วันที่ อังคาร ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิปริตหนัก พระตุ๊ด เณรแต๋ว ฉีดหน้าเสริมทรง


    วันนี้ (30 ธันวาคม 2551) หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย ได้รายงานข่าวว่าได้รับแจ้งจากแกนนำกลุ่มเชียงใหม่อารยะว่า ได้รับการร้องเรียนจากเจ้าของคลีนิคในย่านตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทนพฤติกรรมพระตุ๊ด เณรแต๋ว ไม่ไหว เนื่องจากขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีบรรดาพระตุ๊ด เณรแต๋ว เป็นจำนวนมาก พากันไปฉีดโบท็อกซ์ตามคลีนิคเพื่อทำให้ใบหน้าเต่งตึงขาวใส

     พระตุ๊ด เณรแต๋ว ดังกล่าวนี้นิยมห่มจีวรสีเหลืองอมชมพูเพื่อให้ดูหวานแหวว และยังใช้ผ้ารัดอกให้นูนเต่งแล้วดึงผ้าอังสะให้รัดแน่นเพื่อให้เห็นความเต่งตึงชัดขึ้น ส่วนย่ามก็ตัดสายสะพานให้สั้นลง "ส่วนใหญ่มองว่าสวยงาม คล้ายสะพายกระเป๋ายี่ห้อหลุยส์วิคตอง"

     หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวได้รายงานข่าวต่อไปว่า อดีตเจ้าหน้าที่สังฆการจังหวัดเชียงใหม่ได้ให้ความเห็นว่า มีพฤติกรรมดังกล่าวแต่ไม่ผิดวินัยสงฆ์ คงเป็นเพียงพฤติกรรมที่โลกตำหนิติเตียนหรือโลกะวัชชะ ซึ่งหากผู้ใดพบเห็นควรแจ้งให้พระผู้ใหญ่ว่ากล่าวตักเตือนหรือให้สึกจากสมณะเพศ ในขณะที่นายจำลอง กิตติศรี ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ ได้ชี้แจงว่าได้ประสานงานไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ให้ขอความร่วมมือไปยังคลีนิคเพื่องดให้บริการกับพระเณดังกล่าว

     ผู้สันทัดกรณีให้ความเห็นว่า กรณีพระตุ๊ด เณรแต๋ว นั้น เกิดขึ้นจากพวกตุ๊ดและแต๋วเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาโดยพระอุปัชฌาย์ละเมิดหรือละเลยต่อพระธรรมวินัย ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของคณะสงฆ์ในการให้บรรพชาอุปสมบท และหลายกรณีก็มีข้อสงสัยว่าพระผู้ใหญ่บางรูปก็มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปกติ จึงอยากให้มีเด็กหนุ่ม ๆ ที่เป็นตุ๊ดและแต๋วเข้ามาบวช เพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศ ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กหากเป็นเรื่องใหญ่ เพราะอาจผิดทั้งกฎหมายข้อบังคับของคณะสงฆ์และผิดพระวินัย

     ผู้สันทัดกรณีกล่าวอีกว่า ตามพระธรรมวินัยนั้น ห้ามไม่ให้บวชแก่คนที่เป็นบัณเฑาะว์ ซึ่งในอดีตหมายถึงคนที่มีสองเพศ แต่ก็หมายความรวมไปถึงเพศชายที่มีจิตใจเป็นหญิง หรือเพศชายที่ต้องการเสพสังวาสกับเพศชายด้วยกัน คนจำพวกนี้พระพุทธเจ้าห้ามมิให้บรรพชาอุปสมบท พระอุปัชฌาย์ใดไปให้บรรพชาอุปสมบทก็ผิดพระวินัยและผิดกฎหมายด้วย

     และเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องแค่โลกติเตียน แต่เป็นเรื่องการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา เพราะลึกลงไปนั้นการมีพฤติกรรมดังกล่าวย่อมสืบเนื่องไปถึงการร่วมเพศหรือการเสพเมถุนด้วยเสมอ หากติดตามสอดส่องให้ดีก็จะพบพฤติการณ์ดังกล่าวแน่ พฤติกรรมนี้เป็นความผิดฐานปาราชิกทีต้องสึกและพ้นจากความเป็นภิกษุทันที

     การที่เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นในพื้นที่ไหนก็หมายความว่ามีความวิปริตผิดพระธรรมวินัยขึ้นในพื้นที่นั้น ควรที่คณะสงฆ์และสำนักงานพระพุทธศาสนาจะต้องรับผิดชอบดูแลแก้ไข ไม่ใช่แค่ขอความร่วมมือคลีนิคเพื่อไม่ให้บริการ ซึ่งไม่แก้ปัญหา เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องซวยส่งท้ายปีเก่าของปี 2551.

ที่มา : www.paisalvison.com

โดย paisal

 

กลับไปที่ www.oknation.net