วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

American-America (2)




เมื่อครั้งที่ฉันได้ไปฝึกอบรม ณ สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute - IRRI) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ฉันมีเพื่อนสนิทที่เป็นคนอเมริกันคนแรก เธอชื่อ "Lini" เธอเกิดในปีก่อนหน้
าฉัน อายุเราสองคนห่างกันประมาณ 5 เดือน ซึ่งเมื่อถึงวันเกิดของฉัน เธอก็บอกกับฉันว่า "ตอนนี้เราอายุเท่ากันแล้วนะ" นอกจากนี้ เราก็ยังมีเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งเป็นชาวดัทช์ (ฮอลแลนด์) ชื่อ "Rob" ผู้ซึ่งเกิดปีเดียวกันกับฉัน แต่หลังจากฉันประมาณ 6 เดือน ซึ่งเมื่อถึงวันเกิดของเขา เพื่อนอเมริกัน "Lini" คนนี้ก็บอกว่า "ตอนนี้เราสามคนอายุเท่ากันแล้วนะ" ซึ่งฉันและ Rob เองก็ค่อนข้างงงๆ กับความคิดของเพื่อนอเมริกันคนนี้อยู่เหมือนกัน
 
"Lini" ได้ติดตามฉันมาเที่ยวเมืองไทย ฉันจึงได้พาเธอไปเที่ยวในที่ต่างๆ รวมทั้งร่วมติดตามไปราชการต่างจังหวัดกับฉันด้วย อย่างไรก็ตาม ฉันได้สังเกตเห็นเธอสนใจเพียงการถ่ายภาพอะไรก็ได้ที่เป็นความไม่น่าดู ตัวอย่างเช่น ภาพคนขอทาน ภาพขยะ ภาพถนนหนทางที่เป็นหลุมบ่อและโคลนตม เธอไม่ได้สนใจถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาสูงสวยงาม ที่ฉันเองนั้นได้แต่มองทอดสายตาทุกครั้งที่ได้ผ่านไปเห็น โดยไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่าย ในที่สุดฉันก็ได้ถามเธอไปตรงๆ ว่า ทำไมเธอถึงได้สนใจถ่ายรูปแต่เพียงภาพแห่งความเลวร้ายของประเทศไทยเท่านั้น เธอได้แต่ยิ้มสวยและไม่มีคำตอบใดๆ ทั้งสิ้น จากนั้นเธอก็ไม่ได้จดจ้องที่จะถ่ายภาพที่อุจาดตา (ต่อหน้าฉัน) อีกเลย
 

 
ฉันกับการไป "อเมริกา" ครั้งแรกในชีวิต
 
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าตัวฉันเองจับพลัดจับผลู ไปเจอประกาศรับสมัครเข้าค่ายอบรมผู้นำค่ายเยาวชนนานาชาติ (International Camp Counselor - ICCP) ของ YMCA ที่หาดจอมเทียน เมืองพัทยา ได้อย่างไร และในที่สุดฉันก็ได้ผ่านการคัดเลือกตั้งแต่รอบแรกไปจนถึงรอบสุดท้าย ให้ไปเป็นผู้นำเยาวชนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดเวลา 3 เดือน ในปี ค.ศ. 1988 (พ.ศ. 2531)
 
เมื่อวันแห่งการเดินทางมาถึง ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2531 พวกเราในฐานะผู้นำค่ายเยาวชน ICCP ชาวไทย จำนวน 18 ชีวิต ก็ได้ออกเดินทางพร้อมกันโดยสายการบิน Northwest Airlines จากกรุงเทพมหานคร แวะรับผู้โดยสารที่กรุงโตเกียว และเส้นทางต่อจากนั้น อิทธิฤทธิ์ของ "นางกวัก" ที่แม่ให้มา ก็ได้แสดงอานุภาพทันที มีชายหนุ่มญี่ปุ่นหน้าตาพอใช้ได้คนหนึ่งได้ขึ้นมานั่งข้างฉัน เขาเช่าหูฟังเผื่อฉัน (ผู้ซึ่งไม่มีวันที่จะยอมเสียเงินค่าหูฟังในเครื่องบิน).... นำผ้าห่มมาห่มให้ฉัน.... ชี้ชวนให้ฉันชมพระจันทร์ดวงกลมโต.... และชวนฉันให้ชม "ฟ้าเปลี่ยนสี" ในขณะที่เครื่องบินได้บินผ่านเส้นแบ่งวันเวลา (Dateline) ระหว่างซีกโลกตะวันออกกับซีกโลกตะวันตก....
 
ในที่สุดพวกเราก็เดินทางมาถึงสนามบิน JFK (John F. Kennedy) ในช่วงบ่ายแก่ๆ ของนครนิวยอร์ก โดยมีเจ้าหน้าที่ของ YMCA New York มารอต้อนรับ พาพวกเราขึ้นรถบัสสนามบิน ต่อไปยังสถานี subway และพาลง subway ต่อไปยังแมนฮัตตัน แล้วเดินเท้าต่อไปยัง Sloane House YMCA International Center ซึ่งพวกเราทุกคนได้พักค้างคืนอยู่ที่นั่น ฉันเองได้รูมเมทเป็นหญิงสาวชาวฟินแลนด์ ชื่อ ลอร่า (Laura) ผู้ซึ่งมีลักษณะแปลกๆ ก่อนเข้านอน เธอได้กระซิบบอกกับฉันว่า เธอมีความลับที่จะบอกว่าเธอนั้นใส่วิกผม เนื่องจากเธอเคยป่วยเป็นไข้แล้วเกิดผมร่วงหมดศีรษะ เธอขออย่าให้ฉันกลัว ก่อนเข้านอนเธอได้ถอดวิกผมออกแล้วใช้ผ้าโพกศีรษะแทน พอตกกลางดึกเธอก็แถมด้วยการนอนละเมอ เล่นเอาฉันเองนั้นกลัวขึ้นมาจับใจ
 
ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ในนครนิวยอร์กนั้น มีทั้งสีสัน ความสวยงาม ความสนุกสนาน ความตื่นเต้น และความน่าหวาดกลัว ฉันและเพื่อนๆ ได้ไปเยี่ยมชม เทพีแห่งเสรีภาพ (Statue of Liberty) อันเป็นสัญญลักษณ์ของนครนิวยอร์กด้วยความตื่นตาตื่นใจ และพวกเราได้ไปเข้ารับการปฐมนิเทศน์ ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมือง Long Island หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างที่อเมริกานั้นสวยงามยิ่งนัก น่าอยู่ เต็มไปด้วยเสน่ห์ และชวนให้หลงใหล

 

Photo: Statue of Liberty, New York City

 
หลังจบการปฐมนิเทศน์แล้ว ทุกๆ คนก็ถึงวาระต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ ฉันและเพื่อน ICCP อีกสองคน ได้ไปเข้าร่วมค่ายเป็นกรณีพิเศษที่ Camp "ABNAKI" ในมลรัฐเวอร์มอนท์ (Vermont) ณ ที่นั่น ผู้อำนวยการแคมป์มีบุคลิกลักษณะซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม "บ๊องๆ" คืนนั้นอากาศหนาวมาก และพวกเราก็ต้องนอนอยู่ใต้ผ้าห่มที่เหม็นกลิ่นลูกเหม็นอย่างรุนแรง ในช่วงสองวันแรกนั้นเป็นการทำความสะอาดทั่วไปในบริเวณค่ายที่พักเพื่อรอต้อนรับเด็กๆ ชาวแคนาดา นับว่างานหนักมาก แต่ก็สนุกสนาน และมีความสุขกับธรรมชาติ แต่อีกใจหนึ่งของฉันก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า นี่ตัวฉัน "ข้าราชการสาว" คนนี้ ต้องมาตกยากอยู่ที่ "อเมริกา" แล้วหรือไร
 
อย่างไรก็ตาม ความน่ารักและความไร้เดียงสาของเด็กๆ ก็ทำให้โลกทั้งใบสดใสมีชีวิตชีวา กว่าหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านไปจึงเป็นช่วงของวันเวลาที่มีค่า แถมด้วยการได้รับ pocket money ก้อนใหญ่เป็นค่าตอบแทน แล้วพวกเราก็ได้กลับมาที่นครนิวยอร์กอีกครั้งหนึ่ง

คราวนี้ มี "พี่เบ้ง" ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ที่สถานกงสุลไทย ณ นครนิวยอร์ก ได้มารับเพื่อนคนหนึ่งกับฉัน และเชิญให้ไปพักที่บ้าน พี่เบ้งเป็นคนที่น่ารักและมีน้ำใจมากที่สุดในโลก แต่ "พี่แต๋ว" ผู้ซึ่งเป็นภรรยานั้น เป็นคนปากร้ายและชอบพูดจาเชือดเฉือนเป็นที่สุด เธอซึ่งรู้จักกับ "ปอง" เพื่อน ICCP ของฉัน ได้พูดกับฉันว่า "เธอนี่บุญนะที่ได้รู้จักกับปอง ก็เลยได้มาพักที่นี่" นอกจากนั้นเธอก็ได้บอกกับฉันอีกว่า "ที่นี่มีห้องนอนเพียงสองห้องเท่านั้น ซึ่งอีกห้องหนึ่งเป็นของหลานสาวของพี่เบ้งเขา ถ้าเธอคิดว่าจะอยากไปนอนในห้องนั้น ก็ควรจะต้องรู้จักเกรงใจเขาบ้าง เพราะว่าจะเป็นการไปรบกวน" ฉันได้รีบออกตัวว่าฉันขอนอนที่พื้นในห้องรับแขกก็ได้ โดยที่ปองเพื่อนของฉันนั้นจะได้นอนบนโซฟา ซึ่งเธอก็แถมต่อไปอีกว่า "อ๋อ ปองนั้นน่ะ เขาต้องมีสิทธิได้นอนบนโซฟาแน่นอน เพราะว่าเราสองคนรู้จักกันมาก่อน" นอกจากนี้ เธอก็ตวาดใส่ปองกับฉันว่า "นี่ ไม่รู้หรือไงยะว่าจะต้องช่วยกันประหยัด กระดาษเช็ดมือน่ะไม่ใช่ว่าใช้ครั้งเดียวแล้วก็ทิ้ง ยังสามารถเอามาใช้ได้อีกนะยะ" เธอหมายถึง paper towel หรือกระดาษที่ใช้ในครัว ตอนนั้นฉันยังเด็กอยู่ ก็เลยคิดไปว่านี่คือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตที่อเมริกา ที่มีการนำเอา paper towel ที่ใช้แล้ว บีบน้ำทิ้ง และนำมาตากอยู่ในครัวจนเต็มไปหมด
 
เกือบหนึ่งอาทิตย์กับการได้ใช้ชีวิตในนิวยอร์กก่อนไปอยู่ประจำที่ค่ายของฉัน มีหลายครั้งที่ฉันได้เดินไปตามลำพังบนถนนหนทางในมหานครนิวยอร์ก ฉันสังเกตเห็นว่ามีเงินเหรียญเพนนีอยู่เกลื่อนกลาดมากมายตามริมถนนและสนามหญ้า ฉันจึงเพลิดเพลินอยู่กับการเดินเก็บเศษเงินเหรียญเพนนี ซึ่งหนักๆ เข้าก็เก็บรวบรวมได้หลายดอลลาร์ทีเดียว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนนิวยอร์กเขาทิ้งเงินกัน ไม่เหมือนกับบ้านเราเลยที่แม่สอนว่า "มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท"
 
ฉันมีเพื่อน ICCP คนไทยที่สนิทอีกคนหนึ่งชื่อ "น้อย" ซึ่งจบมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นผู้มีความสามารถมากในเชิงศิลปะ อย่างไรก็ดี น้อยมีปัญหากับทางค่าย จึงได้ตัดสินใจเลิกสัญญากับ ICCP และออกมาอยู่กับพี่คนไทยผู้ซึ่งเป็นแฟนของน้อย ที่มีอาชีพเป็นจิตรกรคนยากอยู่ในนครนิวยอร์ก ฉันได้ไปเที่ยวที่อพาร์ทเมนต์เล็กๆ ที่อยู่ใต้หลังคาของแฟนของน้อย และก็รู้สึกซาบซึ้งกับน้ำใจของทั้งสองคนที่ได้เชิญให้ฉันไปพักนอนด้วย ซึ่งแตกต่างอย่างมากมายกับคนไทยอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ในระดับ "คุณนาย" กงสุล
 
   

Photo: ค่าย WIND-IN-THE-PINES (WIP)


แล้วในที่สุดก็มาถึงวันเดินทางไปค่าย WIND-IN-THE-PINES (WIP) ในมลรัฐแมสซาชูเซตส์ของฉัน ซึ่งเป็นการเดินทางโดยรถไฟร่วมกับเพื่อน ICCP ชาติอื่นๆ อีก 5 คน ฉันจำได้ว่าพวกเราลงรถไฟที่เมือง Providence มลรัฐโรดไอร์แลนด์ มีคนมารอรับและพาพวกเราเดินทางต่อไปยังค่าย WIP ซึ่งที่นั่นมีบรรยากาศดีมาก เต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติ พวกเรานอนกันในเต๊นท์ ท่ามกลางป่าสน ทะเลสาบ เนินเขา และสัตว์ป่านานาชนิด ค่าย WIP นั้นเป็นค่ายของเด็กอนุกาชาด (girl scouts) เจ้าหน้าที่ทุกคน ล้วนแล้วแต่มีน้ำใจ ฉันถึงกับมีความรู้สึกว่าที่นั่นคือ...."บ้านหลังแรกของฉันที่อเมริกา"
 
หนึ่งเดือนเต็มของการอยู่ที่ค่าย WIP ฉันมีเพื่อนๆ มากมายที่เป็นที่รัก และฉันมีเด็กๆ มากมายที่รักฉัน เด็กๆ ขอให้ฉันร้องเพลงกล่อมก่อนเข้านอนทุกคืน ....


โอ้ละหนอดวงเดือนเอย
พี่มาเว้า รักเจ้าสาวคำดวง
โอ้ดึกแล้วหนอ พี่ขอลาล่วง
อกพี่เป็นห่วง รักเจ้าดวงเดือนเอย
 
ขอลาแล้วเจ้าแก้วโกสุม
พี่นี้รักเจ้าหนอขวัญตาเรียม
จะหาไหนมาเทียม
โอ้เจ้าดวงเดือนเอย
 
หอมกลิ่นเกสร เกสรดอกไม้
หอมกลิ่นคล้ายๆ เจ้าสูเรียมเอย
หอมกลิ่มกรุ่นครัน หอมนั้นยังบ่เลย
เนื้อหอมทรามเชย เอ๋ยเราละหนอ

 
แล้ววันหนึ่ง ฉันก็ได้รับจดหมายด่วนจากประเทศไทย โดยที่พี่สาวของฉันเป็นผู้จัดการส่งมาให้ บอกว่าฉันได้รับการคัดเลือกให้รับทุนรัฐบาลเบลเยี่ยมเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ฉันจึงต้องรีบเดินทางกลับประเทศไทยโดยด่วนที่สุด เพื่อดำเนินการเรื่องเซ็นสัญญาเดินทางไปประเทศเบลเยี่ยม ฉันร้องไห้ด้วยความดีใจที่ได้รับทุน (ซึ่งได้มาด้วยความยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน) และด้วยความเสียใจที่ฉันจำต้องจากทุกๆ คนที่ค่าย WIP
 
ในคืนวันสุดท้ายของฉันที่ค่าย WIP พวกเราถูกปลุกขึ้นมาในเวลากลางดึก ซึ่งผู้จัดการค่ายได้บอกกับฉันและเพื่อนๆ ว่า มีเรื่องจำเป็นที่จะต้องเรียกประชุมด่วน พวกเราได้ถูกพาเดินไปตามทางที่มืดมิด มีเพียงไฟฉายสำหรับส่องนำทางเท่านั้น และเมื่อเดินมาถึงที่หมาย ฉันก็ได้เห็นทุกๆ คนมารออยู่ก่อนแล้วอย่างพร้อมหน้า ท่ามกลางแสงเทียนที่จุดสว่างไสว ทุกคนปรบมือต้อนรับฉันและกล่าวแสดงความอาลัยในการต้องเดินทางกลับประเทศไทย "เพื่ออนาคต" ด้านการศึกษาของฉัน เพื่อนๆ กล่าวว่าฉันได้เป็นส่วนหนึ่งของวันเวลาที่มีค่าที่แคมป์ WIND-IN-THE-PINES ของทุกๆ คน ตัวฉันนั้นซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งและน้ำตาก็พลันไหลพราก ทุกๆ คนต่างก็เข้ามากอดฉันและร้องไห้
 
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันเดินทางออกจากรัฐแมสซาชูเซตส์ด้วยรถยนต์โดยสาร Greyhound ถึงนครนิวยอร์ก ซึ่ง "น้อย" เพื่อนฉัน สัญญาว่าจะไปรับ แต่ก็คลาดกันจนได้ ด้วยความหวาดกลัวไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ฉันจึงได้ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหา "พี่เบ้ง" คนดี ซึ่งพี่เบ้งก็รีบขับรถมารับเลยในทันที พาฉันและกระเป๋าเดินทางไปไว้ที่บ้าน และในเย็นวันนั้น ฉันก็ได้ขอไปนอนพักค้างคืนที่อพาร์ตเมนท์ของน้อย ฉันและน้อยได้ขึ้นไปชื่นชมทิวทัศน์ของนครนิวยอร์กในตอนกลางคืนที่ ตึกเอมไพร์สเตท (Empire State Building)
 

Photo: Empire State Building, New York City
 
แล้วในวันรุ่งขึ้น พี่เบ้งก็ได้มารับฉันไปส่งที่สนามบิน LaGuardia และฉันก็ได้เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยอันเป็นที่รัก ถึงท่าอากาศยานดอนเมือง ฉันเดินออกมาด้วยน้ำตานองหน้า พวกพี่ๆ ที่ไปรอรับต่างพากันตกอกตกใจ ฉันบอกกับพี่ๆ ว่ากระเป๋าเดินทางทั้งสองใบของฉันได้หายไป ไม่ได้กลับมาถึงประเทศไทยพร้อมกันกับฉัน พี่ๆ ต่างพากันหัวเราะและล้อฉันว่า "นี่น่ะหรือ ผู้นำเยาวชนนานาชาติคนเก่งของประเทศไทย เดินร้องไห้น้ำตานองหน้าเหมือนเด็กๆ ออกมาจากสนามบินเลยทีเดียว"
 
หนึ่งเดือนครึ่งกับการไปเยือนอเมริกาเป็นครั้งแรกของฉัน ในฐานะผู้นำค่ายเยาวชนนานาชาติ เป็นความรู้สึกที่มากมาย เป็นความประทับใจ เป็นความทรงจำที่จะไม่มีวันเลือนหายไป และนอกจากนี้ ก็ยังเป็นเพียงบทแรกๆ บทหนึ่งของ "อเมริกัน-อเมริกา" ในบันทึกฉบับนี้ของฉัน
 


To be continued...

โดย DrJoy

 

กลับไปที่ www.oknation.net