วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ระวัง'ดีเอ็นเอด้อย'ปชป. / เก่งแต่ปาก-ทำงานไม่เป็น'ยังอยู่'


           ผลพวงจากพรรคประชาธิปัตย์ว่างเว้นจากการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างหมดรูปเมื่อวันที่ 6 ม.ค.2544 ให้กับพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นพรรคการเมืองใหม่ แต่ "เรียนรัด" ไล่ซื้อนักการเมืองรุ่นลายครามเข้ามาสังกัด
           ทำให้การกลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลอีกครั้ง ภายใต้การนำของนักการเมืองรุ่นใหม่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ "นายกรัฐมนตรีของเรา" นับตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.ที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง จนถึงวันนี้ก่อนแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ (29 ธ.ค.) ผ่านมาได้แค่ 15 วันแต่ถือได้ว่า "ทำงานเป็น" เริ่มเข้าตาชาวบ้านพอสมควร ผลสำรวจของหลายสำนักจึงออกมาในแนวทางเดียวกันคือ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ทำให้คนไทยมีความสุขมากขึ้น


           ระบอบประชาธิปไตยก็ดีอย่างนี้ เมื่อนักการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัต ย์     "ถูกประชาชนลงโทษ" ไม่เลือกเข้ามามากพอทำให้ตกเป็นฝ่ายค้านยาวนานเกือบ 8 ปี สามารถปรับเปลี่ยนนิสัยดั้งเดิมที่อาจจะเป็นวัฒนธรรมองค์กรของพรรคเก่าแก่ที่ "เก่งแต่ปาก-ดีแต่พูดโวหาร" โต้ตอบคนอื่น จนกลายเป็น "ดีเอ็นเอ" หรือแบรนด์ของประชาธิปัตย์ที่อุดมไปด้วยนักพูด, นักโต้วาที, พวกหัวหมอ ฯลฯ มักจะเจริญรุ่งเรืองเป็น "นักการเมืองอาชีพ"
           เริ่มมีความพยายามจะ Re-Branding ไม่ให้ "เก่งแต่ปาก-ดีแต่พูดโวหาร-ทำงานไม่เอาอ่าว" มาเป็น "ไม่ใช่เก่งแต่ปาก-โวหารเริ่มน่าฟัง-กล้ารับคำท้าทายด้วยการให้รอดูผลงาน"
           จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของ "ดีเอ็นเอ" เดิมของคนเก่าแก่พรรคนี้จะสำแดงตัวออกมาอีก ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ปากเก่ง-เล่นคำ" อย่าง "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" และอีก 2 -3 คนที่ออกอาการ "ขาดสติ" แสดงความผิดหวังจากการไม่ได้เป็นรัฐมนตรี จนทำให้ "งานเข้า" จากพรรคเพื่อไทยที่กำลังย้อนรอยใช้ลีลาเดิมของพรรคประชาธิปัตย์มาทิ่มแทง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ไม่ให้มีสมาธิในการทำงาน
            อีกตัวอย่างของดีเอ็นเอ ปชป.ปากเก่ง-ทำงานไม่ เป็น ยังสำแดง อ ยู่ใน "สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล" ที่มีอดีตเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 จังหวัดเชียงใหม่ และเคยเป็น "คนชังทักษิณ" เข้ากระดูก  เมื่อคราวแพ้ประมูลขายเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าหน่วยราชการทุกครั้ง แต่อกหักกับประชาธิปัตย์ย้ายมาอยู่กับพรรคไทยรักไทยกลายเป็น "คนรักทักษิณ" อย่างหัวปักหัวปำ
            แต่เอาเถอะ ขอให้กำลังใจ "ฝ่ายค้านหัดใหม่" อย่างคุณสุรพงษ์และพลพรรคเพื่อไทย จงตั้งอกตั้งใจทำหน้าที่ "ฝ่ายค้าน" อย่างที่ ปชป.เคยทำมาอย่างต่อเนื่อง 7-8 ปี  เวลาจะช่วยปรับเปลี่ยนนิสัยสันดานสลัด "ดีเอ็นเอด้อย" "ปากเก่ง-ทำงานไม่เป็น" ออกไปได้
           รวมทั้ง "ผู้ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านชั่วคราว" ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต EX-ปชป.เช่นกันที่มีความสามารถพัฒนา "ดีเอ็นเอด้อย" "ปากเก่ง-ทำงานไม่เป็น" กลายพันธุ์เป็น "ปากอวดเก่ง-ทำงานด้วยปาก"
           ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่พลาดหวังจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่กำลังถลำลึกกับการกู้ชื่อจาก "พญาแร้งอีสาน" ให้กลับมาเป็น "อินทรีอีสาน" ดังเดิม
           หัวหน้าพรรคประชาราช "เสนาะ เทียนทอง" ที่ยังหลงเลอะเทอะอยู่กับความสำเร็จในอดีต "ผู้จัดการรัฐบาล" จนทำให้สังคมเกิดความงงงวยกับปรากฏการณ์ "แฝดสามมหัศจรรย์ทางการเมือง" เสนาะ-เฉลิม-ประชา ที่คงเก็บ "ยาดี" จากคนต่างแดนไว้กินเองเสียมากกว่า  ทำให้แท้งกลางสภาผู้แทนราษฎรจนน้ำคร่ำยังเลอะเปรอะทั้งสภา
           กระบวนการ Re-Branding และ Re-Process สไตล์การทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ผ่าน "นายกรัฐมนตรีของเรา" ในช่วง 15 วันที่ผ่านมาที่ดูทันสมัยและกระฉับกระเฉง เพื่อลบล้างแบรนด์ "ชวนเชื่องช้า" ที่เป็นดีเอ็นเอเด่นของพรรคนี้ถือว่าทำได้ดีพอสมควร แต่จะยั่งยืนหรือไม่  ยังเป็นคำถามของสังคมที่รอการพิสูจน์
          โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ถึงขั้นกล้าประกาศว่าถ้าหากภายใน 3 เดือน มาตรการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจ 3 แสนล้านบาทที่ประกาศออกมาใช้ไม่ได้ผล พร้อมจะให้คนอื่นเข้ามาทำงานแทน
           ระยะเดือนแรก สังคมโดยทั่วไปมีระดับความ "ไว้วางใจหรือเชื่อใจ" (Trust) ในตัว "นายกรัฐมนตรีของเรา" มากกว่าอดีตนายกรัฐมนตรี 2 คนที่ผ่านมา ทั้ง "สมัคร สุนทรเวช" กับ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" โชคร้ายเริ่มต้นจากความ "ไม่ไว้วางใจ-ไม่เชื่อใจ" ว่าไม่ได้เป็น "นอมินี" ของอดีตนายกฯ ทักษิณที่ต้องการแก้ปัญหาให้ตัวเองมากกว่าบ้านเมือง


          แต่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" จะสามารถก้าวไปถึงระดับ "ความเชื่อมั่น" (Confidence) หรือไม่  ยังเป็น Topic of the Town ของทุกภาคส่วนของสังคมที่ถามไถ่กันว่าหน้าตาของคณะรัฐมนตรีในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลช่างขี้เหร่ไม่แพ้ชุดก่อนๆ ตามประสาการเมืองเก่า
          ทำให้ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในความเป็น "ทีมเศรษฐกิจ" ที่มีเอกภาพและมีความสามารถเพียงพอในการรับมือ "วิกฤติการเงิน-เศรษฐกิจ" ที่คุกคามทั้งโลกได้หรือไม่
          ยิ่งบรรดา "ผีเจาะปาก" คนเสื้อแดง กำลังพยายามทุกวิถีทางทำลาย "ความน่าเชื่อถือ" ของแบรนด์อภิสิทธิ์ให้กลายเป็น "มาร์คก๊อบปี้" นโยบายประชานิยมของอดีตนายกฯ ทักษิณเท่านั้นเอง เพื่อไม่ให้ไต่ระดับไปถึงระดับ "ความเชื่อมั่น" จึงเป็นโจทย์สำคัญของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่หลังปีใหม่ไปแล้วควรจะเพลาๆ "การสร้างภาพ" โฆษณาชวนเชื่อลงบ้าง เพื่อไม่ให้เฝือเกินไปหรือเอียนจนอ้วก เช่น จดหมายรักและคิดถึงยายเนียม, เดินดินกินข้าวแกงร้านสโมสร ฯลฯ แล้วหันมาลงมือ "ทำงาน" อย่างหนักหลังแถลงนโยบายตามสูตร 24/7 ยี่สิบสี่ชั่วโมงเจ็ดวัน
           วิธีการนี้จะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยกระดับความคาดหวังของสังคมจาก Trust ไปสู่ Confidence ได้ในระยะเวลา 99 วัน  แม้ว่าหลายเรื่องจะยังไม่ประสบความสำเร็จทันที  แต่หากสามารถทำให้วิกฤติเศรษฐกิจในปีหน้าทรงตัวอยู่ได้  ไม่ทรุดหนักลงไปถึงระดับเผาจริง
           เรื่องหลักๆ ที่จะต้องทำให้ได้-ทำให้เห็นผลจับต้องได้มากกว่าคำพูดสวยหรูของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" เช่น
            - จะต้องทำให้ภาวะคนตกงานจำกัดตัวเองอยู่เฉพาะบริษัทผลิตส่งออกสินค้าบางประเภท ที่ออเดอร์หายจากวิกฤติเศรษฐกิจในต่างประเทศ โดยยังไม่ลามเข้ามาในบริษัททั่วไปที่อาศัยกำลังซื้อในประเทศ
            - จะต้องทำให้เงินอัดฉีด 3 แสนล้านบาทสัมฤทธิผลโดยเร็ว อย่าใช้วิธี "ส่งต่อไม้ไอติม" แต่ควรจะใช้วิธี "DTH" Direct- to-Home เพื่อให้สามารถดึง "กำลังซื้อ" ของผู้บริโภคกล้าออกมาจับจ่ายใช้สอย พร้อมๆ กับการขยายข่าวดีเป็นระยะๆ เพื่อลดความวิตกกังวลกับอนาคตของตัวเองว่าจะตกงาน
           - จะต้องทำให้ภาวะท่องเที่ยวประเภท In-Bound เริ่มกลับเข้ามาตั้งแต่ไตรมาสที่สองปีหน้า   เร่งด่วน Repair ซ่อมภาพลักษณ์ประเทศไทยบ้านป่าเมืองเถื่อนจากความรุนแรงให้กลับมาเป็น "Land of Smile" และ Revamp ยกเครื่องแผนดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อให้ Re-visiting ประเทศไทยหลังจาก "ช็อก" เตลิดกลับประเทศจากการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
           ด้วยการวางแผนจัดในระดับ World Event ทุกๆ 1-2 เดือนๆ ละ 1 สัปดาห์ เช่น 31 ธ.ค.เริ่มต้นจากการดูแลงาน Countdown ปีใหม่นี้ในหลายๆ งานให้ไม่มีเหตุร้ายและกระจายออกสื่อระดับโลก, ก.พ.ประชุมอาเซียนซัมมิตที่เชียงใหม่ไม่ควรย้ายมากรุงเทพฯ แต่ควรจะเนรมิตมหานครเชียงใหม่ด้วยการระดมสร้างสวนดอกไม้สวยสะพรั่งทั้งเมือง, เม.ย.จัดมหาสงกรานต์ของโลกในภูมิภาคอินโดจีนโดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง ฯลฯ
           - จะต้องสร้าง "Thailand Team" (แนวคิดเดิมของอดีตนายกฯ ทักษิณ) แต่ปรับใหม่ระดม "ยอดฝีมือ" จากภาคเอกชนและภาครัฐเป็นหลายๆ ทีมตามความเชี่ยวชาญตลาดต่างประเทศเพื่อบุกตลาดคราวเดียวกันหลายๆ ประเทศภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า 
           โดยไม่ควรรอ "นายกรัฐมนตรีของเรา" นำทีมไปอย่างเดียว ภารกิจหลัก 3 อย่างคือการ Repair ซ่อมภาพลักษณ์ของประเทศ, แคมเปญรักษาออเดอร์ตลาดส่งออกกับเร่งหาตลาดใหม่และออกแรงสุดแรงเกิดในการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับไทยให้ได้ภายในเร็ววัน
           ค่อนข้างมั่นใจเรื่องเหล่านี้ไม่เกินสติปัญญาความคิดของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่มีความสามารถในการเรียนระดับสอบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งของสาขาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ได้คะแนนสูงสุดของนักศึกษารุ่นเดียวกันของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
          แต่กลับห่วง "ดีเอ็นเอด้อย" เก่งแต่ปาก-ทำงานไม่เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ได้หายไปไหน แต่ยังฝังลึกอยู่ในบรรดา "นักการเมืองอาชีพ" ที่ผิดหวังจากการเป็นรัฐมนตรีครั้งนี้กำลังรอวันสำแดงตัวออกมา จนทำให้ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ขาดสมาธิในการบริหารประเทศ   

โดย อดิศักดิ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net