วันที่ อังคาร ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แถลงนโยบายฉลุย (แต่) "สุเทพ-เนวิน" ยังต้องเหนื่อย


หลังจากรัฐสภาได้แจ้งย้ายสถานที่ประชุมเพื่อให้รัฐบาลได้แถลงนโยบายตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไปที่กระทรวงการต่างประเทศเมื่อเช้าวันนี้ (30 ธันวาคม 2551) มีสมาชิกเข้าร่วมประชุมครบเป็นองค์ประชุม ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกทั้งฝ่ายรัฐบาลและสมาชิกฝ่ายค้านบางส่วน หลังจากนั้นที่ประชุมมีมติให้งดใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับสถานที่ประชุมเนื่องจากมีความจำเป็นเพราะมีการปิดล้อมรัฐสภา ไม่สามารถใช้เป็นที่ประชุมได้

ต่อจากนั้นคณะรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติและแล้วเสร็จในช่วงต้นบ่าย เสร็จจากการแถลงนโยบายแล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นวาระพิเศษที่ทำเนียบรัฐบาลทันที และหลังจากแถลงนโยบายแล้ว นอกจากรัฐบาลต้องบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายที่ได้แถลง ยังต้องทำแผนบริหารราชการแผ่นดินและแผนตรากฎหมาย ซึ่งต้องรวมถึงกฎหมายต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ต้องตราขึ้นภายในเวลาที่กำหนด และยังตกค้างมาถึงรัฐบาลนี้อีกด้วย

การแถลงนโยบายเป็นด่านสำคัญทางการเมืองด่านแรกที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องฟันฝ่าและสามารถผ่านไปได้โดยราบรื่นตามคาด โดยมิได้เกิดความรุนแรงขึ้นแต่ประการใด แต่ทว่าศึกการเมืองที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องฝ่าด่านสำคัญในปีนี้ยังมีอีก 2 ด่าน คือ การเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งที่ว่างลง เพราะการยุบพรรคการเมือง 3 พรรค จำนวน 29 เขต และการรับมือกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในต้นปีหน้า หลังจากสภาเปิดสมัยประชุมสมัยสามัญทั่วไป

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ยังคงต้องมีภารกิจในการรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแทนนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เพื่อรักษาพื้นที่กรุงเทพมหานครไว้ให้ได้ แต่ผลการสำรวจโพลต่าง ๆ ในขณะนี้ปรากฏว่าหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธ์ บริพัตร ยังคงมีคะแนนนำลิ่ว เหนือกว่าคู่แข่งคนอื่นชนิดขาดลอย หรือที่เรียกว่าแบบม้วนเดียวจบ

แต่ทว่าในการฝ่าด่านสำคัญด่านที่สองนั้น มีนัยยะสำคัญทางการเมืองและต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะขณะนี้รัฐบาลมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านอยู่ 38 เสียง เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อมถึง 29 เขต ฝ่ายรัฐบาลจึงต้องพยายามช่วงชิงคะแนนเสียงให้มีสัดส่วนที่ห่างกันเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นภาระอันหนักของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน และได้ร่วมหอลงโรงเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว เพราะพื้นที่เกือบทั้งหมดเคยเป็นพื้นที่เดิมของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน

แต่โดยข้อจำกัดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องสังกัดพรรค 90 วัน ทำให้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถส่งผู้สมัครได้ครบทุกเขต ล่าสุดได้แถลงว่าคงสมัครได้เพียง 17 เขตเท่านั้น ดังนั้นอีก 12 เขตที่เหลือจึงเปิดโอกาสโล่งสะดวกให้แก่พรรคฝ่ายรัฐบาลที่จะช่วงชิงคะแนนเสียงนี้มาเพิ่มให้กับฝ่ายรัฐบาล

ในส่วน 17 เขตที่จะต้องแข่งขันกับพรรคเพื่อไทยนั้น ขณะนี้ภายในพรรคเพื่อไทยได้แตกคอกันเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ในเรื่องแนวทางบริหารจัดการพรรค และความหมดหวังที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นกำลังในการต่อสู้จึงอ่อนด้อยกว่าทุกครั้ง ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลผนึกกำลังกันเหนียวแน่น โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และกลุ่มเพื่อนเนวิน ตลอดจนบรรดามังกรทางการเมืองที่ร่วมหอลงโรงอยู่กับรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบ จึงเป็นไปได้ว่าใน 17 เขตที่ต้องแข่งขันกันนั้น ฝ่ายรัฐบาลอาจช่วงชิงเสียงได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 7 เสียง ทำให้เสียงฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 19 เสียง รวมเป็น 57 เสียง ซึ่งถือว่ามีเสถียรภาพมาก ทั้งนี้ยังไม่รวมถึง ส.ส. บางกลุ่มที่พร้อมจะเข้าร่วมรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา เช่น กลุ่มของพลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก กลุ่มของนายเสนาะ เทียนทอง และกลุ่มเพื่อนเก่าของกลุ่มเนวินอีกราว 40 คน 

 ดังนั้นการเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 11 มกราคม 2552 จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองด้วยความสนใจอีกเรื่องหนึ่ง.

โดย paisal

 

กลับไปที่ www.oknation.net