วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม ๒


เกิดเห็นนิมิตอันประเสริฐอีกครั้ง

หลังจากกลับมาอยู่บ้านก็ยังรักษาศีล๘อีกตลอดพรรษา ประมาณเกือบ ๑เดือนเห็นจะได้ ได้เห็นนิมิตอันประเสริฐนั้นอีก คือเห็นว่าได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ แต่ยังคงไว้ผมยาวเหมือนเดิม เดินไปมาในบ้าน นี่เป็นครั้งที่สองที่ได้เห็นนิมิตอย่างเดี่ยวกัน

 

เช้าวันหนึ่งเห็นโลกราบเป็นหน้ากอง นิพพิทาญาณเกิด

ปกติก็ลุกขึ้นใส่บาตรตอนเช้า ก็ได้เห็นชาวบ้านทั้งชายหญิงแบก จอบ เสียบ มีด นั่งอยู่ท้ายรถบรรทุกตอนเย็นก็เห็นอีก นั่นก็เป็นภาพที่เห็นกันตามปกติวิสัย แต่มีเช้าวันหนึ่งขณะตักข้าวใส่บาตรอยู่นั้น ได้เห็นภาพเดิมๆอีก แต่คราวนี้เห็นเขานั่งยิ้มจนเห็นฝันสีขาว บางคนก็นั่งสูบยาอย่างมีความสุข ภาพนั้นมันตำตาตำใจมากๆ เพราะเรามีความคิดเห็นว่า “พวกเขากำลังวิ่งเข้าหาความทุกข์โดยแท้ แต่กลับไม่รู้ตัว ยังมายิ้มอย่างมีความสุขอยู่ได้ เปรียบได้ดั่งนกที่ต้องบินออกจากรังเพื่อไปหาอาหาร ตกเย็นก็บินกลับรังชีวิตเป็นอยู่เช่นนี้ แต่ก็ยังไม่เห็นทุกข์” ขณะนั้นใส่บาตรเสร็จพอดี พระก็เดินจากไปอย่างช้าๆ ยังมองเห็นรถบรรทุกคันนั้นอยู่ เกิดความทุกข์เศร้าสลดหัวใจเป็นที่สุด พลันน้ำตาก็ไหลออกมาสุดที่จะยับยั้งไว้ได้ เห็นคนที่อยู่บนรถบรรทุกมองมาทางเรา กลัวเขาจะเห็นก็เลยหันหน้าหนีเขาเพื่อไม่ให้เขาเห็น ว่าเรากำลังร้องไห้อยู่ ทันใดนั้น “เหมือนโลกธาตุนี้ดับลงฟุบ มองไปอีกทีกลับมองเห็นทุกสิ่งราบเป็นหน้ากองดับสูญสิ้นไปหมด ต้นไม้ที่ดูสวยสดในช่วงฤดูฝน ใบไม้ดูแล้วเขียวชอุ่มไปหมด แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาในขณะนั้น กับกลายเป็นต้นไม้ตายยืนต้นไปหมด เป็นใบสีน้ำตาลแห้งเหี่ยว แม้ตึกรามบ้านช่อง ที่ทาด้วยสีสวยสดงดงาม กลับอับแสงลงกลายเป็นสีน้ำตาลสีเดียวกันกับต้นไม้ตายยืนต้น โลกนี้เป็นโลกของความเป็นอนิจจังจริงๆ” ภาพนี้ปรากฏให้เห็นชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็คืนสู่สภาพเดิม 

 

กิจวัตรประจำวัน อยู่กับลมหายใจ

ทุกวันตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมา ต้องระลึกรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้า และออกทันทีที่ลืมตาขึ้น เพียงแต่รู้เท่านั้นและไม่ใช่เป็นการเพ่งลม บริกรรมภาวนาพุทโธเป็นเชือกเส้นที่สองที่คล้องใจไว้ ประกันเอาไว้หากเส้นใดเส้นหนึ่งขาด แต่มันก็ไม่เที่ยงเมื่อลมหายใจละเอียดขึ้น ลมหายใจกับพุทโธได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือจะระลึกรู้ได้เพียงลมหายใจที่ละเอียดลุ่มลึก แม้จะเพิ่มพุทโธเข้าไปมันก็ไม่รับ และท้ายที่สุดแม้แต่ลมหายใจก็ละเอียดสุด จนแทบไม่รู้ว่ากำลังหายใจอยู่ แต่จะมีตัวรู้นั้นเด่นชัดยิ่งขึ้น  ช่วงนี้จิตได้เสวยเอกคตารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียวแน่วอยู่อย่างนั้น บางครั้งมันนิ่งจนผิดสงเกตุ อายตนะนั้นเปิดหมดแต่จิตตัวนี้มันไม่ยอมเสวยอารมณ์ใดๆ เหมือนอยู่ในอารมณ์ของฌาน หรืออุเบกขาเพราะมันนิ่งแต่ยังมีสติรู้รอบอยู่ บางครั้งคิดว่าตัวเราเองตายแล้วเสียอีก ถึงกับต้องเอามือทุบที่ศรีษะ เผื่อจะรู้สึกตัวขึ้นมาว่ามันตายหรือกำลังนอนหลับฝันอยู่ นี่เขาได้แสดงสภาวะที่ไม่เที่ยงให้เราเห็น ขืนไปยึดมั่นถือมั่นเป็นต้องทุกข์ เท่ากับไม่รู้ตามความเป็นจริง ธรรมใดที่พิจารณาหรือได้ประสบ แล้วไม่ลงสู่ความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธรรมนั้นย่อมเป็นของปลอมไปทันที

โดย วัชระญาณ

 

กลับไปที่ www.oknation.net