วันที่ เสาร์ มกราคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เก็บตะวันที่เคยส่องฟ้า


(จากคอลัมน์ Yesterday Revisited  5  พ.ย. 2547       no.21)

 

            โต้ง  เป็นนักฟุตบอลประจำโรงเรียน ตั้งแต่ระดับประถมแข่งขันระหว่างห้องเรียน ชั้นเรียน จนก้าวหน้าไปถึงได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนประจำตำบล  เมื่อต้องมาเรียนต่อในระดับมัธยมต้น โต้งยังคงรักษาระดับฝีเท้าได้รับคัดเลือกเป็นนักฟุตบอลตำแหน่งกองหลังแบ็คขวาประจำโรงเรียนอีก   ผมเป็นเพื่อนกับโต้งเคยเรียนห้องเดียวกันทุกระดับชั้นเรียน  พอถึงระดับมัธยมปลายเราก็แยกกัน ผมเรียนต่อมัธยมปลายในโรงเรียนประจำจังหวัด   ส่วนโต้งก็ไปเรียนวิทยาลัยเทคนิคในตัวเมืองและยังคงเล่นกีฬาภายใน และกีฬาระหว่างโรงเรียนของจังหวัดอีก  แน่นอนว่าเขาได้เล่นเป็นกองหลังตัวกลั่นของทีมเช่นเดิม

            เจี๊ยบ  เป็นเพื่อนวัยเด็กอีกคนที่มีพี่ชายเป็นนักมวยมีชื่อระแวกหมู่บ้าน ดังนั้นเจี๊ยบจึงได้เป็นนักมวยตั้งแต่เด็กโดยปริยาย  ครูมวยของเจี๊ยบได้ชื่อว่าเป็นครูมวยคนแรกของ เขาทรายและเขาค้อ  กาแล็คซี่ เลยทีเดียว  ฉะนั้นเวทีมวยงานวัดเจี๊ยบจึงขึ้นเวทีบ่อยๆเพื่อหารายได้พิเศษของมวยรุ่นเล็กคู่ก่อนเวลา   และแล้วตำแหน่งนักกีฬาชกมวยสมัครเล่นตัวแทนโรงเรียนระดับมัธยมต้นก็ตกเป็นของเจี๊ยบไป   พอขึ้นระดับมัธยมปลายเจี๊ยบได้เข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคนิคที่เดียวกับโต้ง   ตำแหน่งนักมวยก็ยังตามติดไปกับเจี๊ยบในการแข่งขันทั้งกีฬาภายในและระหว่างโรงเรียน  เพื่อเข้าโครงการหาแววนักกีฬาประจำจังหวัดเพื่อมุ่งสู่กีฬาเขต(ปัจจุบันเรียกว่ากีฬาแห่งชาติแทน)ต่อไป

            อู๋  เป็นเพื่อนที่รู้จักกันสมัยมัธยมปลาย หน้าตาหล่อเหลาเล่นกีต้าร์เก่งมาก  ไม่ว่าเพลงอะไรฮิต  อู๋เล่นได้หมดแบบชนิดไม่ต้องดูคอร์ดเลย  เพลงที่ผมจำได้ในงานประกวดดนตรีครั้งหนึ่งคือ เพลง นกเจ้าโผบิน ของจำรัส  เศวตาภรณ์  อู๋สามารถโซโลช่วงอินโทรและลีดกีต้าร์ได้เหมือนแผ่นเสียงเลยรวมทั้งเพลงสากลสมัยนั้นของวงสกอร์เปี้ยน เพลง Holiday หรือ Always Somewhere หรือร็อคหนักๆอย่าง High Way Star และ Rock Bottom ก็ไม่เว้น   ฉะนั้นนักดนตรีมือลีดกีต้าร์ประจำโรงเรียนในระดับจังหวัดจึงตกเป็นของอู๋  ซึ่งมักจะมีการจัดการแสดงในทุกๆงาน  ไม่ว่าจะเป็นวันสุนทรภู่ วันคริสต์มาส วันกีฬาสี  อู๋ก็ได้โชว์ฝีมืออยู่เป็นประจำ   ชื่อเสียงของอู๋จึงมีแต่คนรู้จักเป็นขวัญใจของสาวๆซึ่งเป็นที่น่าอิจฉาเล็กๆต่อบรรดาหนุ่มน้อยทั้งหลาย   ผมยังคิดว่า เล่นเก่งอย่างนี้น่าจะยึดเป็นอาชีพได้เลยนะ   พอจบชั้นมัธยมหก ต่างคนก็แยกย้ายกันไป   ผมได้ข่าวว่าอู๋ไปเล่นดนตรีที่เชียงใหม่โดยลงทะเบียนเรียนที่รามคำแหงไว้

            หวนย้อนเวลามาอีกที  ปัจจุบัน อู๋เป็นโฟร์แมนคุมงานก่อสร้างอยู่แถวภาคตะวันออก, เจี๊ยบเปิดร้านอาหารอยู่แถวจังหวัดทางภาคเหนือ ส่วนโต้งโชคร้ายหน่อย กลายเป็นคนสติไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยด้วยผลของยาบ้า ตอนนี้วันๆก็นั่งปลูกต้นไม้ไว้เต็มบ้าน

            เพื่อนทั้งสามคนเป็นประสบการณ์ตรงที่ผ่านพ้น  ซึ่งทำให้ผมรู้สึกแปลกใจกับเส้นทางชีวตของแต่ละคนว่า ทำไมหนอ?    คนที่แลดูมีพรสวรรค์ในวัยเด็กกับเมื่อเวลาผ่านมาจนเติบใหญ่แล้ว  พรสวรรค์และคุณสมบัติด้านกีฬาและดนตรีในวัยเด็กที่เคยดูสดใสจนถึงขั้นตัวแทนระดับจังหวัดที่ใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่  กลับหายไปกลายเป็นบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป   หรือว่าผมคิดมากไป...  งั้นถ้าลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่ง

            เสือ ชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่สมัยเป็นอาร์ต ไดเรกเตอร์ให้บริษัทค่ายเทปแห่งหนึ่งขณะกำลังพูดคุยเรื่องโลโก้ประจำอัลบั้มของศิลปินหน้าใหม่อยู่  เขาได้ยินทำนองเพลงหนึ่งซึ่งเขียนทำนองและทำดนตรีเสร็จเรียบร้อยแล้วขาดอยู่ที่เนื้อร้อง  ศิลปินผู้นั้นพูดขึ้นว่า

            “ เฮ้ย...เพลงนี้หาใครแต่งเนื้อดีวะ  ยังไม่มีเนื้อเลย เพลงสุดท้ายของชุดนี้แล้ว”

            “ พี่  ขอผมลองหน่อยได้มั๊ย ผมพอแต่งได้ ให้ผมลองหน่อยผมอยากแต่ง ”เป็นคำพูดต่อมาของเสือ

            “ เออ  ก็แต่งมาสิ  แต่ให้เวลาแค่สามวันนะ  ถ้าสามวันแต่งไม่ได้ผมจะได้หาคนอื่นแต่งแทน”  นั้นคือคำตอบที่เสือได้รับ   สองวันถัดมาเนื้อร้องเพลงดังกล่าวก็มาถึงมือศิลปินพร้อมกับคำกล่าวหลังจากได้เห็นคำร้องทั้งหมด

            “ เข้าท่าดีโว้ย  มีฝีมือนี่หว่า...เรา ”

            หลังจากนั้นจึงเกิดเพลงจากเสียงร้องของศิลปิน อิทธิ  พลางกูร  โดยฝีมือการเขียนเพลงของ เสือ-ธนพล  อินทฤทธิ์  ในเพลง ‘เก็บตะวัน’ เพลงนี้ขึ้น

 

            เก็บตะวันที่เคยส่องฟ้า                 เก็บเอามาเก็บไว้ในใจ

เก็บพลัง  เก็บแรงแห่งแสงยิ่งใหญ่             รวมกันไว้ให้เป็นหนึ่งเดียว

            เก็บเอากาลเวลาผ่านเลย              สิ่งที่เคยผิดหวังช่างมัน

หนึ่งตัวตนหนึ่งคนชีวิตแสนสั้น                  เจ็บแค่นั้นก็คงไม่ตาย

(*)       ธรรมดาเวลาฟ้าครึ้ม เมฆหม่น      พายุฝนอยู่บนฟากฟ้า

คงไม่นานตะวันสาดแสงแรงกล้า               ส่องให้ฟ้างดงาม

            หากตะวันยังเคียงคู่ฟ้า                 จะมัวมาสิ้นหวังทำไม

เมื่อยังมีพรุ่งนี้ให้เดินเริ่มใหม่                     มั่นคงไว้ดังเช่นตะวัน (ซ้ำ*)

 

            ถึงวันนี้คงไม่ต้องพูดถึงความดังของเพลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2531 ของเพลงนี้  จนถึงกับพรรคการเมืองใหญ่ยุคนั้นเอามาเทียบเคียงว่าเป็นสัญลักษณ์ของพรรคเพราะว่ามีคำว่า ‘ตะวัน’ เหมือนกันอีกก็มี  แต่หกปีให้หลังจากการเขียนเพลงถัดๆมาของเสือก็ได้รับความนิยมหลายเพลง เช่น รอยร้าว ,สูงสุดสู่สามัญ (ที่ได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยมจากเวทีสีสันอะวอร์ดปี 2534) เป็นต้น    เสือ ในนามศิลปินนักร้องคนใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังก็ออกมาโชว์หน้าค่าตาด้านหน้าเวที แบบอาศัยฝีมือของ คนเขียนเพลงเองทำดนตรีเอง ในอัลบั้มแรกของเขาชื่อ ‘ ทีของเสือ’  ซึ่งทำให้เขากลายเป็นศิลปินเพลงผู้มากความสามารถจนถึงขั้นระดับโปรดิวเซอร์จนถึงทุกวันนี้

            เรื่องของ โต้ง เจี๊ยบ และอู๋ แม้จะไม่โชคดี (แบบเสือ-ธนพล) พลาดการได้ทำในสิ่งที่เคยทำได้ดีและถนัดอย่างในอดีต   แต่บางทีคงปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีปัจัจัยหลายอย่างของ เวลาและโอกาสแต่ละบุคคลที่ต่างกันไปด้วย  แม้แต่การได้เป็นถึงนักกีฬาในระดับทีมชาติไทยในกีฬาประเภทเดียวกัน   เราคงเคยได้ยินเรื่องข่าวของอดีตนักกีฬายกน้ำหนักหญิงคนแรกที่ได้ผลลัพธ์ออกมาต่างกันอย่างมากมาย ในกรณีของ  สง่า  วังคีรี กับทีมเหรียญทองโอลิมปิคยกน้ำหนักหญิงยุคปัจจุบันรุ่น ‘สู้โว้ย’   แต่ถึงอย่างไร้สิ่งที่พวกเขาได้ทำไว้ก็ยังอยู่ในความทรงจำของผมและผู้ที่เกี่ยวข้องไม่เสื่อมคลาย และยังมั่นคงดังเช่นตะวันเสมอมา

          ธอมัส  อัลวา  เอดิสัน นักประดิษฐ์อัจฉริยะของโลก กล่าวไว้ว่า “เพียงเพราะว่าบางสิ่งไม่ได้เป็นไปตามแผนที่ท่านวางไว้ มิได้หมายความว่ามันจะไร้ประโยชน์เอาเสียเลย”

 

 

หมายเหตุ  อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ เส้นทาง ดนตรี ชีวิต อิทธิ  พลางกูร   และสามารถฟังทุกเพลงที่เขียนในคอลัมน์นี้ได้ที่เวปบ้านเพลงเก่า หรือ www.oldsonghome.com

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net