วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อานาปนสติ ๑๖ ขั้น / หมวด ๑ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขั้นการทำกายสังขารให้สงบระงับ ( การสร้างนิมิต และกำหนดองค์ฌาน)


                        เรากำหนดลมหายใจมาแล้ว ๒ ขั้นด้วยการวิ่งตาม ต่อด้วยการเฝ้าดู คราวนี้เรามาศึกษากันถึงขั้นที่ ๓ และ ๔ ของขั้นการทำกายสังขารให้สงบระงับที่ยังเหลืออยู่ อันเป็นหมวด หรือจตุกกะที่หนึ่งในองค์ประกอบของอานาปนสติทั้ง ๔ หมวดกันต่อนะคะ

                ขั้นที่ ๓ การสร้างนิมิตและควบคุมนิมิต

                        “ คำว่านิมิตนี้ไม่ใช่ของจริง หรือมีตัวตนอะไร แต่ว่าจิตสร้าง กำหนดขึ้น จิตน้อมนำไปให้กำหนดเกิดขึ้นเป็นนิมิตอะไรที่ตรงนั้น” ( หน้า ๕๒ )

สำหรับตำแหน่งที่กำหนดนิมิตนั้น เราสามารถกำหนดได้ที่

“ กำหนดที่ปลายจะงอยจมูก ที่เนื้อที่ตรงนั้น ก็เรียกว่ากำหนดลงไปที่วัตถุ ........กำหนดของแทน สร้างของอื่นขึ้นมาแทนก็เรียกว่านิมิต เป็นดวง โดยส่วนใหญ่เป็นดวงอะไร กำหนดจิตให้โผล่ขึ้นมาที่ตรงนั้น จะเป็นดวงขาว ดวงเขียวดวงแดง ดวงอะไรก็แล้วแต่ที่จะกำหนดขึ้นมาได้.......บางทีเหมือนดวงน้ำค้าง หรือบางทีก็เหมือนกับใยแมงมุมที่วาวๆอยู่กลางแสงแดด.....” ( หน้า ๕๒ )

                        “ ใครเห็นนิมิตอย่างไรก็เอานิมิตอันนั้น ซึ่งจะไม่เหมือนกันทุกคน แต่ก็เป็นนิมิตที่ได้สร้างให้เกิดขึ้นมาแล้ว แล้วก็เพ่งอย่างติดตา นิ่งแน่ว แน่นิ่งอยู่ เป็นอุคคหนิมิต นี่เรียกว่าสร้างนิมิตชนิดนิ่ง ชนิดแรกสร้างใหม่ ก็เก่งกว่าที่วิ่งตามหรือเฝ้าดู จิตละเอียดกว่า จิตประณีตกว่า ลมก็ละเอียดกว่า ....” ( หน้า ๕๓ )

                        “ ถัดไปก็เก่งกว่านั่น ก็คือว่า บังคับการเห็นได้ นิมิตนั้นเปลี่ยนแปลงได้ เห็นนิมิตอย่างไรในขณะแรก เดี๋ยวนี้บังคับให้เปลี่ยน ให้มันเปลี่ยนขนาดเล็กใหญ่ก็ได้ ให้มันเปลี่ยนสีสัน ขาวๆ เป็นดำ เป็นเขียวก็ได้ หรือให้มันเปลี่ยนอิริยาบถ ให้มันลอยไปลอยมาก็ได้ ให้มันได้ตามที่ความน้อมนึกของจิตว่าให้มันเปลี่ยนแปลงอย่างไร........แสดงว่าเดี๋ยวนี้มีอำนาจเหนือจิตมากที่สุด มีอำนาจบังคับจิตโดยการบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลมหายใจ หรือสิ่งที่เกี่ยวกันอยู่กับลมหายใจ เกี่ยวเนื่องกันอยู่กับลมหายใจ....... จิตอยู่ในอำนาจถึงที่สุดแล้ว ก็เรียกว่าสร้างปฏิภาคนิมิตได้ ”  ( หน้า ๕๔ )

                ขั้นที่ ๔ กำหนดความรู้สึกที่เป็นองค์ฌาน

                 ( สำหรับเรื่องอารมณ์ในองค์ฌานนี้ อยากให้คุณย้อนไปอ่านเอนทรี่  “ การทำจิตให้สงบ”  ซึ่งเป็นคำบรรยายธรรมของพระอาจารย์ชา สุภัทโท ประกอบด้วย จะเข้าใจมากยิ่งขึ้นค่ะ )

                        “ เลื่อนไปอีกหน่อย ก็คอยเฝ้าดูว่าความรู้สึกแก่จิตนั้น ที่มีลักษณะเป็นสมาธิที่มันอยู่ในอำนาจแล้ว มันรวมจุดอยู่ที่จุดเดียวแล้ว มันจะแสดงปฏิกิริยาอะไรออกมา หรือว่ามันมีลักษณะอะไรบ้างที่เราจะกำหนดได้ สังเกตดูดีๆว่ามันมีลักษณะอะไรบ้างที่เราจะกำหนดได้ นี่กำหนดอะไรได้บ้าง นี้จะเรียกว่าเป็นองค์ฌาน เป็นองค์ของสมาธิ เป็นองค์ของฌาน โดยปกติวางไว้สำหรับเป็นเครื่องกำหนด ๕ ประการสำหรับประถมฌาน คือฌานทีแรก วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา

                        เมื่อจิตอยู่ในสภาพได้ถึงขนาดนั้นแล้ว ก็มาแยกดู สังเกตดู ว่ามีอาการของจิตอย่างที่เรียกว่า วิตก คือกำหนดอารมณ์ได้ กำหนดอารมณ์ได้เหมือนกัดไม่ปล่อย อย่างนี้เรียกว่าวิตก กำหนดลงไปที่อารมณ์ เรียกว่าวิตก

                        ทีนี้อีกอันหนึ่งเรียกว่า วิจาร คือรู้สึกใคร่ครวญไปได้ตามอารมณ์นั้น เรียกว่ามองดูได้รอบๆ รู้สึกได้รอบอารมณ์นั้น แต่ไม่ใช่คิดนึกอย่างฟุ้งซ่าน......วิตกคือกำหนดที่อารมณ์ วิจารคือความรู้สึกซึมซาบในอารมณ์ แต่ไม่ใช่คิดฟุ้งซ่าน” ( หน้า ๕๕ – ๕๖ )

                                        “ นี้ถ้าเกิดพอใจ พอใจในการกระทำสำเร็จ พอใจว่ากระทำสำเร็จ เกิดปิติ...... นี้ดูต่อไปในปิตินั้น มีความรู้สึกที่เป็นสุข เรียกว่าสุขด้วยแล้ว ความที่จิตเดี๋ยวนี้ไม่ฟุ้งซ่านไปที่ไหน รวมยอดสูงสุดดิ่งอยู่ที่นั่น ไม่ฟุ้งซ่านไปที่ไหน แต่รวมจุดยอดเป็นศูนย์เดียวอยู่ที่นั่น เรียก เอกัคคตา” ( หน้า ๕๖ )

                        “ เอกัคคตานี้ก็คือรวม รวมยอด สูงสุดเป็นจุดแหลมเหมือนกับรูปกรวย......แล้วมันก็ไม่ฟุ้งซ่านไปไหน ไม่กระจัดกระจายไปที่ไหน นี่เรียกว่า อวิเขต แต่ก็รวมเรียกว่าเอกัคคตาได้เหมือนกัน......เอกัคคตาเป็นความหมายสรุปยอดสุดของความเป็นสมาธิ ถ้าเป็นเรื่องธรรมดามันก็รวมยอดอยู่ที่อารมณ์ของสมาธิ เช่นลมหายใจเป็นอารมณ์ก็ลมหายใจเป็นจุดรวมของเอกัคคตา แต่ถ้ามันก้าวหน้ามากเข้า มันก็เปลี่ยนเรื่อยไปๆจนว่า มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ของเอกัคคตา” ( หน้า ๕๗ )

                        “ วิ่งตาม ทำได้ดี เฝ้าดู ทำได้ดี ทำอุคคหนิมิต ทำได้ดี ทำปฏิภาคนิมิต ทำได้ดี กำหนดองค์ฌาน ทำได้ครบถ้วน ก็แปลว่าบังคับลมหายใจได้ดีถึงที่สุด สำเร็จเป็นปฐมฌาน ฌานที่หนึ่งของฌาน เท่านี้ก็พอ......ถ้าดีกว่านั้น จะทำให้สูงขึ้นไปเป็นทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานก็ได้ แต่ว่าไม่จำเป็นดอกสำหรับกรณีทั่วไป.....ไม่จำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามอานาปนสติเพื่อดับกิเลสทั้ง ๑๖ ขั้น  เอาเป็นว่า เป็นอุปจารสมาธิตามสมควร ไม่ต้องถึงปฐมฌานก็ยังได้......มันเกินต้องการ หรือว่าชักนำไปทางคุณวิเศษมากไป ก็จะเตลิดเปิดเปิง เอาเป็นว่าเดี๋ยวนี้มีการระงับกายสังขารได้ ถึงขนาดที่มีจิตสงบระงับแล้ว ก็จบหน้าที่ของขั้นที่สี่” ( หน้า ๕๘ – ๕๙ )

                        สาเหตุที่ท่านพุทธทาสว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติจนได้ฌานที่สูงขึ้น อาจเพราะท่านไม่ต้องการให้ผู้ปฏิบัติหลงใหลไปกับ " ฤทธิ์ " ที่เป็นผลพลอยได้ของฌาน หรืออาจเพราะท่านเห็นว่ามีทางลัดก็ได้ คือแทนที่จะต้องปฏิบัติทั้ง ๑๖ ขั้น ก็ปฏิบัติขั้นวิ่งตาม เฝ้าดู แค่พอเป็นสมาธิตามสมควร แล้วก็ลัดเข้าขั้นที่ ๑๓ เลย ดังที่ท่านบรรยายและได้มีการรวบรวมไว้ในหนังสือ “ การทำสมาธิวิปัสสนา” ที่ธรรมสภาเป็นผู้พิมพ์ ขอคัดลอกจากเล่มนั้นหน้า ๑๓๗ – ๑๓๙ มาแทรกตรงนี้หน่อยนะคะ

“ เอาละ ทำอานาปนสตินั่นแหละ ทำพอสักว่าให้จิตมันสบาย ปลอดโปร่ง เข้มแข็ง มีกำลัง ได้ความสุข พออย่างนี้แล้วก็พยายามยกไปหาอนิจจัง กองอะไรที่มันอยู่ในตัวเรา ดูให้มันเป็นอนิจจัง จะดูร่างกายก็ดูให้มันเป็นอนิจจัง จะดูสุขเวทนา ทุกขเวทนาที่เกิดอยู่ก็ให้เห็นเป็นอนิจจัง สังขาร ความนึกคิด รู้สึกของเราก็เป็นอนิจจัง สัญญาก็เป็นอนิจจัง วิญญาณก็เป็นอนิจจัง....... ธาตุดินก็อนิจจัง ธาตุน้ำก็อนิจจังทุกธาตุ อายตนะก็อนิจจัง.......นี้คือรู้สึกว่าอนิจจัง อยู่ในสิ่งนั้นตลอดเวลาที่หายใจเข้าออก....... แล้วทำอนิจจังนี้ได้เท่าไร มันจะมีวิราคะ นิโรธะเท่านั้น เห็นอนิจจังเท่าไร มันก็จะคลายออกเท่านั้น มันก็จะหลุดพ้นไปเท่านั้น นี่ ขั้นนี้ แบบนี้มันก็ง่าย และน้อย ไม่ละเอียดถี่ยิบ หรือว่าแยกถึง ๑๖ ขั้น.......ก็พ้นทุกข์ตามสมควร คล้ายๆมันมีอยู่เพียง ๓ ขั้น ”  ( คล้ายๆกับวิธีของอาจารย์โคเอ็นกา เพียงแต่ท่านโคเอ็นกาให้พิจารณาที่เวทนา หากสงสัย กรุณาดูย้อนกลับไปตามชื่อเรื่องค่ะ )

                        “ทุกขั้นๆต้องทำให้ชำนาญ แม้แต่ว่าเพียงวิ่งตามก็ทำให้ชำนาญ ซ้อมซักให้ชำนาญ เฝ้าดูก็ซ้อมซักชำนาญ สร้างอุคคหนิมิตก็ทำให้ชำนาญ ทำเมื่อใดก็ได้ ทำได้ทันที ปฏิภาคนิมิตก็ทำได้ทันที เรียกว่าทำให้ชำนาญ เขาเรียกว่า วสี แปลว่า ทำให้มันอยู่ในกำมือเรา ทำให้มันอยู่ในอำนาจของเรา.....วสีแปลว่าผู้มีอำนาจ เดี๋ยวนี้มีอำนาจเหนือลมหายใจ มีอำนาจเหนือจิต มีอำนาจเหนือความรูสึกต่างๆ......เมื่อทำได้แล้วยังไม่พอ ต้องทำจนมีอำนาจอยู่เหนือมัน เรียกว่า วสี คือเก่งกล้าสามารถถึงที่สุด เรื่องปฏิบัติจิตนี้ต้องการมาก อย่าสักแต่ว่าทำได้แล้วก็เลิกกัน พรุ่งนี้ไม่มีแล้ว ฉะนั้นต้องทำให้อยู่ในอำนาจ ต้องการเมื่อไรก็ทำได้เมื่อนั้น ก็เรียกว่ามีวสี” ( หน้า ๕๙ – ๖๐ )

                        “ ขั้นที่ ๔ ทำให้ลมหายใจระงับ ร่างกายระงับ จิตระงับ ระงับโลกได้ทั้งโลกโดยทางลมหายใจ เมื่อลมหายใจระงับ ความรู้สึกต่อสิ่งทั้งปวงก็ระงับและละเอียด เรามีอำนาจเหนือกายทั้งปวง เหนือกายทั้งปวงแล้ว....” ( หน้า ๖๑ )

                        “ เดี๋ยวนี้ก็มีอานิสงส์พิเศษ จะมีความสุข ความสุขที่แท้จริง ได้ทันทีเมื่อเราต้องการ ในที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ต้องตายแล้ว....... สามารถทำอานาปนสติหมวดที่ ๑ ทั้ง ๔ ขั้นนี้ได้สำเร็จ ความสุขอันแท้จริงอยู่ในกำมือเรา......ประโยชน์ต่อไปก็คือว่าจะเป็นบาทฐานเครื่องช่วยให้สำเร็จในการที่จะปฏิบัติหมวดต่อไป.....” ( หน้า ๖๒ )

ยังมีต่อนะคะ เป็นหมวดที่ ๒ คือหมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานหรือก็คือขั้นที่ ๕ – ๘ ในการปฏิบัติอานาปนสติที่ครบสมบูรณ์ค่ะ

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net