วันที่ พุธ มกราคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไปเมลเบิร์น ตอนที่ 8 ตอนจบ ... เที่ยวเมลเบิร์นวันสุดท้าย ได้เวลากลับบ้านเสียที


ในที่สุดก็มาถึงตอนจบเสียที ในตอนนี้จะนำเสนอการเดินท่องนครเมลเบิร์นในวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับเมือง ไทย คือ วันที่ 5 เมษายน 2551 ในโอกาสที่เทนนิสแกรนด์แสลม 1 ใน 4 จะจัดขึ้นในนครแห่งนี้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ คือ เริ่มวันที่ 19 มกราคม 2552 นี้ ผมก็ได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่แข่งขันล่วงหน้าก่อนใคร ๆ ถึง 9 เดือน


ก่อนเดินทางท่องเที่ยว รองท้องด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยำยำจัมโบ้หมูสับห่อสุดท้ายที่ติดมาจากเมืองไทย ใส่ไข่และแฮมเรียบร้อย ก่อนจัดของเตรียมกลับเมืองไทยเรียบร้อย พร้อม checkout ออกจากโรงแรม อ้อ ลืมบอกว่าที่นี่ต้อง checkout ตั้งแต่ 10 โมง จึงต้องรีบหน่อย


สาขาของโรงแรม Quest มีอยู่ทั่วไปถึง 110 แห่งในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิจิ ตามที่เห็นนี้ ท่านใดสนใจใช้บริการสามารถดูได้ว่าเมืองที่ท่านจะไปมีสาขาของโรงแรมนี้หรือไม่


checkout เรียบร้อยแล้ว ฝากกระเป๋าเก็บที่โรงแรมก่อน ไปเดินเที่ยวให้หนำใจก่อนแล้วค่อยกลับมาเอาของ เพราะกว่าเครื่องจะขึ้นก็เป็นเวลาเย็น ผมยังมีเวลาอีกทั้งวันในการเดินเที่ยว แล้วผมก็เดินไปรอรถรางฟรีซึ่งเป็นพาหนะหลักในการเดินทางเหมือนเช่นเคย วันนี้มาช้าไปหน่อยแต่ไม่เป็นไร


กะจะไปงานนี้ งานแสดงดอกไม้ในสวน Melbourne International Flower&Garden Show ที่จัดที่สวน Carlton ใกล้กับ Royal Exhibition Center ที่ได้นำเสนอไปแล้วตั้งแต่ตอนแรก ๆ


แต่พอเห็นราคาค่าตั๋วเข้าชมงาน 19.50 ดอลลาร์ แล้วก็มึนไปชั่วครู่ ก่อนตัดสินใจไม่เข้าดีกว่า ไปดูดอกไม้ที่อื่น ๆ ที่ถูกกว่านี้ดีกว่า แล้วผมก็ลาจากไป ...


เป้าหมายปลายทางของผมคือสวน Fitzroy ซึ่งเป็นสวนขนาดใหญ่ในนครเมลเบิร์น ระหว่างทางก็ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อย ตึกแห่งนี้สวยดี


ระหว่างทางเกิดปวดฉี่ไม่รู้จะไปเข้าห้องน้ำที่ไหนดี ใจกล้าหน้าด้านหน่อย เดินเข้าโรงแรม Hyatt สุดหรูที่ตั้งอยู่บริเวณนั้น เดินเข้าไปเข้าห้องน้ำแล้วเดินออกมาหน้าตาเฉย ไม่มีใครสงสัย ทำตัวให้เหมือนแขกพักโรงแรมเข้าไว้ อิ อิ


อากาศนครเมลเบิร์นในวันนี้ หนาวเย็นพอประมาณ ดูมืดมัว ครึ้มฟ้าครึ้มฝนอย่างที่เห็น


เดินเข้าไปในสวน Fitzroy แล้วก็เจอที่ชมดอกไม้ฟรี ๆ แล้ว ที่นี่เลย Fitzroy Gardens Conservatory เอาล่ะ เข้าไปชมกันครับ


ต้องย่อรูปให้เล็กกว่าปกติซะหน่อย เพราะขนาดเกิน 100 KB จะ upload ไม่ได้


บรรยากาศเย็น ๆ สบาย ๆ ท่ามกลางดอกไม้นานาพันธุ์


รูปปั้นคุณ Mary Gilbert ตามป้ายบอกว่าเป็นผู้หญิงคนแรกที่มาตั้งถิ่นฐานในนครเมลเบิร์นแห่งนี้ เมื่อปี 1835


บรรยากาศดี ๆ เข้าชมฟรี คุ้มค่าจริง ๆ


สวยไหมครับ


ออกจากการชมดอกไม้ฟรี ไปชมกระท่อมของกัปตันคุกกันบ้าง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Cook's Cottage


เสียค่าเข้าชมไม่แพง (เท่าไรจำไม่ได้แล้ว ไม่ถึง 10 ดอลลาร์ ถูกมาก) มีคู่มือเป็นภาษาไทยแจกด้วยนะครับ


ภายในมีการจัดนิทรรศการการเดินทางของกัปตันคุก ในภาพเป็นการเดินทางครั้งที่ 2 ดูแล้วท่าทางแกจะหลงทางในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้นานพอสมควร เส้นทางวกวนดูยุ่งเหยิงเชียว เห็นแล้วแอบสงสาร


นี่แหละเรือที่กัปตันคุกใช้เดินทางท่องมหาสมุทร ค้นพบดินแดนต่าง ๆ เมื่อครั้งก่อนโน้น อันนี้ไม่ได้โชว์อย่างเดียวนะครับ ขายในราคา 22.95 ดอลลาร์แน่ะ


สภาพภายในบ้านกัปตันคุก ดูว่าสมัยก่อนเขาอยู่กันอย่างไร


เตียงนอนครับ มีเตียงนอนเด็กด้วย เพราะกัปตันคุกแกเดินทางมาเป็นครอบครัว


ดูกันเพลิน ๆ ครับ ...


ด้านนอกมีภาพครอบครัวกัปตันคุกให้ถ่ายด้วย ครอบครัวเขามีกัน 4 คน แต่ผมมาคนเดียว ก็เลยมีแต่หน้าของกัปตันคุกคนเดียว อิ อิ


ออกจากสวนสาธารณะ Fitzroy มาแล้วครับ เป้าหมายต่อไปคือชมสนามเทนนิสที่อยู่ไม่ไกลนัก เดินไปชมวิวของเมืองไปเรื่อย ๆ ถนนเส้นนี้รถน้อยดีครับ แต่พอถึงช่วงแข่ง Australian Open รถคงติดน่าดู


ก่อนไปสนามเทนนิส แวะที่ Melbourne Cricket Ground (MCG) กันก่อนครับ ชื่อก็บอกแล้วว่าใช้แข่งคริกเก็ต ตอนนี้เช้าวันเสาร์คงยังไม่มีเกมแข่ง คนก็เลยไม่มีสักคน


เข้ามาใกล้อีกนิด ...


รูปปั้นคนตีคริกเก็ต เห็นจากป้ายคือ Bill Ponsford คงเป็นนักกีฬาคริกเก็ตที่มีชื่อเสียง


ชม MCG เท่านี้ก่อน นี่เป็นทางเดินที่จะนำทุกท่านไปสู่สนามแข่งขันเทนนิส Australian Open ครับ


ทางนี้ข้ามทางรถไฟด้วยครับ เห็นวิวสวย ๆ ฉากหลังเป็นตึกใน CBD จึงได้ถ่ายเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน


นี่คือ Vodafone Arena สถานที่แข่งเทนนิสครับ


ต่อด้วย Rod Laver Arena สนามเทนนิสอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างกันมากนัก


มีรูปนักเทนนิสอยู่ด้านหน้าด้วย ใครเอ่ย ? ใครรู้บ้าง ??


ชมสนามเทนนิสแต่เพียงเท่านี้ แล้วผมก็เดินไปหาที่นั่งพักในสวนริมแม้น้ำ Yarra อันแสนเงียบสงบสบายน่านั่งพักนาน ๆ มองไปในแม่น้ำมีคนมาซ้อมพายเรือกันหลายทีม


วิวริมแม่น้ำ Yarra ครับ อยากให้เมืองไทยมีสวนสวย ๆ บรรยากาศดี ๆ อย่างนี้ เยอะ ๆ จังเลย ในกรุงเทพฯ ก็ต้องฝากผู้ว่าฯ คนใหม่ ท่านคุณชายสุขุมพันธุ์ ด้วยนะครับ อย่าให้ 9 แสนกว่าคะแนนที่เลือกท่านต้องผิดหวัง


ริมแม่น้ำก็มีนักท่องเที่ยวขึ้นรถม้าวิ่งชมเมือง ซึ่งคุณสามารถเห็นได้ทั่วไป แต่ไม่รู้ราคาเท่าไรเหมือนกัน น่าจะแพงเอาเรื่อง


ในน้ำยังมีเป็ดว่ายน้ำด้วย แสดงว่าน้ำที่นี่คุณภาพดี ไม่เน่า ไม่เสีย นะครับเจ้านาย


เรือสำราญลำใหญ่ลอยน้ำมา คนเพียบ ผมลุ้นอยู่ว่าจะสามารถลอดใต้สะพานข้ามแม่น้ำได้หรือไม่ ปรากฏว่าลอดได้ไม่มีปัญหาครับ


นั่งพักจนเต็มอิ่มแล้วก็เดินต่อไป วันนี้เป็นวันเสาร์ เห็นครอบครัวนี้ออกมาขี่จักรยานเล่นกันแล้วก็รู้สึกอบอุ่นดีครับ


ชมวิวทิวทัศน์ บรรยากาศริมแม่น้ำ Yarra อีกสักรูปหนึ่ง สวย ๆ ครับ


อีกสักรูปก็แล้วกัน ...


ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ซึ่งตั้งอยู่แถวนั้น ถ้าขึ้นถึงจุดสุดยอด เอ๊ย จุดสูงสุด คงจะเสียวน่าดู


เดินทางมาถึง Federation Square อีกครั้ง วันนี้ก็มีคนมาแสดงเหมือนเดิม เห็นเอาไฟมาโยนเล่นแล้วหวาดเสียว แต่วันนี้ผมไม่ได้สนใจการแสดงมากนัก มัวแต่ชมคนเดินไปเดินมา ถ่ายรูปสาว ๆ ทั้งฝรั่งทั้งเอเชียมาหลายรูป ขออนุญาตไม่เอาลงครับ อิ อิ


บ่าย 2 เศษ หมดเวลาเที่ยวแล้ว ขึ้นรถรางฟรีกลับโรงแรม ได้เวลาไปสนามบิน เดินทาง
กลับเมืองไทยแล้ว


ถ่ายหน้าโรงแรมอีกครั้งหนึ่งก่อนบ๊ายบาย ...


เอาของที่ฝากไว้ที่โรงแรม แล้วก็เดินไปที่สถานี Southern Cross Station เพื่อขึ้นรถ Skybus สายตรงสู่สนามบิน Tullamarine ไม่ต้องจ่ายเงิน เพราะได้ซื้อตั๋ว round trip ตั้งแต่วันที่เดินทางมาถึงแล้ว


ปลายทาง ... กรุงเทพมหานคร ... เครื่องขึ้น 17:05 น. ... รับทราบขอรับ ...


หน้าช่อง checkin ครับ

พูดถึงตอนที่แล้วที่ผมไปซื้อไวน์มา 2 ขวด ผมก็ไม่รู้ว่าห้ามนำของเหลวขึ้นเครื่องบิน จึงได้เอาใส่กระเป๋าสะพายหลัง ได้เรื่องเลย เมื่อเจ้าหน้าที่สแกนพบแล้วยึดทั้ง 2 ขวด ไปต่อหน้าต่อตา ผมอึ้ง พยายามขอคืนเพื่อไปฝากไว้ที่จุด checkin แต่เขาก็ไม่ยอมให้คืน (สงสัยจะอยากกิน Bin 389 ของผมมาก) ผมนี่เซ็งมาก ไวน์ราคาแพงกว่า 70 ดอลลาร์ที่อุตส่าห์จะซื้อเอาไปกินเมืองไทย หายไปต่อหน้าต่อตา ...


ผ่านจุดเซ็งแล้ว ก็ได้แต่นั่งคอยเครื่องบิน คอยเวลา ตรงนั้นมี Duty Free ขายไวน์ Bin 389 ที่เพิ่งโดนยึด ในราคาที่ไม่ต่างจากที่ผมซื้อเมื่อวานนี้มากนัก เห็นแล้วก็ช้ำใจ จะซื้อชดเชยหรือก็เสียดายเงิน ไม่อยากซื้อไวน์ขวดเดียวในราคาทวีคูณ จึงเป็นอุทธาหรณ์สอนใจ ของเหลวทั้งหลายต้องเอาใส่กระเป๋าโหลดใต้เครื่อง มันไม่แตกหรอก ถ้าแตกก็ซวยไป กระเป๋าเลอะ ยังดีกว่าต้องโดนยึดต่อหน้าต่อตาแบบนี้


ร้าน Duty Free ขายเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องหนังอื่น ๆ ก็มีนะครับ


ขึ้นเครื่องแล้ว ใช้บริการการบินไทยเช่นเคย เมนูเย็นนี้ จะเลือกกินอะไรดีขอรับ


แต่สำหรับผม ขอดื่มอะไรแก้เซ็งสักหน่อยดีกว่า ก็เลยซด Jack Daniel's ไปสักหน่อย ถือเป็นแอลกอฮอล์ชุดสุดท้ายที่ได้มีโอกาสเข้าปากผม เพราะเมื่อผมกลับมาเมืองไทยแล้วป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล ผมไม่ได้กินเหล้าอีกเลย (เสียสุขภาพครับ)


เครื่องบินขึ้นแล้ว มองเห็นบ้านคนเรียงรายสวยงามเป็นระเบียบ


ผ่านชั้นก้อนเมฆขึ้นมาแล้ว ...


รัฐ Victoria ไม่แห้งแล้งเหมือนรัฐอื่น ๆ ทางตอนเหนือ จึงเห็นพื้นที่สีเขียวค่อนข้างมาก


แต่พอผ่านมาถึงตอนกลางประเทศ ก็จะเห็นภูมิประเทศแห้งแล้งแบบนี้


แต่ก็สวยไปอีกแบบหนึ่ง


อาหารเย็นมื้อแรกมาแล้วครับผม อันนี้เป็นข้าวหอมมะลิไทยกับแกงมัสมั่นแกะ ผมกินจนหมดเกลี้ยงด้วยความหิวเพราะไม่ได้กินอาหารกลางวันมา


แต่พอมื้อที่สองก็ต้องจอด กินไม่ลงสักอย่างครับ (เพราะยังอิ่มอยู่) ในภาพนี้เป็น ก๋วยเตี๋ยวผักกวางตุ้ง ครับ


อาทิตย์ลาลับขอบฟ้าแล้ว บ๊ายบายประเทศออสเตรเลีย ขอให้ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเยือนใหม่อีกหลาย ๆ ครั้ง เพี้ยง !


เข้าเขตประเทศไทยแล้ว ...


ถึงสนามบินสุวรรณภูมิตอน 4 ทุ่มเศษตามกำหนดเวลา รอรับกระเป๋าที่จุดนี้ครับผม


แล้วผมก็นั่ง TAXI เถื่อน ราคา 1,200 บาท กลับแหลมฉบังทันที ที่ต้องใช้บริการเพราะ TAXI สนามบินนั้นโคตรแพงครับ ยอมขึ้นที่ถูกกว่า รถโบราณกว่า แต่แอร์เย็นนะจ๊ะ วิ่งเร็วไม่แพ้รถใหม่ ๆ ไปถึงแหลมฉบังตอนเที่ยงคืนเศษ เป็นอันจบการเดินทางแต่เพียงเท่านี้

ที่น่าชื่นชมแม้จะเป็น TAXI เถื่อน ก็คือ ผมลืมของ กระเป๋ากล้อง ไว้ในรถ โทรติดต่อเขา กะว่าจะไม่ได้คืนแล้วเพราะผมจำยี่ห้อรถ รุ่นรถ ที่นั่งมาไม่ได้เลย แต่เขาก็หาจนเจอ และเอามาส่งให้ถึงที่ ขอบคุณอย่างยิ่งครับ

จบเสียที ... 8 ตอนจบ ... ยาวทีเดียว ...

จะได้ไปเที่ยวที่ไหน ที่สามารถนำมาเขียนยาว ๆ อย่างนี้ อีกไหมเนี่ย ? ...

ขอให้มีโอกาสอย่างนั้นอีก หลาย ๆ ครั้ง ...

สำหรับทัวร์เมลเบิร์นครั้งนี้ ต้องขอบคุณ กรมศุลกากร ที่ให้โอกาสดี ๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต ศุลกากรญี่ปุ่น ผู้ออกงบประมาณทั้งหมด ให้ไปประชุมฟรี เที่ยวฟรี ไม่เสียเงิน และขอบคุณประเทศออสเตรเลีย ที่ให้ผมได้เปิดหูเปิดตา ท่องโลกกว้าง ...

จบแล้วครับ !!!

โดย Choodech

 

กลับไปที่ www.oknation.net