วันที่ ศุกร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ที่มั่นสุดท้ายของเจ้านโรดม รณฤทธิ์


                               

                สมเด็จเจ้านโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา ได้ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้ง เจ้านโรดม รณฤทธิ์ (พระเชษฐาต่างพระมารดา) เป็นประธานคณะที่ปรึกษาของพระองค์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยที่น่าสังเกตคือการแต่งตั้งดังกล่าวนี้ได้มีขึ้นหลังจากที่ เจ้ารณฤทธิ์ ได้ประกาศอำลาจากเวทีการเมืองในฐานะผู้นำพรรคนโรดม รณฤทธิ์ ที่ประสบกับความพ่ายแพ้ต่อพรรคประชาชนกัมพุชาของ ฮุน เซนอย่างราบคาบในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมปีนี้

                โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญของกัมพูชานั้นได้บัญญัติห้ามสมาชิกของราชวงศ์ในกัมพูชานั้นครองตำแหน่งในราชสำนัก และตำแหน่งทางการเมืองในคราวเดียวกัน แต่ถึงกระนั้น การแต่งตั้ง เจ้ารณฤทธิ์ ในครั้งนี้ก็นับว่าเป็นการช่วยกอบกู้สถานภาพทางสังคมของ เจ้ารณฤทธิ์ ได้ทันเวลาพอดี

                ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการที่พรรคของ เจ้ารณฤทธิ์ ได้รับการเลือกตั้งมาเพียง 2 ที่นั่งจากทั้งหมด 123 ที่นั่งในสภาแห่งชาติชุดปัจจุบันของกัมพูชานั้นถือเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงความตกต่ำอย่างสุดๆในชีวิตทางการเมืองของ เจ้ารณฤทธิ์ เลยก็ว่าได้

เพราะการที่เคยเป็นถึงผู้นำพรรคการเมืองอันดับ 1 อย่างพรรคฟุนซินเปกซึ่งมีชัยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 1993 และก็ได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 ในช่วงปี 1993-1997 ทั้งยังเคยเป็นประธานสภาแห่งชาติกัมพูชาถึง 2 สมัยติดต่อกันหลังจากการเลือกตั้งในปี 1998 และปี 2003 สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของ ฮุน เซน แต่ก็ต้องจำใจลาจากการเมืองเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาสำหรับเชื้อพระวงศ์อย่าง เจ้ารณฤทธิ์ เป็นแน่

แต่จะว่าไปแล้วการตกต่ำแบบสุดๆเช่นนี้ก็เป็นเพราะการกระทำของ เจ้ารณฤทธิ์ เองทั้งสิ้น โดยเริ่มจากการหลงระเริงในอำนาจเมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ถึงขนาดที่ได้สั่งปลด สัม รังสี จากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง เพื่อลดปัญหาขัดแย้งในการร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน ซึ่งครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ในช่วงเวลานั้น

ครั้นต่อมา เจ้ารณฤทธิ์ ก็ยังได้ใช้อำนาจเพื่อกดดันให้ สัม รังสี ออกจากพรรคฟุนซินเปกอีกต่างหาก ด้วยหวังว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการพิสูจน์ถึงความจริงใจที่ตนมีต่อ ฮุน เซน ซึ่งได้ขานรับการที่ สัม รังสี ถูกขับออกจากพรรคฯ ด้วยการประกาศยืนยันว่าจะขอเป็นนายกรัฐมนตรีร่วมกับ เจ้ารณฤทธิ์ ไปจนกว่ากัมพูชาจะหลุดพ้นจากสภาพด้อยพัฒนาเลยทีเดียว

แต่สิ่งที่ เจ้ารณฤทธิ์ ลืมนึกถึงไปคือการขับ สัม รังสี ออกจากพรรคฟุนซินเปกนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของความแตกแยกภายในพรรคฟุนซินเปก เพราะการที่ สัม รังสี ได้จัด ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาโดยใช้ชื่อของตนเองเป็นชื่อพรรคนั้น ก็คือการแย่งชิงผู้สมัครแข่ง ขันในการเลือกตั้งทั่วไประหว่างกันเอง ซึ่งก็เป็นผลทำให้พรรคประชาชนฯของ ฮุน เซน มีชัยในการเลือกตั้งทั่วไปเหนือพรรคฟุนซินเปกและพรรคสัม รังสี นับจากปี 1998 เป็นต้นมา ทั้งยังทำให้ ฮุน เซน ได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงผู้เดียวนับแต่นั้นมาอีกด้วย

การกระทำต่างๆนานาของ เจ้ารณฤทธิ์ นับจากปี 1993 เป็นต้นมาไม่เพียงจะส่ง ผลให้เกิดความขัดแย้งและแตกแยกภายในพรรคฟุนซินเปกเท่านั้น แต่ด้วยการกระทำที่มุ่งเน้นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ อย่างเช่นการสมรสใหม่กับดาราสาวชื่อดังรุ่นคราวลูก และการขายที่ดินพร้อมอาคารสำนักงานพรรคฯในเขตใจกลางกรุงพนมเปญแล้วนำรายได้กว่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตนนั้นต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่ส่งผลให้ชีวิตของ เจ้ารณฤทธิ์ ต้องตกต่ำอย่างสุดๆในทุกวันนี้ทั้งสิ้น

เพราะการสมรสใหม่นั้นได้ทำให้อดีตพระชายาของ เจ้ารณฤทธิ์ หันไปร่วมมือกับ ฮุน เซน เพื่อเล่นงาน เจ้ารณฤทธิ์ ในด้านจริยธรรมและศีลธรรมของผู้นำในทางการเมือง ส่วนการขายที่ดินพร้อมอาคารสำนักงานของพรรคฯนั้นก็ถึงขนาดทำให้ เจ้ารณฤทธิ์ ถูกขับออกจากพรรคฯ ทั้งยังถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์อันเป็นมูลเหตุทำให้ เจ้ารณฤทธิ์ ต้องหอบพระชายาใหม่พร้อมกับองค์ชายน้อยหนีออกนอกประเทศอีกด้วย

ภายหลังจากที่ต้องพาครอบครัวใหม่เร่ร่อนอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลากว่า 2 ปีติดต่อกัน เจ้ารณฤทธิ์ ก็ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับกัมพูชาได้ ด้วยการได้รับพระราช ทานอภัยโทษจากกษัตริย์ สีหมุนี โดยการเห็นชอบจาก ฮุน เซน ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากพรรคนโรดม รณฤทธิ์ ในการจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้เป็นการตอบแทน และก็เป็นผลทำให้ สัม รังสี ถูกหักหลังทางการเมืองจากการกระทำของ เจ้ารณฤทธิ์ อีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การได้รับตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษาของกษัตริย์ สีหมุนี ครั้งนี้ถึงแม้ว่าจะถือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ต้องจำยอมก็ตาม แต่ด้วยตำแหน่งที่ถือว่ามีสถานะเท่าเทียมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ ฮุน เซน นั้นก็ทำให้ เจ้ารณฤทธิ์ แอบวาดความหวังไว้ว่าตนจะสามารถกอบกู้สถานภาพผู้นำทางการเมืองกลับคืนมาได้ในวันข้างหน้า

ซึ่งนั่นก็ด้วยการดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อเสริมสร้างพระบารมีของกษัตริย์องค์ปัจจุบันให้เป็นที่เคารพและศรัทธาของชาวเขมรทั้งปวงให้ได้อย่างแท้จริงด้วยการมุ่งเน้นพระราชกรณียกิจไปในการสงเคราะห์ชาวเขมรผู้ยากไร้เป็นสำคัญเพราะสถาบันกษัตริย์ของกัมพูชาได้ละเลยเรื่องนี้มาในตลอดช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ เนื่องจากมัวแต่ไปสาละวนอยู่กับปัญหาทางการเมือง ซึ่งเป็นการแย่งชิงอำนาจระหว่าง เจ้ารณฤทธิ์ กับ ฮุน เซน มาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ครั้นเมื่อ ฮุน เซน เป็นฝ่ายชนะอย่างขาดลอย ในขณะที่ เจ้ารณฤทธิ์ นั้นกลับต้องไปเร่ร่อนอยู่ในต่างประเทศ จึงจำต้องยอมรับสภาพด้วยการประกาศสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของ ฮุน เซน ต่อเนื่องด้วยการประกาศวางมือจากการเมืองเพื่อแลกกับการได้รับโอกาสในการเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในกัมพูชาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ เจ้ารณฤทธิ์ ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ใหม่ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาทั้ง 26 คนของกษัตริย์ สีหมุนี อย่างเป็นทางการนั้นก็มีปัญหาใหม่เกิดขึ้นอีกจนได้ และที่สำคัญปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความทุกข์ยากของชาวเขมรอีกด้วย หากแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกิจการส่วนตัวของ เจ้ารณฤทธิ์ อยู่เช่นเดิม

กล่าวก็คือ เจ้ารณฤทธิ์ ได้ขู่ที่จะฟ้องร้องต่อศาลเพื่อดำเนินคดีและเอาผิดในฐาน หมิ่นประมาทกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่ง ซึ่งได้เสนอข่าวที่มีเนื้อหาสาระในทำนองที่ว่า เจ้ารณฤทธิ์ ได้เรียกร้องให้ ฮุน เซน จัดสรรงบประมาณสำหรับสร้างบ้านพักส่วนตัวในอาณาบริเวณของวังเขมรินทร์ให้กับพระองค์ อีกทั้งยังได้ขอให้ ฮุน เซน บรรจุตำแหน่งงานให้กับบรรดาผู้ติดตามของตนเองอีกกว่า 200 คนด้วยในขณะเดียวกัน

โดยถึงแม้ว่า เจ้ารณฤทธิ์ จะได้ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่มีเรื่องดังกล่าวนี้เกิดขึ้นและหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับนี้ก็ได้รายงานข่าวที่ไม่มีมูลความจริงด้วยก็ตาม แต่ก็มีข้อที่น่า สังเกตอย่างยิ่งประการหนึ่ง ซึ่งก็คือหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับดังกล่าวนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ฮุน เซน เป็นอย่างมาก

เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ามองในด้านนี้ ก็น่าจะเป็นไปได้ด้วยเช่นกันที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับดังกล่าวนี้ได้รับข้อมูลจาก ฮุน เซน หรือคนใกล้ชิดของ ฮุน เซน โดยตรงและ เมื่อประกอบกับการกระทำที่ผ่านมาของ เจ้ารณฤทธิ์ ด้วยแล้ว จึงทำให้รายงานข่าวชิ้นนี้ดูมีน้ำหนักที่น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นอีกต่างหาก

แน่นอนว่าคำถามที่เกิดขึ้นติดตามมาก็คือถ้าหากว่าข้อมูลดังกล่าวนี้ออกมาจากทางฝ่ายของ ฮุน เซน จริงๆ แล้วฝ่ายของ ฮุน เซน จะได้รับประโยชน์อย่างใดจากข้อมูลที่ได้มีการเผยแพร่ไปสู่การรับรู้ของชาวเขมรอย่างกว้างขวางในเวลานี้

แต่ถ้าหากพิจารณาย้อนหลังกลับไปเมื่อกลางปีนี้ ก็ปรากฏว่า สมเด็จเจ้าสีหนุ ผู้ซึ่งเป็นอดีตกษัตริย์ ทั้งยังเป็นพระราชบิดาของ เจ้ารณฤทธิ์ และกษัตริย์องค์ปัจจุบันด้วยนั้นได้เปิดเผยผ่านทาง Website ส่วนพระองค์ว่ากษัตริย์ สีหมุนี พระโอรสของพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะสละราชบัลลังก์ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนที่ฝรั่งเศสเหมือนเคยนั้นก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่การแต่งตั้งให้ เจ้ารณฤทธิ์ เป็นประธานคณะที่ปรึกษาของกษัตริย์ในครั้งนี้เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับกับสถานการณ์ดังกล่าว

เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการสกัดกั้นเส้นทางที่ เจ้ารณฤทธิ์ จะก้าวขึ้นสู่การครองราชบัลลังก์ในวันข้างหน้าอันจะนำมาซึ่งความยุ่งยากนานาประการต่อฝ่ายของ ฮุน เซน นั้น จึงทำให้ฝ่ายของ ฮุน เซน ต้องดำเนินมาตรการวางเพลิงเผาราชบัลลังก์ ซึ่งถือเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของ เจ้ารณฤทธิ์ แล้วและก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลลัพธ์ตามต้องการด้วย เพราะจากการสำรวจความคิดเห็นของชนชั้นกลางเขมรกว่า 1,500 คน พบว่ามีอยู่ถึง 70% ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญไปสู่ระบอบสาธารณรัฐแล้ว

ส่วนทางด้าน สมเด็จเจ้าสีหนุ นั้นก็กำลังประชวรอย่างหนักอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่อดีตกษัตริย์องค์นี้จะมีกำลังวังชาที่จะช่วยพระโอรสของพระองค์ในการที่จะกอบกู้สถานภาพแห่งราชบัลลังก์ให้กลับคืนมาเป็นที่เคารพและศรัทธาในหมู่พสกนิกรชาวเขมรได้เหมือนกับในช่วงสังคมราษฎร์นิยมเมื่อกว่า 50 ปีก่อน!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

 

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net