรค ปชป.เสียงไม่พอจัดตั้งรัฐบาลขั้วใหม่ แล้วหาวิธีการค่อยๆ แยกสลายขั้วด้วยการเจรจากับพรรคขนาดเล็กเจาะเป็นรายๆ ยอมรับข้อเรียกร้องในการนั่งเก้าอี้เดิม

"แม้กระทั่งเหลือตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตำแหน่งเดียวก็ยังต้องยอม" และ "ไม่มีเขา เราไม่มีทางแม้กระทั่งเป็นรัฐบาล การเมืองไปต่อไม่ได้"

สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อย่าตีตนไปก่อนไข้ออกอาการผิดหวัง ไม่รู้จักหน้าตาคุณพรทิวา นาคาศัย ว่าที่รัฐมนตรีพาณิชย์ แล้วไปปรามาสว่ามือใหม่หัดขับ

หรือมุมมองแคบๆ ของนักวิชาการ, นักธุรกิจที่ออกอาการผิดหวัง เมื่อเริ่มเห็นหน้าตา "ทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ" ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ไม่ได้อยู่ในพรรคแกนนำประชาธิปัตย์ทั้งหมด

ผมอยากให้ลองมุมมองใหม่ อย่าไปยึดติดตรรกะหน้าตาไม่คุ้นจึงเป็นคนไม่เก่ง, รัฐมนตรีเศรษฐกิจอยู่คนละทีมแล้วทำงานไม่ได้ ฯลฯ

"นายกรัฐมนตรีของเรา" จะต้องพิสูจน์ตัวเองในการเป็น "ผู้นำทางการเมืองรุ่นใหม่" ที่เมื่อได้รับมอบภารกิจทำงานเพื่อชาติแล้ว จะต้องละทิ้งความเป็นพรรคหรือลดความเป็นพวกพ้องลง แสดงความสามารถในการบริหารจัดการ "ทีมงาน" ให้ทำงานไปตามเป้าหมายให้ได้ แม้ว่าอยู่คนละพรรคและไม่เคยทำงานด้วยกัน

นักบริหารมืออาชีพในทางธุรกิจหลายคนทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย แสดงความสามารถในการบริหารจัดการกอบกู้บริษัทที่กำลังล้มละลายให้กลับมาทำกำไรได้โดยยังใช้ทีมงานเดิมเป็นส่วนใหญ่อยู่หลายองค์กรแล้ว

อำนาจของ "นายกรัฐมนตรีประเทศไทย" มีมากเหลือล้นทำอะไรก็ได้ในประเทศนี้

ดังเช่นกรณีคุณทักษิณในช่วง 2-3 ปีแรกในการบริหารประเทศด้วยวิธีการตั้งเป้าหมายสูงสุดแล้วพลิกแพลงวิธีการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ จนสร้างความฮือฮาในสไตล์ "คิดใหม่ทำใหม่" นอกกรอบเดิมๆ โดยแทบไม่เกี่ยวกับฝีมือของรัฐมนตรีเศรษฐกิจเลย

"นายกรัฐมนตรีของเรา" คนเดียวก็สามารถทำงานบริหารประเทศให้ดีได้ ถ้าหากมีวิสัยทัศน์, กล้าตัดสินใจและรู้จักการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีที่มีระบบข้าราชการขนาดยักษ์รองรับคำสั่งทุกอย่างอยู่แล้ว

รัฐมนตรีเศรษฐกิจจะเก่งหรือไม่เก่งหรือมือใหม่มือเก๋าแค่ไหนก็ไม่ใช่สาระสำคัญ อย่างคุณพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีพาณิชย์ จะเป็นใครมาจากหนไหน จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญจนต้องดูหมิ่นดูแคลน และขอร้องพวกผีเจาะปากมาพูด อย่าไปดูถูกปูมหลังทางธุรกิจอาบอบนวดที่ไม่ใช่ธุรกิจผิดกฎหมายค้ายาเสพติด

ฟังคำพูดจาสัมภาษณ์ครั้งแรกขอโอกาสทำงานและจะมาพร้อมทีมที่ปรึกษา "ดรีมทีม" จากชุด ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์แล้ว ก็พอจะเบาใจได้ว่าเป็นคนที่ไม่ได้หลงตัวเอง

คนเราลองรู้จักตัวเองเสียแล้วก็ไม่น่าจะเหลิงอำนาจ "โง่อวดฉลาด-ขยันทำงาน" ดังเช่นหลายๆ คนในรัฐบาลที่แล้วที่สร้างความเอือมระอาให้ผู้คน

อ่านประวัติดูแล้วก็เห็นว่าไม่ขี้เหร่จนรับไม่ได้ อายุแค่ 47 ปีใช้อีเมลไว้สื่อสารแบบคนรุ่นใหม่ เรียนหนังสือได้ 3 ปริญญา ระดับตรี 2 ใบจากรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหงกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีและปริญญาโทรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารจัดการสาธารณะจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งประกาศนียบัตรชั้นสูง สาขาบริหารเศรษฐกิจสาธารณะ สถาบันพระปกเกล้า

ส่วนอีกคนคือคุณวีระชัย วีระเมธีกุล ที่ถูก คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ดูหมิ่นดูแคลนว่าเข้ามาเบียดเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แทนตัวเองว่าซื้อตำแหน่งเข้ามาเป็นตัวแทนซีพีเข้ามาครอบพรรค

ขอส่องกระจกให้คุณนิพิฏฐ์มองตัวเองว่าคนเก่งกว่าและทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์มากกว่าหรือไม่น้อยกว่า อย่างคุณองอาจ คล้ามไพบูลย์, คุณชินวรณ์ บุณยเกียรติ, คุณจุติ ไกรฤกษ์, คุณเกียรติ สิทธีอมร ฯลฯ ยังรู้จักเก็บอารมณ์ผิดหวังไม่ออกมาโวยวายเผาบ้านตัวเองที่กำลังรับมอบภารกิจสำคัญจากคนไทยทั้งชาติ

หวังว่าเมื่อคุณนิพิฏฐ์ได้ระบายความขับข้องหมองใจผิดหวังออกมาหมดแล้ว จะกลับมาสำนึกได้ว่าเพราะ ปชป.มีเสียงแค่ 167 เสียงเท่านั้นต้องยืมเสียงจากพรรคอื่นมาร่วม ดีที่สุดสำหรับคุณนิพิฏฐ์คือเอาความรู้ด้านกฎหมายมาช่วย "นายกรัฐมนตรีของเรา" ทำงานโดยไม่มีตำแหน่ง เพื่อให้บรรลุสัญญาประชาคมที่ได้ประกาศออกไปเมื่อคืนวันที่ 17 ธ.ค.จะทำให้ประเทศไทยกลับคืนสู่นิติรัฐนิติธรรมโดยเร็วที่สุด

ถ้ามีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ประชาธิปัตย์อาจจะชนะคะแนนถล่มทลายเกินกึ่งหนึ่ง ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว คุณนิพิฏฐ์กับคนเก่าแก่ของพรรคจะได้นั่งเป็นรัฐมนตรีสมใจอยาก

ดร.วีระชัยเป็นนักธุรกิจหนุ่มอายุ 40 ปีต้นๆ "อดีตเขยประธานเครือซีพี" ที่หย่ากับลูกสาวคุณธนินท์ เจียรวนนท์ มาหลายปีแล้วโดยไม่มีบุตรด้วยกัน แต่ยังสนิทชิดเชื้อกันอย่างดีระหว่าง ครอบครัว "เจียรวนนท์กับวีระเมธีกุล"

แม้ว่าจะซ่อนตัวอยู่วงในทำเนียบรัฐบาลมา 2 นายกฯ (นายกฯ ทักษิณ กับ พล.อ.สุรยุทธ์) แต่ยังมีคราบ "อาจารย์" มากกว่านักการเมือง เพราะจบระดับ ดร.ทางบัญชีและเป็นอาจารย์สอนในหลายมหาวิทยาลัย เก่งกาจขนาดอายุราวๆ 30 ปีได้ไปทำงานเป็นผู้บริหารสูงสุดของธนาคารร่วมทุนไทย-จีนในมหานครเซี่ยงไฮ้อยู่ 5-6 ปีทำให้เสริมสายสัมพันธ์ในประเทศจีนแน่นปึ้กรับทอดจากรุ่นพ่อ "สุชัย วีระเมธีกุล"

แล้วกลับมาทำงานเป็นอาจารย์พิเศษในหลายมหาวิทยาลัยระดับนำของไทยและช่วย "พี่ชาย-ฉัตรชัย วีระเมธีกุล" ที่รับผิดชอบบริหารธุรกิจครอบครัว "วีระเมธีกุล" ทำด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีโครงการขนาดใหญ่ยักษ์ "ออลซีซันส์" ริมถนนวิทยุกับโครงการหมู่บ้านจัดสรรย่านตะวันออก

ด้วยความสนใจทางการเมืองเป็นทุนเดิม จึงได้วนเวียนเข้าไปข้องแวะอยู่ในทีมงานเศรษฐกิจของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่เข้าไปช่วยก่อตั้งพรรคไทยรักไทย แล้วเข้าไปช่วยทำงานรัฐบาลทักษิณต่อสายสัมพันธ์ในประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศเพราะคล่องแคล่วทั้งภาษาจีนและอังกฤษ

ตำแหน่งทางการเมืองเป็นทั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีพาณิชย์และผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศในสมัยรัฐบาลทักษิณเพื่อช่วย ดร.สมคิดต่อจิ๊กซอว์เศรษฐกิจต่างประเทศ รวมทั้งทำงานในกรรมาธิการของวุฒิสภาชุดสำคัญๆ ด้านการเงินและเศรษฐกิจ

ชื่อ "ดร.วีระชัย" ดังเปรี้ยงขึ้นมาอีกครั้งแต่ก็ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักตัวตนความเก่ง เมื่อนายกฯ สุรยุทธ์ดึงตัวมาเป็นรองเลขาธิการนายกฯ แล้วไปทาบทาม ดร.สมคิดมาเป็นที่ปรึกษาพิเศษเพื่อช่วย พล.อ.สุรยุทธ์ทำงานเชิงกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจอีกแรง

กลับถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกล่าวหาว่าทำตัวเป็นไส้ศึกของทักษิณและถูกลากโยงไปอีกหลายเรื่อง จน ดร.สมคิดถอดใจโบกมือลาทั้งๆ ที่ได้ถอยห่างจากทักษิณแล้ว อยากจะเข้ามาช่วยทำงานให้รัฐบาลสุรยุทธ์เพื่อแก้ภาพลักษณ์ในต่างประเทศ

คราวนี้ถูกจับตาอีกว่าใช้เงินซื้อตำแหน่งเป็นเด็กฝากของกลุ่มซีพี และยังมีความเข้าใจผิดว่ายังเป็น "เขยซีพี" ตัวแทนเข้ามาแบบเด็กฝาก

และอย่าสงสัยในปูมหลังของ ดร.วีระชัยอีกต่อไปเลยว่าชายหนุ่มคนดีเป็นใครกันแน่ทำไมจึงอยู่ในแทบทุกรัฐบาล เพราะพ่อของ ดร.วีระชัยเคยทำธุรกิจด้านก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับคุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีมหาดไทย สายกลุ่มเพื่อนเนวินมายาวนานที่เป็น "กุญแจสำคัญ" ในปฏิบัติการพลิกขั้ว

แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นการต่างตอบแทนทางการเมืองระหว่างกลุ่มทุนกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ด้วยความรู้ความสามารถของ ดร.วีระชัยและสำนึกของคนไทยคนหนึ่งว่าอยากช่วยหาทางผ่าทางตันการเมืองไทยออกจากวิกฤติให้ได้ จึงถูกชักช่วยให้เข้ามาทำงานการเมืองใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง 2 ครอบครัวให้เกิดประโยชน์กับประเทศ

สังคมลองจับตาต่อไปจะได้รู้จักคนหนุ่มความรู้ดีมากยิ่งขึ้นที่อาสาเข้ามาทำงานการเมืองร่วมเกือบ 10 ปีแล้วเพราะบ้านรวยพอแล้ว แต่อยากใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญในเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยเฉพาะประเทศจีน เข้ามาเป็น "มือทำงานหลัก" ให้กับ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่เป็นคนหนุ่มเหมือนกันได้อย่างแน่นอน

โดย อดิศักดิ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net