วันที่ จันทร์ มกราคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เริ่มปีใหม่กับบันใด 1,237 ขั้นที่วัดถ้ำเสือ และความสุข..( เมื่อผมกลับบ้าน )


หมอกบางๆในตอนเช้าตามแนวทิวเขาหน้าบ้าน

เป็นสิ่งที่ยังตรึงความรู้สึกของผม

 

เสียงหัวเราะผ่านโต๊ะกาแฟ

มันมีความสุขมากมายนัก

เป็นปีที่เราอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน มันเริ่มต้นปีได้ดีทีเดียว

 

จำได้ถึงความตื่นเต้นก่อนที่จะกลับบ้าน ผมนอนไม่หลับในคืนของวันที่ 29 คิดถึงคนที่ไม่เคยพบเจอกัน

ในช่วงเวลาปีกว่าๆที่ผ่านเลยไป

ผมวางแผนการเดินทางไว้ค่อนข้างที่จะยุ่งยากสักหน่อยแต่นั้นหมายถึงผมจะได้รับไออุ่น จากที่เคยได้รับเมื่อ

หลายปีก่อนได้อย่างชัดเจน ผมอยากจับต้องสิ่งนั้นอีกครั้งแล้วผมจะถามถึงการเปลี่ยนแปลง

 

หลังจากเครื่องบินแตะ รันเวย์ แล้ว กับสถานที่ที่เหมือนว่าจะเป็นบ้านเกิดเมืองนอน 

เมืองกระบี่ เมืองที่ค่อนข้างเล็กในสายตาผม บัดนี้ ผู้คนมากมาย นักท่องเที่ยวหลากหลาย

ต่างย่ำกลายเข้ามาชม ทะเลที่งดงามและนั้นก้อคงเป็นจุดขายของเมืองๆนี้

 

ผมมองหาน้องชาย หนุ่มผมฟูกับหนวดเครารุงรัง เค้าอยู่ไหน

เมื่อเกือบสองชั่วโมงที่แล้วก่อนที่ผมจะขึ้นเครื่อง เจ้าหนุ่มคนนี้บอกผมว่ามาคอยตั้งนานแล้วนี่น่า

 

สักพักเสียงเรียกจากเจ้าน้องชายตัวดีก้อดังแว่วมาจากข้างหลัง

สิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นน้องชายผมก้อคือ ผมฟูหยัก กับหนวดเครา นั่นคือสัญลักณ์ เค้าบอกกับผมอย่างนั้น

 

รถมอเตอร์ไซร์คันล็กๆวิ่งผ่านเส้นทางเข้าเมือง รถราค่อนข้างเยอะ ส่วนเรื่องระเบียบการจราจรนั้น คงไม่ต้องพูดถึง ผมว่าถ้าอยู่ในเมืองหลวง คงได้เห็นอะไรดีๆทั้งวันแน่

 

ห้างสรรพสินค้าหลายหลายเริ่มเข้ามา เอาเงินชาวบ้านมากขึ้น ผู้คนมากมายจับจ่ายผ่านห้างที่ใหญ่โตพวกนี้

แม้กระทั้งต่างท้องที่ ต่างอำเภอ ก้อยินดีที่จะเอาเงินมาทิ้งไว้ที่นี่ เพื่อแลกกับคำว่า ห้าง

 

ผมผ่านในเมืองนี้ไปจนถึงบ้านของน้องชาย ความเรียบง่ายของเค้า ความเป็นระเบียบแบบแผน นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีสำหรับคนที่เคยเกเร ไม่เอาไหน ตามความหมายของ ลูกชายคนสุดท้อง

 

เค้าบอกผมว่า หลังจากที่โบกมือลาเมืองหลวง มาอยู่เมืองเล็กๆ ที่เป็นเหมือนบ้าน มันทำให้เค้าอุ่นใจขึ้น

อยู่ใกล้ครอบครัว แม้ว่าอยู่ต่างออกไปหลายกิโล แต่มันก้อดี ดีกว่าเมื่อก่อนมาก

 

หลังจากที่ผมเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว เราก้อเริ่มที่จะตระเวน รอบเมืองกระบี่

น้องชายผมอธิบายสภาพความเป็นอยู่ของผู้คน แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ฯลฯ

มันนานมาก ผมคิดว่า น่าจะอยู่สัก 10 ปีแล้วแล้วหละที่ไม่ได้เข้ามาเที่ยวในเมือง แม้ว่าจะเป็นคนกระบี่ก้อตามที

เราผ่านแยกต่างๆ บรรยากาศใกล้ค่ำ ดูสวยดี 

 

เราแวะทานอาหารกันที่ริม ธารา ที่มองเห็นภูเขาขนาบน้ำ ในยามค่ำได้อย่างชัดเจน ผู้คนยืนและนั่งเรียงรายกับ

เบ็ดที่วางอยู่ใกล้ๆ 

 

ผมทานอาหารกับน้องชายพร้อมกับ เปิดเบียร์ เราดื่มและพูดคุย

นักท่องเที่ยว ร้านอาหาร และแล้วเสียงพลุก้อเริ่มขึ้น บรรยากาศแห่งหารเฉลิมฉลอง

 

เรานั่งดื่มกันจนดึก และมาต่อกันที่บ้าน เราไม่เมากันเลย ระหว่างเรามีแต่เสียงหัวเราะและการรำลึกถึง

เรื่องเก่าๆ เราเล่าขาน เรื่องราวที่ไม่มีวันหมดสิ้น

ยามเช้าของของวันที่ 30  เมืองที่เริ่มที่จะมีรถติดบ้างแล้ว

กาแฟดำหอมๆ สองถ้วยวางไว้ที่โต๊ะ หน้าบ้าน ก่อนที่น้องสะใภ้จะออกไปทำงาน

หลังจากที่เราทานอาหารเช้ากันแล้ว เราก้อเริ่มที่จะตระเวนเที่ยวกันต่อ ที่แรกที่นึกได้คือ วัดถ้ำเสือ

ผมไม่ได้ไปเที่ยวนานทีเดียว น่าจะเป็นครั้งเดียว  เท่าที่จำได้

ระหว่างทางที่ไปนั้นผมเห็นยอดเจดีย์ สีเหลืองทองไกลๆบนยอดภูเขา 

ผู้คนยังไม่มีมากนักในตอนช่วงเช้า หลังจากที่เราไปนมัสการพระพุทธรูป และเจ้าแม่กวนอิมแล้ว

 

เสียงชี้ชวนของน้องชายผมกับบันใดทางขึ้น ยอดภูเขาที่ผมเห็นไกลๆ

ผมไม่ลังเลอะไรเลยในการตัดสินใจขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะฤทธิ์ แอลกอฮอร์ที่ยังไม่เจือจาง

เราเริ่มที่จะเดินไป กับบันใดที่สูงชัน 

สักพักเสียงหายใจที่ดังขึ้น คอแห้งผาก ขาเริ่มสั่น มันบ่งบอกผมว่า เราคงต้องออกกำลังกายมากขึ้นกว่านี้

อีกเยอะ 

หลายๆคนเริ่มตามผมมา และก้อมีการน๊อครอบกัน ผมหยุดทุกชานพักบันใด ส่วนน้องชายผมนั้นไม่ต้องพูดถึง

ยังตามผมอยู่ไกลๆ  

แต่ยังไงเราก้อไม่ถอยอยู่แล้ว เราเดินมาครึ่งทางแล้ว แต่นั่นหมายถึงส่วนที่เหลืออีก 600 กว่าขั้น ( เอง ) 

 

หลายคนเริ่มเดินลงมาแล้ว กับคำพูดถึงความสวยงาม

และสิ่งที่เราทำได้ตอนนี้ก้อคือเดิน แล้วก้อเดิน ( เพราะมีน้ำเย็นๆอยู่ข้างบน )

 

ในที่สุด กับบันใด 1,237 ขั้น ก้อเสร็จผม

 ถึงตอนนี้กับบรรยากาศรอบๆ ผมไม่แปลกใจเลยกับสิ่งที่ผู้คนบอกกันมา

เรามองเห็นเมืองกระบี่ ป่าเขา รอบๆข้างได้อย่างชัดเจน

 

ผมหายเหนื่อย กับสิ่งที่ได้เห็น และนี่คือครั้งแรก ของชีวิต

เราชื่นชมความสวยงามกันพักใหญ่ ส่วนขากลับไม่ต้องพูดถึง สบายมาก

ผมกลับไปที่พัก ด้วยความเหนื่อยล้า โปรแกรมที่วางไว้ถูกพลัดไปก่อน ไว้ตอนเย็นๆ

แต่สุดท้าย ก้อถูกยกเลิกโดยปริยาย ( เพราะหลับยาว )

พี่สาวมารับผมตอนเย็น กับเสียงบ่นแบบงอนๆของแม่ที่ฝากมา

ผมถึงบ้านตอนค่ำ เราพร้อมหน้ากันเต็มโต๊ะอาหาร เสียงหัวเราะดังขึ้น รอยยิ้ม และคำทักทาย

 

และนั้น คือ ความสุขที่เริ่มขึ้นในเทศกาลปีใหม่ ของผม

 

 

กิจกรรม ความอบอุ่นเกิดขึ้นตลอดเวลา ผมมีเวลาค่อนข้างเยอะในปีนี้ การแวะเยี่ยมเยียน ญาติพี่น้อง

เป็นสิ่งหนึ่งที่ตั้งใจไว้ ยังคงอบอุ่นเหมือนเช่นที่ผ่านมา 

 

4 วัน  5 คืน ของการกลับบ้าน ผมได้อะไรกลับมามากมาย มันช่วยเติมเต็ม ซ่อมแซม ในส่วนที่มันซึกเหรอ

ของชีวิต ให้กลับคืนสู่สภาพที่สมบูรณ์ อีกครั้ง

รอยยิ้มกับน้ำตา มาพร้อมๆกัน ก่อนที่จะผม ลุง และพี่สาว กำลังขึ้นรถกลับ

ถ้าหากเป็นไปได้ผมอยากหยุดเวลาไม่ให้มันเกิดขึ้น ผมกลัวที่จะต้องยอมรับการจากลา

หลานๆยืนเรียงราย โบกมือ

พี่สาวสองคน ยืนยิ้มให้

น้องชายผมส่งยิ้มพร้อมคำกล่าวลา

ดูแลตัวเองด้วยนะลูก  พ่อบอกผม เราจับมือกัน พ่อบีบมือผมแน่น .แล้วปีหน้าค่อยเจอกันใหม่

 

แม่ไม่พูดอะไร แต่สิ่งที่ผมรับรู้ได้คือ รอยคราบน้ำตา รอยยิ้ม และ มือที่โบกลานั้น

 

รอยทางของการกลับบ้าน เป็นสิ่งที่ผมไม่อาจลืมเลือนได้

คราบแห่งความสุข ยังกรุ่นอยู่ 

และมันจะยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น ดั่งไอหมอกยามเช้าตามแนวทิวเขาหน้าบ้าน

ที่ไม่เคยจางหายไป.....

...แล้วเจอกันวันปีใหม่ ปี 2553 ..

..............................................

โดย หนุ่มใต้ใจดี

 

กลับไปที่ www.oknation.net