วันที่ จันทร์ มกราคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความทรงจำครั้งวันวาน



ความทรงจำครั้งวันวาน

หลังพยาบาลคนหนึ่งเดินผ่านหน้าเราทั้งสองไปไม่นาน  เจ้าหน้าที่ทั้งชายหญิงของโรงพยาบาลแถว ๆ วังหลังก็เร่งเดินตามกันมา  ต่างคนต่างสะพายกระเป๋า  บ้างก็ถือถุงผ้าเดินออกห่างจากแถว ๆ ที่ที่ใกล้ที่สุดกับที่ที่เรากำลังจะไป  เขายิ่งเดินห่างจากเรามากเท่าไรปลายทางของเขาก็อยู่ใกล้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น  เช่นเดียวกับเรา  แต่ทว่าจุดหมายของเขานั้น  เราเพิ่งผ่านมาไม่นานนี่เอง  และนั่นทำให้เราถึงจุดหมายช้ากว่าเขา

 

“กี่โมงแล้วแม่”                 ผมเอ่ยถาม หลังจากเห็นตึกโรงพยาบาลอยู่ห่างไม่เกิน 100 เมตร


“เนี้ย  คนเค้าเลิกงานแล้ว  ก็สี่โมงครึ่งแหละ”               แม่ยิ้มกับผมนัยว่า  ลูกมีนาฬิกาอยู่นะ 

 

“เอ้า  สี่โมงยี่สิบเอง  ทำไมออกงานเร็วจัง”                  ผมยกข้อมือขวาขึ้นดูด้วยความแปลกใจ

 

(เออ  วันศุกร์นี่หว่า  คงรีบกลับบ้านชัวร์)                     ความคิดแทรกขึ้นมาพร้อมกับคำพูด

 

เราทั้งสองรีบย่ำเดิน  ไม่นานนักก็ถึงทางแยก

 

“เฮ้อ  ถึงซะที  แม่จะเดินทางไหนอะ  ถ้าทางนี้เดินลำบากหน่อย  ต้องแทรกคนเดินบนทางเท้า  แต่ถ้าทางเดิมที่เคยมาละก็...”                    แม่ดึงผมไปทางเดิม  ไม่ทันที่จะอธิบายต่อ  

 

“ทางหน่อยครับ  ปี๊น ๆ บึ๋น ๆ ๆ ”                   รถมอเตอร์ไซด์บีบแตรเพื่อให้คนเดินถนนหลีกทาง

 

“เนี้ยแม่ จะบอกอยู่พอดีว่า  เดินที่นี่ต้องมีสติ”              ผมอธิบายต่อจนครบความ  หลังจากใช้มือขวาดันแม่มาชิดซ้ายเพื่อหลบรถ

 

“ไม่ต่างกันเลยกับซอยเข้าห้องลูก  แม่ละเบื่อ”

 

...

..

.

.

...5นาทีต่อมา  หลังจากเราเดินชะเง้อดูของไปมาตามทาง

 

“ถอยหน่อยครับ  ระวังเท้านะครับ”                ชายร่างกำยำใส่เสื้อกล้ามพารถเข็นผ้าโหลผ่านหน้าเราไปอย่างรีบร้อน

 

“นี่แหละ! วังหลัง”                          สาวรุ่นใหญ่ใส่เสื้อแดงคนหนึ่งตะโกน

 

“ป๊าบ ๆ ๆ ๆ”                     ชายเสื้อเหลืองขายมือตบสื่อสารตอบ

 

ผมหันขวับพลางคิดในใจว่า “เอาแล้ว  พวกเดียวกันหรือเปล่าวะ”

 

ครู่หนึ่งก็เห็นสาวคนนั้นยกตีนตบขึ้นมา  ตบโต้ตอบนัยว่า  “ฉันก็มีโว้ย”

 

นั่น ทำให้คนแถวนั้นหยุดเดินแล้วหันไปมอง  สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ชายหญิงคู่นั้นอย่างใจจดใจจ่อ ประหนึ่งว่า  รอลุ้นชายขายมือตบโต้ตอบกลับ

 

“แม่  เดี๋ยวก่อน”               ผมดึงมือแม่ให้หยุดดู  หลังพูดจบบรรยากาศเริ่มเงียบ  ลักษณะไม่ต่างกันเลยกับ  Time Machine ในการ์ตูน

 

เมื่อสาวรุ่นใหญ่คนนั้นชักมือตบออกมาจากถุงดำที่แบกไว้ข้างหลัง  สายตาคนแถวนั้นรวมทั้งผมก็เริ่มเขม็งเกรียวยิ่งขึ้น  หัวใจก็เต้นแรงเป็นจังหวะ กำลังสูบฉีดเลือดอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะวิ่งหนีได้ตลอดเวลา

 

“มือตบ  ตีนตบ  3 อัน 100 ๆ”                      เสียงจากปากเธอดังขึ้น

 

“ป๊าบ ๆ ๆ ๆ”                     เสียงมือตบ  ตีนตบก็ดังขึ้น  ทั้งสองรูปแบบอยู่ในมือของชายหญิงคู่นั้น

 

“ฮ่วย  ตกใจหมด คิดว่า...เฮ้ย เฮอ เฮอ”                                 เด็กที่ยืนอยู่ใกล้สุดกับผมอุทานขึ้น

 

ไม่นานนัก บรรยากาศเดิม ๆ ของวังหลังก็กลับมา กลับมาพร้อม ๆ กับความมืดที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า  อยู่ๆ แม่ก็สะดุด แล้วหยุดเดิน สายตาของแม่ทอดไปยังกำไลหลายหลากสีที่วางตั้งขายคละกันบนแผงลอยของป้าแก่ ๆ คนหนึ่ง

 

“นี่ขายยังไงค่ะ”                แม่หยิบกำไลสีฟ้ากับสีดำขึ้นมา

 

“10 บาทค่ะ”                    ป้าคนขายรูปร่างสูง ผิวสี ฟันหน้าบิ่นคนหนึ่งพูดพลางหยิบเงินทอน 10 บาท ให้วัยรุ่นถุงเท้ายาวปากแดง 2 คนที่มาซื้อกำไล

 

“ทั้งหมดนี้ เหรอครับ”                     ผมถาม

 

“ไม่ใช่ทั้งหมด  อันเดียว อันละ 10 บาท”                    ป้าคนขายตอบและยิ้มแบบงง

 

“ครับ”                ผมพยักหน้าแล้วยิ้ม  แต่ใจก็คิดต่อต้านคำตอบของป้าเค้าทันทีว่า  

 

“คือที่ผมถามอะ  กำไลที่วางขายคละกันทั้งกองเนี้ย  ราคาอันละ 10 บาท เหรอ”

 

“เอากี่อันละ”                   

 

“แล้วนี่ขายด้วยเหรอครับ”               ผมถามต่อก็เพราะมองแล้วมันสภาพดูเก่า  ส่วนแม่ก็ก้มเลือกกำไลพลางหัวเราะไปพลางคงขำกับการสื่อสารของผมกับป้าคนขาย

 

“เอ้า ไม่ขาย  แล้วจะเอาไว้ทำอะไรละ”                      ป้าเค้าย้อนผม แต่ก็ยังยิ้ม

 

“อะครับ”             ผมพยักหน้า ยิ้มในใจ แล้วก็หันไปมองกำไลที่แม่กำลังเลือกอยู่

 

“ยังไง เดี๋ยวมาดูละกันป้า”               หลังวางกำไลลง  แม่ยิ้ม แล้วเราทั้งคู่ก็เดินออกไป

 

“ไม่เป็นไร จ๊ะ”                

 

“พาแม่ไปซื้อขนมก่อน  จะได้ไม่กังวลเรื่องของฝาก”                 แม่มองฟ้าแล้วพูดกับผม

 

“ครับ”                ผมรีบพาแม่ไปที่นั่นทันที

 

ณ ร้ายขนมปังวังหลัง

 

“เอาไส้ผลไม้รวม 2 ลูกเกด 2 ลูกเกดสับปะรด 1 รวมแฮม 1 แล้วก็หมูหยอง 1”                    ผมสั่งขนม

ตามที่ตกลงกับแม่

 

“ทั้งหมด 7 ชิ้นนะคะ”                     คนขายจัดแจงขนมใส่ถุง

 

“กี่บาทครับ”                    ผมยื่นใบร้อยให้เค้าสามใบ

 

 

“280 บาทค่ะ”                  ผมรับใบยี่สิบทอนกลับมาแล้วเดินถือถุงขนม 5 ถุงออกจากร้าน

 

แม่แหงนหน้าขึ้นท้องฟ้าอีก ตอนนั้นฟ้ากำลังจะมืดอยู่แล้ว แม่จึงฉุดมือผมให้รีบเดิน

 

“เออ ยังมีเด็กอีก 2 คนที่ห้อง  เดี๋ยวลูกคอยดูร้านกำไล 10 บาทของป้าแกด้วยนะ”

 

“ครับ”               

 

“เอ้า ไปไหนแล้วละ”                      แม่ถาม

 

“อ๋อ นี่ไง  ย้ายมาตรงนี้ซะแล้ว ร้านข้างๆ เค้าจะเก็บกันหมดแล้ว รีบเถอะแม่”                       ผมหันไปเห็นพอดี

 

“คิดว่า  จะไม่มาซื้อร้านเราแล้ว”                   ป้าแกยิ้มหวานเชียวละ

 

“จำได้ด้วยเหรอ”               แม่ยิ้มตอบพลาง มือก็กำลังควานเลือกกำไลตามที่ต้องการพลาง

 

“จ๊ะ เอาสีอะไรดีละ เดี๋ยวเอาถุงไปใส่ขนม จะได้ถือง่าย ๆ หน่อย”             ป้าแกกุลีกุจอเอาถุงขนาดใหญ่ที่แกมีมาใส่ถุงขนมที่ผมถืออยู่

 

“โอ ขอบคุณมากครับ”                   ผมยิ้มด้วยหัวเราะด้วย

 

“แผละ”             

 

“ไม่เป็นไร ไม่ได้เจตนา”                 ผมพูดตัดบทเพื่อความสบายใจหลังจากทำถุงขนมที่ถือตกลงบนพื้น

 

“เอาอีกถุงไปละกันอะ”

 

“ขอบคุณมากป้า”

 

“เอา 3 อันสีชมพูอันหนึ่ง สีฟ้าแล้วก็สีดำ”                    แม่หยิบมันใส่ถุงที่ป้าแกถือ

 

“30 บาทค่ะ  ซื้อขนมไปไหนเยอะแยะ”                      ป้าแกรับเงินมา 40 บาท

 

“เอาไปฝากเค้าที่บ้าน พรุ่งนี้กลับแล้ว”                        แม่รับเงินทอน 10 บาท

 

“ขอบคุณมากป้า”              แม่ยิ้ม

 

“อย่างนี้ขายดีแน่นอน โชคดีนะ”                   ผมพูดสำทับขึ้นก่อนจะเดินจากไป

 

ท้องฟ้าที่นั่น กำลังมืดลงทุกที ทุกทีและทุกที

 

“เอ้า อันนี้ฝากไปให้หลานสาวด้วยนะ”                        ป้าแกยื่นกิ๊ฟสีชมพูอีก 2 อันให้แม่

 

“โห ป้าขอบคุณค่ะ”

 

“ขอบคุณครับ”

 

ทันใดนั้นลมวูบหนึ่งก็พัดผ่านหน้าเราทั้งสองไป  นัยว่านี่แหละสายลมแห่งความหวังดีของคนบ้านนอกด้วยกัน

 

“แกยังอุตส่าห์เอามาให้นะลูก  คงถูกชะตากันแหละ”                  แม่ยิ้มแบบงง ๆ

 

“เออ แปลกดี”                 

 

ผมพยักหน้าและก็จูงมือแม่ เดินออกจากตลาดวังหลังไปยังพรานนก ไปด้วยรอยยิ้มที่ยังคงปรากฏ  ยิ้มพลาง ใจก็คิดไปพลางว่า  

 

“เออ ตุลานี้ นี่ก็ ปีกับ 2 เดือนแล้วสินะที่เราไม่ได้กลับบ้าน  ชักจะคิดถึงบ้านแล้วละ”

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net