วันที่ พุธ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ถ้าตายโดยที่ยังยึดถือมั่น จะเกิดอะไรหลังความตายนั้น ???


                       วันหนึ่งขณะที่กำลังทำสมาธิ อยู่ดีๆก็เกิดเห็นภาพที่ไม่เคยเห็น เป็นภาพที่แจ่มชัด เหมือนมีโทรทัศน์ขาวดำมาเปิดจ่ออยู่ภายในเปลือกตา แม้ว่าภาพที่เห็นจะดูน่ากลัวจนอดคิดในใจไม่ได้ว่า “นรกหรือนั่น” แต่ก็วางเฉยกับสิ่งที่เห็น หายใจเข้าออก ดูไปเรื่อยๆ จนภาพเหล่านั้นค่อยๆเลือนหายไปเอง

                        หลังจากนั้น เกิดอาการ “ เย็น ” ที่ใจ ความเย็นนี้เริ่มเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ได้ค่ะ รู้ตัวอีกทีก็เย็นอยู่ในอก และใจทั้งดวงเหมือนดวงอะไรสักอย่างที่ผิวตึงและเรียบมาก ดิฉันรู้สึกอย่างนั้นตลอดเวลาถึงสองสามวัน ตอนมาน่ะ ไม่รู้ว่ามาตอนไหน แต่ตอนหายนี่รู้ชัดๆ เหตุเพราะนึกค่อนสามีขึ้นมานิดเดียว เห็นเหมือนเส้นสายสีดำหงิกงอวิ่งปรู๊ดมาถึงใจ แล้วความเย็นภายในก็หายวับไปทันที

                        นึกเอาเองค่ะว่า ถ้า สงบ เย็น เป็นนิพพาน นั่นอาจเป็นนิพพานที่ให้ลองชิมก็ได้  ก็เลยลองนึกต่อ ว่าถ้าตายแล้วสามารถไม่เกิดใหม่ได้จริง คงจะดีหากได้ไปเย็นอย่างนี้อยู่ที่ไหนสักแห่งไปตลอด แทนการเกิดดับเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์

                        และก่อนที่จะเตลิดเปิดเปิงไปกว่านี้ ก็พอดีได้อ่านคำบรรยายของท่านพุทธทาสที่เกี่ยวกับความดับ ท่านว่าความดับมีสองแบบ คือดับเหลือเชื้อ และดับไม่เหลือเชื้อ ขอยกคำบรรยายของท่านมาเล่าไว้ในที่นี้นะคะ

                        “ หรือว่าเห็นคนว่าตัวตนนี้ บางทีว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตนแล้ว แต่ว่าจิตใจที่เป็นศูนย์กลางนั้นเป็นตัวตนอย่างนี้ก็ได้ อย่างนี้เรียกว่าดับไม่หมด มันดับบางส่วน เหลือเป็นตัวตน เหลืออะไรบางอย่างอยู่เสมอไป กระทั่งถึงว่า จิตนี้ก็ไม่ใช่ตัวตน แต่ว่าคุณสมบัติอะไรบางอย่างของจิต เช่น ธรรมะนี้ เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาก็ได้ หรือว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตัวตนแล้ว สิ่งที่อยู่ถาวรเป็นอนันตกาล เช่นนิพพานธาตุนี้เป็นตัวตนก็ได้ อย่างนี้ดับมีเชื้อเหลืออยู่เรื่อยจนกว่าเมื่อใดจะกวาดทิ้งไปหมด แม้แต่นิพพานธาตุก็ไม่ใช่ตัวตน อย่างนี้มันจึงจะเรียกว่าดับไม่เหลือแห่งตัวตน หรือดับไม่เหลือแห่งตัวกูที่แท้จริง” ( หน้า ๑๒๐ – ๑๒๑ )

                “ เราอาจตัดบทได้สั้นๆว่า คนเกิดก็ต้องมีความทุกข์ตามแบบของคนเกิด คนตายก็มีความทุกข์ตามแบบของคนตาย ต่อเมื่อไม่รู้สึกว่าเกิด ไม่รู้สึกว่าตาย คือ ว่าง นั่นแหละ จึงจะไม่มีความทุกข์เลย” ( หน้า ๑๓๔ )

                        “ ในอันสุดท้าย ข้อปฏิบัติของเราจะต้องสาวก้าวไปจนกระทั่งถึงว่า ความรู้ว่าไม่เกิด อย่างนี้ก็ต้องไม่เป็นที่ยึดมั่นถือมั่น คือให้สลายไปด้วยเหมือนกัน มันจึงจะเป็นว่างจริงขึ้นมา คือเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ นั่นแหละจึงจะเป็นเรื่องไม่เกิดที่แท้จริง คือเป็นดับไม่เหลือแท้จริง” ( หน้า ๑๓๕ – ๑๓๖ )

ท่านว่า การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงความว่าง ทำได้ใน ๓ โอกาส คือ ( ๑ ) ในขณะที่ทำงานตามปกติ ไม่มีอารมณ์ใดมากระทบ ให้พิจารณาอยู่เสมอถึงความไม่เที่ยงแท้ คิดว่าไม่มีอะไรน่า “ เอา” และไม่มีอะไรน่า “ เป็น” ก็จะทำให้จิตค่อยๆปล่อยวาง คลายความยึดมั่น ว่างไปได้เอง ( ๒ ) ขณะที่มีอารมณ์มากระทบ ให้หยุดการกระทบที่ผัสสะ อย่างปรุงเวทนาจนกลายเป็นตัณหา ก็จะทำให้ว่างจากการเป็นตัวกู ของกูได้อีกทางหนึ่ง และ ( ๓ ) ในขณะที่ร่างกายใกล้แตกดับ ให้นึกถึงว่าไม่มีอะไรน่าหวัง จิตนี้ไม่มีที่หวังที่ไหน ที่จะไป “เอา” หรือไป “เป็น” 

“ เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นไปเพื่อสลายตัวมันเอง ไม่มีความอยากเอา อยากเป็นที่ไหน มันว่างไปในตัวเอง มันสลายไปในตัวเอง......” " แล้วจะบรรลุนิพพานได้ในตัวเอง ในตัวความตายทางร่างกายนั่นแหละ” ( หน้า ๑๓๙ – ๑๔๐ )

ค่ะ อยากจะบ้า ศึกษามาแทบตาย สุดท้ายมาจบตรงที่ยังยึดมั่นในอัตตา ยังยึดจิตนี้ว่าเป็นของตน ธรรมะไม่ใช่เรื่องเข้าใจง่ายเลยนะคะ ยังดีที่ธรรมสภานำคำบรรยายของท่านมาพิมพ์ไว้ในหนังสือ “ แก่นพุทธศาสน์ ” ดิฉันจึงคลายความข้องขึ้นมานิด

แต่ความที่ยังเป็นปุถุชน ยังไม่คลายความยึดถือมั่น ก็ยังสงสัยค่ะ เพราะท่านว่า การเกิด ดับ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเกิดจากท้องแม่ แต่เป็นการเกิดแห่งตัวกู เกิดในห้วงความคิด ในทางจิตเท่านั้น เพราะฉะนั้น ในแต่ละวัน เราอาจเกิด ดับ ได้หลายภพ ชาติ และผลการกระทำในชาติหนึ่ง ก็ส่งผลไปถึงอีกชาติหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ท่านไม่ได้หมายถึงการเกิดในทางโลก

ท่านว่าคำถามที่ว่าคนเราตายแล้วไปไหนจึงโง่เขลา เพราะเมื่อทั้งหมดคือความว่าง เมื่อว่าง ก็ไม่มีตัวผู้เกิด ผู้ดับ ในทางโลก

แต่ ถ้าจิตของเราไม่ว่างได้ขนาดนั้น ถ้าเราตายโดยที่ยังมีความยึดถือมั่น แล้วจะเกิดอะไรต่อจากนั้นล่ะคะ ท่านผู้ใดจะช่วยดิฉันไขได้บ้าง ????

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net