วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เด็กในวันนี้...ก็ผู้ใหญ่ในวันนี้ นี่เอง


เด็กในวันนี้...ก็ผู้ใหญ่ในวันนี้ นี่เอง

ไม่มีผู้ใหญ่คนไหน  ไม่เคยไม่รู้จักความเป็นเด็ก ก็ในเมื่อเคยผ่านเวลาโน้นมาแล้วทั้งนั้น  ถ้าลองใช้ความทรงจำนึกย้อนกลับไป  บางคนอาจชอบช่วงชีวิตในวัยเด็กนี้เอาเสียจริง ชอบเพราะในวันนั้นชีวิตเขาขาดความเป็นเด็ก  เขาถูกเติมให้ไม่เต็ม  จึงเป็นเหตุให้วันนี้เขาขอถอยกลับไปอยู่กับช่วงเวลานั้น  ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาและไม่แปลกเลย ทั้งยังดีเสียอีกหากว่า  การย้อนกลับไปใช้ชีวิตในช่วงเด็กนั้น ทำให้เขายิ้ม  หัวเราะและแบกสังขารเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมีความสุข(ในปัจจุบัน) และความสุขที่ว่านี้ก็ไปทดแทนช่องว่างในหัวใจของเขาขณะนั้น ซึ่งถูกเติมไว้จนเต็มแล้วขณะนี้

แต่ทว่า  มีผู้ใหญ่อยู่จำนวนไม่น้อยที่ชอบทำตัวแบบเด็ก ๆ มีนิสัยแบบเด็ก ๆ ทำไม่ดีเป็นตัวอย่างโดยไร้ยางอาย  แม้ว่าอายุจะมากขึ้น ความคิดก็น่าจะทำให้จิตใจสูงขึ้น  แต่ไม่เลย “แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน” กันทั้งนั้น ที่เห็นได้ชัดและบ่อยเป็นพิเศษก็คงจะเป็นผู้ใหญ่ในแวดวงการเมือง  ลองสังเกตดูให้ดี แล้วเราจะพบตัวอย่าง ผู้ใหญ่ที่มีความคิด คำพูดและการกระทำแบบเด็ก ๆ เท่าที่ผมสังเกตได้ก็พอมี เช่น       

1.การที่พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในมือ แย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีกันออกเป็นข่าวให้ประชาชนเห็น ไม่ว่าจะภายในหรือต่างพรรค ก็เปรียบได้กับการยื้อแย่งขนมและของเล่นของพวกเด็ก ๆ

            2.การทะเลาะกันของกลุ่มมวลชนทางการเมืองซึ่งมีความเห็นในทางตรงข้าม จนกระทั่งยกระดับเป็นการต่อสู้ ห้ำหั่นกันทางการเมือง  การกระทำนั้นเป็นการท้าทาย การข่มขู่ ใช้อารมณ์ที่รุนแรง ใช้วาจาด่ากันไปมาถึงขนาดด่าพ่อล่อแม่ ทำอย่างกับว่าตนเป็นเด็ก ท้ายที่สุดก็อ้างความมีอิทธิพลแล้วยกกำลังเข้าถล่มอีกฝ่ายหนึ่ง เข้าทำนอง “ได้ทีขี่แพะไล่” “ทีใครทีมัน” บ้างละ “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” บ้างละ

            3.การปัดหรือโยนความผิดที่ตัวเองก่อไว้ให้คนอื่น ให้สิ่งอื่นรับผิดชอบแทน เข้าทำนอง “รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง” ทั้ง ๆ ที่การกระทำของตัวเองนั่นแหละ เป็นเงื่อนไขในการนำบ้านเมืองเข้าสู่ความสงบเรียบร้อย แต่กลับไม่ยอมลาออก ไม่ยอมถอย ตั้งป้อมแต่จะอยู่ต่อเพื่อทำภารกิจบางอย่าง ทั้งนี้ ด้วยการอ้างว่า ไม่ยึดติดกับตำแหน่ง  จะอยู่เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย  อยู่เพื่อกู้ชาติ เพื่อขับไล่นักการเมืองเลวก็ตาม การกระทำก็เปรียบได้กับการดื้อตาใส เอาแต่ใจตัวเองของเด็ก ๆ อยากได้อะไรต้องได้

            4.การโกหกหลอกลวงประชาชนว่า จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ในเวลาที่ตนเองเข้ามาเป็นรัฐบาลแต่สุดท้ายกลับทำลืมไม่สนใจ  ไม่รักษาคำพูด  การกระทำนั้นแสดงออกได้ชัดว่า นักการเมืองไทยก็เด็กเลี้ยงแกะดีดีนี่เอง

            และ 5.การแสดงความคิดเห็นของนักการเมืองโดยใช้อารมณ์ความรูสึก  โต้แย้งกันโดยขาดเหตุผลที่น่าเชื่อถือ ถ้าเปรียบกับเด็กก็จะเข้าใจได้ว่า นักการเมืองไทยนั้นก็คือเด็กที่  “เถียงคำไม่ตกฟาก”

ความเป็นเด็กกับความเป็นผู้ใหญ่ในความเห็นของผมนั้น  อายุไม่ใช่สิ่งชี้วัดหรือตัวแบ่งแยก  หากแต่ความรู้จักรับผิดชอบในการงาน ในสิ่งที่ตนกระทำ การมีจิตใจที่สูงขึ้น ราบเรียบและใจเย็นขึ้น รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่เอาแต่ใจตัวเอง  มีเหตุมีผลในความคิด คำพูดและการกระทำต่างหากที่เป็นตัวแบ่งแยกว่า  เด็กคนนี้มีความคิด คำพูดและการกระทำแบบผู้ใหญ่หรือผู้ใหญ่คนนี้มีความคิด คำพูดและการกระทำแบบเด็ก ๆ กันแน่

และที่กล่าวกันอยู่เสมอว่า เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้านั้น มันก็มีส่วนถูก หมายความว่า ผู้ใหญ่ในวันนี้ต้องให้ความสำคัญกับเด็กตั้งแต่ยังเล็ก ยังพอสอน พอเตือนอะไรได้ เพราะเหตุว่าเด็กที่เคยถูกสอนในวันนั้น จะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้และที่เห็นความสิ้นหวังของคนไทยกับนักการเมืองที่เดินดินอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะนักการเมืองไทยเคยถูกสอนมาผิด ๆ หรือถูกสอนมาถูกทางแต่ไม่เคยจดจำมาปฏิบัติ  คิดแต่จะเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้เพียงฝ่ายเดียวไม่ว่าจะตัวเงินหรืออำนาจก็แล้วแต่  ทำให้ปัจจุบันสังคมไทยจึงขาดโอกาสที่จะฝากความหวังไว้กับนักการเมืองน้ำดี ผมเห็นว่า การยืนบนลำแข้งของตัวเองโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้วปฏิเสธความช่วยเหลือจากรัฐเท่านั้น ที่จะทำให้อยู่รอดและผ่านพ้นอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไปได้แล้วอยู่รอดที่ว่าก็เป็นความยั่งยืนที่เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสแห่งทุนนิยม จะไม่ให้อยู่รอดได้อย่างไร ก็ในเมื่อเรามีวิชาและสร้างทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง  ซึ่งนั่นแหละมีคุณค่ามากกว่าการได้รับเงินช่วยเหลือจากนักการเมืองพันธุ์ชั่วทั้งหลายที่หวังโกยเงินตัวกลับเมื่อมีโอกาสเสียอีก  เพราะความคิดคำพูดและการกระทำของผู้ใหญ่ในวันนี้ทั้งนั้น ที่ส่งผลเป็นการสร้างเด็กในวันนี้ให้มีนิสัยไม่ดี  ครูพักลักจำเอาแต่สิ่งที่ผู้ใหญ่ทำให้ดูเป็นแบบอย่างจนเกิดปัญหาสังคมที่แก้ยาก แก้ลำบากขึ้นทุกวัน กลับยิ่งทวียิ่งเพิ่มพูน  ถึงที่สุด เด็กในวันนี้ถูกสอนมาอย่างไร ก็สามารถมองไกลได้ตั้งแต่วันนี้เลยว่าจะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน เด็กในปัจจุบัน รู้จักแต่การเอาตัวรอด เห็นแก่ตัว  ไร้ความรับผิดชอบ ทำร้ายทำลายกันไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุข้างต้น เด็กในวันนี้ซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้าก็ถูกทิ้งขว้าง ถูกปล่อยปละละเลยทั้งหมดก็เป็นแบบอย่างจากผู้ใหญ่ในวันนี้ นี่เอง

ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ใช่จะถามอีกว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง  ในเมื่อผมเห็นว่าหมดเวลาตั้งนานแล้วที่จะถามกันแบบนี้  ที่จะคิดเปลี่ยนสังคมไทยให้ดีขึ้น  เพราะเวลานี้มีแต่จะต้องเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น  ในเมื่อมันป้องกันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว  ตราบใดที่วิธีคิดยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ  ไม่คิดที่จะปลูกฝังหน้าที่ความเป็นพลเมือง  หน้าที่ศาสนิกชนทีมีธรรมะในหัวจิตหัวใจ  ทั้งยังมีความพยายามให้เรื่องธรรมะเป็นเรื่องไกลตัว เข้าถึงยาก โบราณ ไม่ทันสมัย เป็นเรื่องนามธรรมที่ไร้สาระ  เห็นได้จาก การศึกษาทุกวันนี้ พยายามสอนให้คนเดินเข้าไปหาวิธีการคว้าเงินคว้าวัตถุเข้ามากอดไว้ให้แน่น  สอนให้มีวิชามาร ให้เรียนในวิชาที่สร้างเงินสร้างอำนาจได้  โดยละเลยวิชาธรรมชาติ วิชาจิตใจโดยเฉพาะนักวิชาการไม่เคยคิดที่จะสอนนักศึกษาเป็นกิจจะลักษณะในเรื่องเหล่านี้  ปล่อยให้นักศึกษาไปตามหาเอาเอง  ซึงไม่มีวันที่นักศึกษาเหล่านั้นจะเห็นและเข้าใจแน่นอน  หากขาดคนนำทางที่ดี ซึ่งคนนั้นต้องเป็นครูอาจารย์ โดยเฉพาะนักวิชาการที่ต้องเอาใจใส่่ในเรื่องนี้ให้มาก  ตัวอย่างเช่น  การควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐนั้น สังคมไทยเรารับเอาแนวคิดมาจากตะวันตกกล่าวคือ  เป็นการตั้งองค์กรซึ่งเป็นอิสระจากอำนาจรัฐขึ้นมาตรวจสอบองค์กรฝ่ายบริหารและองค์กรฝ่ายปกครองโดยที่เราลืมที่จะรับแนวคิดของตะวันออกเข้าไปรวมอยู่ด้วย แนวคิดตะวันนออกสอนว่า  การควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐนั้นต้องเกิดขึ้นภายในจิตใจขององค์กรฝ่ายบริหารและฝ่ายปกครอง ต่างจากการควบคุมและตรวจสอบกันภายในโดยองค์กรฝ่ายบริหารและฝ่ายปกครองด้วยกัน การควบคุมและตรวจสอบจิตใจไม่ให้ทำตามความต้องการของความโลภ โกรธและหลง  ละอายต่อความชั่วและเกรงกลัวต่อบาปต่างหากเล่าที่จะเป็นหลักประกันและเป็นการแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ได้ ไม่ใช่ว่า  ปล่อยให้องค์กรฝ่ายบริหารและองค์กรฝ่ายปกครองบริหารไป โกงกินไป เว้นระยะไปสักหน่อยแล้วค่อยตรวจสอบกันทีหลังเข้าทำนอง “วัวหายล้อมคอก”  แล้วจะไม่ให้หายได้อย่างไร  ในเมื่อวิธีคิดทางตะวันตกที่เรารับมาไม่ครบถ้วน เป็นการปล่อยให้วัวหายแล้วล้อมคอก(วิธีการแก้ไข) ทั้ง ๆ ที่โอกาสในการล้อมคอกก่อนวัวหายซึ่งเป็นวิธีคิดทางตะวันออก(วิธีการป้องกัน)นั้นมีอยู่

ฉันใดปลายน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ใช้อาบ ใช้กินได้มาจากต้นน้ำที่ใสสะอาดปราศจากสิ่งเจือปน  ฉันนั้นสังคมที่ดี ที่สงบเรียบร้อยเป็นปกติสุขก็ย่อมมาจากการศึกษาที่ดีที่ถูกทางเป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนและไม่เห็นแก่ตัวซึ่งกันและกัน  ดังนั้น การศึกษาจึงเป็นบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด  การศึกษาที่ว่า  นายกรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการต้องมีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายใหม่  โละทิ้งนโยบายเดิม ๆ ที่สอนให้เห็นแก่ตัว สอนให้แข่งขัน(ไม่ใช่แบ่งปัน) ทำให้ การศึกษาไทยไม่ได้ตอบสนองการพัฒนาจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นเลย  ท่านนายกรัฐมนตรีครับ  ลองไปศึกษาวิธีการและแนวทางของโรงเรียนที่ผมศรัทธาและเรียกว่าโรงเรียนในฝัน ในอุดมคติ ในความเป็นจริง  โรงเรียนนี้อยู่ที่จังหวัดลพบุรีเป็นโรงเรียนประจำใช้ชื่อว่า  โรงเรียนสัตยาไส โรงเรียนที่มีแนวคิดในการสร้างมาจาก ดร.อาจอง  ชุมสาย ณ อยุธยา  ณ โรงเรียนแห่งนี้ นอกจากจะสอนวิชาการทั่วไปแล้ว วิชาธรรมชาติ วิชาจิตใจ ถูกนำมาสอนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ อย่างจริงจัง เรียกได้ว่า  ใครก็ตามที่จบการศึกษาจากรั้วของโรงเรียนที่ว่านี้  ทุกคนมีความคิด  คำพูดและการกระทำที่ดีงามเป็นต้นแบบของเด็กดีที่ควรค่าแก่การยกย่องว่า  แม้จะเป็นเด็กแต่ก็มีความคิดแบบผู้ใหญ่  เป็นเทวดาน้อย ๆ ที่เดินอยู่บนดิน  ซึ่งก่อนหน้าที่ผมจะรู้จักโรงเรียนแห่งนี้  ผมยอมรับเลยว่า  ผมไม่เคยคาดคิดว่า  โรงเรียนที่เป็นสวรรค์บนดินมีอยู่จริง ๆ ในประเทศไทย

หลังม่านสีฟ้า
11 มกราคม 2552
(ควันหลงวันเด็ก)

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net