วันที่ อังคาร ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...นักเรียนต้นแบบ...


สวัสดี ผู้อ่านทุกท่าน

 

ในชีวิตคนเราถ้าถือตามนโยบายใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับล่าสุดนี้ ที่เห็นการศึกษาตลอดชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ  นั่นก็หมายความว่า เรามีการศึกษาทุกวัน ต่างแต่ว่ากำลังศึกษาอะไรเท่านั้น ศึกษาวิชาชีพ ศึกษาเพื่อนร่วมงาน ศึกษางาน ศึกษาจิตใจของคน หรือแม้แต่ศึกษาจิตใจของตนเอง 

 

ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า "การศึกษา" มีความสำคัญมากต่อชีวิต ชีวิตที่การศึกษาไม่แปดเปื้อนเลยนั้น ดูเหมือนจะไร้ค่าของความเป็นมนุษย์ แม้แต่สัตว์ยังมีการศึกษา เพียงแต่ความสามารถในการศึกษาสัตว์มีน้อยกว่ามนุษย์เท่านั้น ถ้าอยู่ๆ แล้วท่านถูกเพื่อนมนุษย์ด้วยกันด่าว่า "คนผู้นี้ การศึกษาไม่เคยแปดเปื้อนเลยมาแต่เกิด"  ท่านจะรู้สึกอย่างไร?

 

และนักปราชญ์ในอดีตก็ดี ในปัจจุบันก็ตาม ท่านเห็นการศึกษาคือชีวิต ชีวิตคือการศึกษา ใจของท่านกระหายใคร่รู้อยูตลอดเวลา ท่านหาความรู้ทุกวัน แม้แต่จากเด็กที่อายุน้อยกว่า ท่านก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปขอความรู้ หรือแม้แต่จากคนที่ชื่อเสียงด้อยกว่าท่าน ถ้าท่านเห็นว่า เขาผู้นั้นมีความสามารถในด้านที่ท่านต้องการเรียนรู้ ท่านก็จะไม่รีรอเช่นกัน

 

วันนี้อยากนำเอาตัวอย่างที่ดีในการศึกษาอะไรก็ตามในโลกนี้ มาเสนอท่านทั้งหลาย  เป็นนักปราชญ์จีนผู้โด่งดัง ผู้เขียนอ่านจากหนังสือ เรื่อง “เคล็ดลับมังกรโบราณ” แปลและเรียบเรียงโดย ศักดิ์ระวี

 

ตอนแรกของหนังสือเล่มดังกล่าว เล่าถึงเคล็ดลับในการหาความรู้ของ “ขงจื๊อ”

นักปราชญ์ชาวจีนผู้มีชีวิตอยู่ในราวปี ๗๒๒-๔๘๑ ก่อน ค.ศ. 


ในหนังสือเล่มนี้เล่าว่า เมื่อขงจื้ออายุ ๕๕ ปี  ท่านทราบว่า “ซือเซียง” เป็นคนที่มีความสามารถในการบรรเลงเพลงขิมฝีมือระดับปรมาจารย์ ด้วยความอยากเรียนวิชาบรรเลงเพลงขิม ท่านก็ไปขอฝากตัวเป็นศิษย์ โดยที่ไม่รู้สึกว่า จะเป็นการเสียเกียรติเสียศักดิ์ศรีอะไร 

 

ครั้งแรกที่พบกันและทราบจุดประสงค์ของขงจื๊อ    ซือเซียงก็ไม่กล้ารับเป็นครูสอนให้เพราะเห็นว่า ขงจื๊อเป็นนักปราชญ์ แต่เมื่อเห็นว่าขงจื้อแสดงอาการอ่อนน้อมถ่อมตนและออกอาการมุ่งมุ่นที่จะเรียนรู้อย่างแท้จริง ซือเซียงจึงตกลงรับว่าจะสอนให้อย่างสุดความสามารถ  แบบฝึกหัดบทแรกที่ซือเซียงให้ขงจื๊อฝึกคือ หัดบรรลงเพลงบทหนึ่งในเวลาสองวัน

 

ปรากฏว่า ผ่านไปสิบวัน ซื้อเซียงก็ยังไม่เห็นขงจื๊อมาขอต่อบทเพลงใหม่ เกิดความรู้สึกประหลาดใจ จึงไปหาลูกศิษย์ใหม่ที่บ้าน ภาพที่ปรากฏต่อหน้า คือ เขาเห็นขงจื๊อกำลังนั่งฝึกบรรเลงเพลงขิมบทที่หนึ่งอย่างสำรวมและเอาจริงเอาจัง เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ซือเซียงเห็นว่า บทเพลงที่หนี่งนี้ขงจื้อบรรเลงได้ชำนาญดีแล้ว จึงเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า “บทเพลงบทนี้เธอได้ฝึกฝนจนชำนาญพอสมควรแล้ว อาจารย์เห็นว่าเธอควรจะเริ่มฝึกบทเพลงใหม่ได้แล้ว” 

 

เสียงถามของซือเซียงทำให้ขงจื๊อรู้ว่าอาจารย์มาเยี่ยมก็ลุกขึ้นทำความเคารพ และกล่าวตอบไปว่า “เรียนท่านอาจารย์ เนื่องจากกระผมได้รับการส่งเสริมและการให้กำลังใจจากท่าน จนถึงขณะนี้ กระผมทำได้แค่ยึดกุม จังหวะ และ เทคนิค ของบทเพลงนี้เท่านั้น ยังไม่สามารถยึดกุม กฎเกณฑ์ของบทเพลงนี้ ขออนุญาตฝึกต่อไปอีกสักระยะหนึ่งเถิด”

 

เมื่ออาจารย์อนุญาต ขงจื๊อก็ฝึกต่อไปอีก  ผ่านไประยะหนึ่งเมื่ออาจารย์มาถาม ก็ตอบไปว่า “ตอนนี้ยึดกุมกฎเกณฑ์ได้แล้ว แต่ยังยึดกุม เนื้อหา และแนวคิด ของบทเพลงไม่ได้ ขอเวลาฝึกต่ออีกสักระยหนึ่งเถิด”  ผ่านไประยะหนึ่ง อาจารย์ก็มาถามอีกเพื่อจะให้ขึ้นบทเรียนใหม่เพราะเห็นว่าขงจื๊อฝึกฝีมือถึงระดับเข้าถึงวิญญาณของบทเพลงแล้ว ขงจื๊อก็ตอบอาจารย์ไปว่า “กระผมยังไม่สามารถเข้าใจบุคลิกลักษณะของบุคคลซึ่งเป็นตัวเอกของบทเพลงนี้อย่างถ่องแท้ ขอเวลาฝึกหัดอีกระยะหนึ่งเถิด”

 

ผ่านไประยะหนึ่ง อาจารย์ก็มาเยี่ยมชมความก้าวหน้าของลูกศิษย์ ปรากฏว่า ขณะที่นั่งฟ้งขงจื๊อบรรเลงเพลงขิม บางขณะเขาได้ยินเสียงขิมสะท้อนภาพขุนเขา บางขณะสะท้อนภาพเมฆาลอยล่อง บางขณะสะท้อนภาพสายธารกำลังใหลริน บางขณะสะท้อนภาพสายลมและพายุที่โหมกระหน่ำ บางขณะสะท้อนภาพสายฝนโปรยปรายในฤดูใบไม้ผลิ บางขณะสะท้อนภาพม้านับพันกำลังห้อโจนทะยาน ฯลฯ การบรรเลงเพลงขิมของขงจื๊อสะท้อนภาพหลายอย่างออกมาจากบทเพลง ซือเซียงฟังอย่างดื่มด่ำ และตื้นตันจนน้ำตาไหล ขณะนั้นเอง ขงจื๊อหยุดบรรเลง เขาลุกมาจับมืออาจารย์แล้วกล่าวว่า


“ท่านอาจารย์ กระผมเข้าใจบุคลิกลักษณะของบุคคลที่เป็นตัวเอกในบทเพลงนี้แล้ว ดูสิ บุคคลผู้ทรงมีพระวรกายอันสูงสง่า ทรงมีพระพักตร์อันคมเข้ม ดวงเนตรทั้งคู่ของพระองค์ก็ส่องประกายแวววับ และมักจะจ้องพระเนตรไปยังถิ่นอันไกลโพ้น ทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของราษฎร พระองค์ทรงกำลังตรากตรำพระวรกายเพื่อราษฎรทั้งหลาย ทรงมุ่งจะปกครองบ้านเมืองโดยธรรม และทรงมีพระประสงค์ที่จะให้ราษฎรของพระองค์ได้รับการกล่อมเกลาจากคุณธรรมที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในพระองค์ หากแม้พระองค์มิใช่บุ๋นอ๋อง แห่งราชวงศ์โจวแล้วไซร้ จะมีบุคคลอื่นใดอีกเล่าที่จักมีบุคลิกลักษณะเช่นนี้?”


ฝ่ายผู้เป็นอาจารย์ได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกแปลกใจและนับถือในตัวขงจื้อ จึงกล่าวตอบไปว่า “ถูกต้องแล้ว ถูกต้องอย่างที่สุด อาจารย์ของอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า  บทเพลงนี้มีชื่อว่า บุ๋นอ๋องผู้ทรงตรากตรำ”

 


เรื่องนี้ ชนสุรินทร์ถือว่า นี่คือตัวอย่างของนักเรียนที่ดี นักเรียนต้นแบบคนหนึ่งของโลก คนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์ของแผ่นดินและของโลกนั้น เมื่อได้ลงมือศึกษาเรียนรู้เรื่องใดแล้ว จะกัดไม่ปล่อย และเอาจริงเอาจัง อ่อนน้อมถ่อมตม มุ่งมั่นจนกว่าจะเข้าใจในวิชาที่ศึกษานั้นอย่างถ่องแท้  หลายปีมานี้ผู้เขียนก็ได้ประวัติการเรียนของขงจื๊อนี่แหละปลอบใจ ปลุกใจในยามที่ท้อแท้ระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่  

 

ถ้าพวกเราที่เป็นนักศึกษาไทย เลียนแบบวิธีการศึกษาของขงจื๊อ เชื่อว่า ความรู้ทุกแขนงที่เราต้องการรู้ สักวันจะต้องอยู่ในมันสมองของเราอย่างแน่นอน ผู้เขียนอยากเห็นใครสักคนในประเทศของเราที่เรียนวิชาดนตรี เพียงแค่บรรเลงเพลง “ภูมิพลังแผ่นดิน นวมินทร์มหาราชา” ด้วยเครื่องดนตรีชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยที่ยังไม่เคยเห็นเนื้อร้องมาก่อน แล้วสามารถเข้าใจจังหวะ เทคนิค กฎเกณฑ์ เนื้อหา แนวคิด และบุคลิกลักษณะของบุคคลในเนื้อเพลงได้อย่างถ่องแท้เหมือนเช่นขงจื้อบ้างจังเลย...ถ้าใครเคยเห็นก็นำมาเล่าแบ่งปันกันรู้บ้างนะครับ

 

...มนพล   ชนสุรินทร์...

๒๓ ธันวาคม  ๒๕๕๑

 

 

ที่มาของภาพ: http://i83.photobucket.com/albums/j296/missionfish5/confucious.gif 


 

โดย มนพล

 

กลับไปที่ www.oknation.net