วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โจ๋ 19 หนีคดีฆ่าปาดคอสาวซุกพันธมิตร


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 ธ.ค. พล.ต.ต.นเรศ นันทโชติ ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา ร่วมกับ พ.ต.อ.ธาตรี ตั้งโสภณ รอง ผบก. พ.ต.อ.สมบัติ ชูชัยยะ ผกก.สภ.พระนครศรีอยุธยา แถลงจับกุมนายกิตติธัช หรือแบงก์ เพชรเจริญศรี อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 61/326 หมู่ 16 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ผู้ต้องหาคดีฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา


สำหรับเบื้องหลังการจับกุมสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งพบศพ น.ส.เอื้อมพร หรือแหม่ม สิทธิน้อย อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 116/1 หมู่ 8 ต.พรหมนิมิตร อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ พนักงานโรงงานบริษัทไพโอเนียร์ (ประเทศไทย) จำกัด ภายในนิคมสวนอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ในห้องพักหมายเลข 203 หอพักครูฉวีเพลส อ.พระนครศรีอยุธยา สภาพถูกปาดคอเป็นแผลเหวอะหวะ ศีรษะแตกเลือดอาบ โดยมีโทรศัพท์มือถือและสร้อยคอทองคำไม่ทราบน้ำหนักของผู้ตายหายไป


หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.สมบัติ ชูชัยยะ ผกก.สภ.พระนครศรีอยุธยา สั่งการให้ชุดสืบสวนนำพยานมาสอบปากคำ กระทั่งทราบว่าก่อนพบจุดจบได้มีชายวัยรุ่นมาหาผู้ตายที่ห้องพัก ก่อนที่ทั้งคู่จะออกไปซื้อของที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น บริเวณปากซอยทางเข้าหอพัก จึงประสานขอภาพจากกล้องทีวีวงจรปิดในร้านเซเว่นฯมาตรวจสอบจนทราบชื่อผู้ต้องหา จึงจัดกำลังติดตามจับกุมได้ขณะหนีไปกบดานที่หอพักแห่งหนึ่งใน อ.เมืองพิษณุโลก คุมตัวมาสอบสวนให้การรับสารภาพ


ด้านนายกิตติธัช ผู้ต้องหา ให้การว่า มีอาชีพเป็นช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ แต่ตอนหลังตกงาน เลยนั่งรถไฟจาก จ.พิษณุโลก มุ่งหน้ามาหางานทำที่ กทม. ระหว่างนั้นได้รู้จักกับ น.ส.เอื้อมพรบนรถไฟ และได้ติดต่อกันเรื่อยมา โดยก่อนเกิดเหตุได้ไปหาผู้ตายที่ทำงาน แต่ น.ส.เอื้อมพรยังไม่เลิกงาน เลยนั่งรอจนถึง 1 ทุ่ม หลังเลิกงานผู้ตายได้พาไปที่ห้องพัก พร้อมทั้งแวะซื้อของที่ร้านเซเว่นฯที่หน้าปากซอย วันรุ่งขึ้นผู้ตายได้ออกไปทำงาน ปล่อยให้ตนอยู่ที่ห้องคนเดียว


ตกเย็นหลังเลิกงานผู้ตายได้มารับไปซื้อของที่โลตัสเอ็กซ์เพรสแล้วกลับเข้าห้อง เลยเอ่ยปากทวงเงิน 2,000 บาทที่ผู้ตายรับปากว่าจะให้ยืม แต่ น.ส.เอื้อมพรบ่ายเบี่ยง ทำให้ทะเลาะมีปากเสียงกัน ผู้ตายได้คว้าสากกระเบือปาใส่ ด้วยความโมโหจึงใช้สากทุบศีรษะและลำคอหลายครั้ง ก่อนเก็บเสื้อผ้าเพื่อจะหลบหนี แต่ผู้ตายที่ยังมีสติได้หยิบมีดทำท่าจะฟัน จึงเข้าแย่งมีดและจับเชือดคอจนขาดใจตาย จากนั้นล้างทำความสะอาดคราบเลือดในห้องน้ำแล้วออกไปซื้อน้ำมันนำมาราดศพและที่นอนเพื่อจุดไฟเผา แต่กลัวคนข้างห้องรู้ เลยยังไม่ได้เผา แล้วขี่รถ จยย.ของผู้ตายไปจอดทิ้งไว้ที่ตลาดเจ้าพรหม  แล้วนั่งรถไฟกลับไปหาเมียที่  จ.พิษณุโลก


ผู้ต้องหาให้การอีกว่า หลังจากนั้นได้หลบหนีเข้ากรุงเทพฯแล้วนำทรัพย์สินของผู้ตายที่นำติดมือมาไปขาย ประกอบด้วยสร้อยคอทองคำไม่ทราบน้ำหนักได้เงินมา 1,200 บาท และโทรศัพท์มือถือราคา 600 บาท แต่ไม่รู้จะหลบหนีไปไหนเลยเข้าไปแฝงตัวอยู่กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมกันอยู่ในทำเนียบรัฐบาล จนกระทั่งกลุ่มพันธมิตรฯประกาศสลายตัว จึงย้อนกลับไปหาภรรยาที่  จ.พิษณุโลก  โดยไปเช่าหอพักเป็นที่กบดาน กระทั่งถูกตำรวจตามจับกุมได้ดังกล่าว
 
 

ข้อมูลจากไทยรัฐ

โดย ดำตานี

 

กลับไปที่ www.oknation.net