วันที่ เสาร์ มกราคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

The Rodeo : ลีลาอันทารุณ


St.Helens  Rodeo

         สามทุ่มครึ่ง ของคืนวันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม 2548 ลมเย็นพัดเอาความสดชื่นมาไล่ความร้อนอบอ้าวที่ระอุไอมาตลอดบ่ายให้จากไป เมื่อแสงสุดท้ายของดวงตะวันหดหายลับเหลี่ยมเขา ลมหายใจของม้าตัวหนึ่งก็ขาดสะบั้นลงขณะพระจันทร์เต็มดวงโผล่ขึ้นมาทางตะวันออกเฉียงเหนือลอยเด่นแย้มยิ้มอยู่เหนือภูเขา เหมือนเป็นการยิ้มต้อนรับวิญญาณดวงนั้นของมันที่ล่องลอยออกจากร่าง

       เสียงโห่ร้องของผู้ชมที่ดังอยู่รายรอบสนามม้าชั่วคราวเมื่อครู่เงียบลง ฝุ่นฟุ้งตลบเพราะกีบเท้าของสัตว์ที่ถูกควบและเฆี่ยนให้วิ่งจางหายไป พวกมัน(ม้าและวัว)ถูกต้อนเข้าไปไว้อีกด้านของสนาม ซึ่งแบ่งส่วนให้เป็นที่พักของชาวคณะเธอะโรดิโอ มีรถพ่วง รถบรรทุกเล็กใหญ่ รถมอเตอร์โฮมและแคแรเวนจอดอยู่เป็นกลุ่ม ข้างๆ คือคอกวัวชั่วคราวล้อมด้วยลวดไฟฟ้า ให้ม้าและวัวพักกินหญ้าและอาหารเม็ด ส่วนเจ้าเหล่า Cowboy และ Cowgirl ทั้งหลายที่ทำงานตัวเป็นเกลียวมาทั้งวัน เพิ่งได้เวลาพักผ่อนหลับนอน และส่วนหนึ่งซึ่งคงเป็นส่วนใหญ่ในคณะหันมาดื่มเบียร์ในคอกที่ล้อมรั้วไว้สำหรับนักดื่มโดยเฉพาะ มีบาร์ขายเบียร์และถังแช่ขนาดใหญ่โตตั้งตระหง่านอยู่ข้างเต็นท์

      นักดื่มเหล่านี้คือเจ้าของและนักขี่ม้า ขี่วัว ทั้งชายและหญิง ในคณะเซ็นต์เฮเลนส์ โรดิโอ(St.Helens Rodeo) ที่สร้างความตื่นเต้นหวาดเสียว ด้วยการแสดงลีลา วาดลวดลาย บนหลังสัตว์ เรียกเสียงโห่ฮากึกก้องจากผู้ชมรายรอบสนาม เมื่อสองสามชั่วโมงที่ผ่านมานี่เอง

       โรดิโอ(Rodeo) คือการแสดงการขี่ม้าผาดโผนโจนทะยาน ล้อเล่นกับยมบาลชนิดเฉียดฉิว เป็นที่นิยมกันทั่วไปในออสเตรเลียและที่รัฐแทสเมเนีย ในช่วงฤดูร้อนนี้มีโรดิโอให้ผู้พิสมัยความตื่นเต้น เร้าใจ ได้ไปยืนเชียร์แบบใจห้อยใจแขวนอยู่หลายแห่ง เช่น ที่เมือง Ross Rodeo, Carrick Rodeo, Scottsdale Rodeo, Harveydale Rodeo และ St.helens Rodeo แห่งนี้

       เป็นความสนุกตื่นเต้นเร้าใจที่ได้ชมได้เชียร์ความรุนแรงและทารุณของทั้งคนและสัตว์ แต่ละรอบที่นักขี่ม้าผาดโผนควบบนหลังมันออกมา เป็นการปลุกเร้าผู้ชมรายรอบสนามให้ตื่นเต้น หวาดเสียว อกสั่นหวั่นระทึก เสียงดนตรีในจังหวะรุกเร้า สลับกับเสียงตะโกนของโฆษกในรายการ ช่วยกระหน่ำย้ำความรู้สึกของผู้คนจนแทบลืมหายใจ จนกว่าเกมจะจบลง ด้วยความรู้สึกโล่งอกเมื่อเห็นว่าเขา(นักขี่)ปลอดภัย ไม่ว่าจะเอาชนะสัตว์ได้หรือไม่ก็ตาม แต่ก็มีเหมือนกันที่ความรู้สึกนั้นยังค้างคาใจ ว่าคนที่ตกลงมาจากหลังม้า หรือวัวตัวร้าย และถูกชนอีกหลายตลบจนต้องหามออกไปจากสนามนั้นตายหรือเปล่าหรือจะถึงขั้นพิการแขนขาหัก สันหลังเดาะหรือไม่

      ที่แน่ๆ ในเซ้นต์เฮเลนส์  โรดิโอ  ค่ำนี้มีม่าผาดโผน (bucking  horse)  ตัวหนึ่ง ซึ่งในขณะกำลังไล่ชนร่างของคนผู้ที่มันได้สลัดลงจากหลังด้วยความโมโหโกรธา  และความรุนแรงที่มันกระโดดแล้วทิ่มหัวลงชน  ทำให้คอมันหักดิ้น  แล้วแน่นิ่งไป  ต่อหน้าต่อตา  ผู้ที่เฝ้าดูอยู่รายรอบสนาม  สัตวแพทย์ถูกตามตัวมาโดยด่วน  ร่างของมันถูกเคลื่อนย้ายออกไป  กิจกรรมอื่นๆ ดำเนินต่อไป  ไม่ว่ามันจะยังมีชีวิตรอด  หรือตายไปแล้วก็ตาม

   การแสดงเริ่มมาตั้งแต่บ่ายแก่ ๆ  ห้าโมงเย็นที่ตะวันยังส่องแสงแรงจ้า  จนน้ำที่มารดรดพื้นสนามซึ่งถูกไถให้ดินร่วนซุยนั้นแห้งหายไปรวดเร็ว  จึงมีฝุ่นฟุ้งกระจายตลบยามถูกกีบเท้าสัตว์ตะกุยตะเกียกตะกายขึ้นมาแทน

    รายการแรกเรียกความสนใจของผู้คนด้วยลีลาขี่ม้าโชว์ของสาวน้อย นักขี่ม้าสมัครเล่น เซนส์เฮเลนส์ไรดิ่งพอนี่ คลับ  และตามด้วยการแข่งขันขี่ม้าอ้อมหลัก  ของเธอ  ซึ่งได้ผู้ชนะคือเด็กสาวชื่อ ไฮดี้  จากโรงเรียนเซนต์เฮเลนส ไฮสกูล  แต่ที่ชนะใจผู้ชม  เรียกเสียงเชียร์ได้ก้องสนาม  คือ  หนูน้อยอายุสี่ขวบ  ขี่ม้าพอนี่ออกมาวิ่งแข่ง  และวิ่งได้เร็วที่สุดเท้าที่ผู้เป็นพ่อของเธอซึ่งเป็นผู้จูงม้าจะวิ่งได้นั่นแหละ  น่ารักทั้งพ่อทั้งลูก

  รายการของนักขี่ม้าสาวคาวเกิลมีอีกอย่างคือ  การขี่ม้าคล้องลูกวัว  ซึ่งมีทั้งเดี่ยว  และแข่งเป็นทีม  ซึ่งอาผสมทั้งชาย หญิง  ชัยชนะอยู่ที่การใช้เวลาสั้นที่สุดในการเหวี่ยงเชือกจากหลังม้าไปคล้องคอลูกวัวที่กำลังตื่นตกใจวิ่งหนีความตาย  หนีเชือกเส้นยาว  ที่ขดเป็นวงคล้องฉับแล้วติดตรึงให้มันดิ้นไม่หลุด  วัวน้อยๆ เหล่านี้ถูกต้อนมาขังไว้ในคอกเหล็กแคบ ๆ ข้างสนาม  มันจึงตื่นตระหนกตกใจหาทางออกจากคอกอันเหมือนคุกนั้นอยู่ทุกวินาที  ครั้นประตูเปิดผั๊วะ  มันจึงกระโจนออกมาแล้ววิ่งไม่คิดชีวิต  โอกาสนี้แหละ  ที่คาวเกิร์ล  คาวบอย  จะใช้เป็นนาทีทอง  ต้องควบม้าจี๋ ตามจี้ลูกวัวเพื่อเหวี่ยงเชือกให้รวเร็ว  และแม่นยำ

   ลีลาการเหวี่ยงเชือกเฟี้ยวฟ้าว แล้วสาวกลับนั้น  ดูสวยงามราวกับท่ารามสูรขว้างขวาน  ในการแสดงโขนเชียว  วินาทีนี้แหละที่ตัดสินความเป็นความตาย พ่ายแพ้ หรือชนะ  ระหว่างคนผู้มีม้าช่วย  กับลูกวัวผู้โดดเดี่ยว

   ครั้นเกมจบลงไม่ว่าแพ้ หรือชนะ  ลูกวัวก็จะถูกไล่ต้อนออกนอกสนามไป  ต่อจากนั้นรายการ  (bucking  horse)  จึงเริ่มขึ้นให้ผู้ชมหายใจไม่ทั่วท้อง

   เพราะม้าบัคกิ้งพวกนี้เป็นม้าดุ ขี้รำคาญ  มีใคร หรือะไรๆ ม้าอยูบนหลังของมัน  มันจะต้องกระโดดโลดเต้นเพื่อสลัดสิ่งนั้นๆ ร่างนั้นๆ ออกทิ้งไปให้ได้  นักขี่ม้าเหล่านี้จึงเป็นเสมือนการท้าทายกับความตาย  แต่ละคนหน้าตาดูเหี้ยมเกรียม  แต่งตัวแบบยุคคาวบอยครองเมือง  หมวกปีกกว้าง  กางเกงยีนส์ขาบาน  ที่ไม่บานก็แหกข้างมันขึ้นไปถึงสะโพก  ชายเสื้อทั้งเอว และแขน ตัดเป็นริ้ว พร้ววะวิบ ยามเจ้าตัวเคลื่อนไหว  ที่เอวคาดไว้ด้วยเข็มขัด ที่มีลวดลายเส้นสายยึกยืออีรุงตุงนัง  นอกจากนั้นเสื้อกางเกงของพวกเขายังประประดาด้วยกระดุมโลหะเป็นลวดลายเลื่อมพราว  ม้าเห็นแล้วนึกว่าเป็นสัตว์ประหลาดมันจึงตั้งข้อรังเกียจนักหนา  ไม่ยอมแม้ให้เข้าใกล้  ไฉนจะไปขี่หลังมันได้เล่า   แต่เขาก็มีวิธี  คือ ข้างๆ สนามนั้นเขาทำคอกเล็กๆ กว้างยาวพอดีกับตัวม้า  มีประตูสองข้าง  คือข้างนอกที่นำม้าเข้ามา กับข้างในที่เปิดออกสู่สนาม  เมื่อนำบัคกิ้งโฮสเข้ามาในคอกนี้แล้ว  นักขี่ม้าผาดโผน  จะปีนขึ้นไปอยู่ข้างบน  และกระโดดทิ้งตัวลงมาขี่หลังมัน  ซึ่งมันจะดิ้นรนทันทีที่มีร่างหนัก ๆ ของคนบนหลัง   แต่มันยังไม่ทำอะไร  เพราะคอกมันแคบ  และมีหลายคนช่วยกันจับไว้  พอประตูเปิดผั๊วะเท่านั้นแหละ  นั่นคือวินาทีแห่งความเป็นความตายระหว่างม้ากับคน  ม้าต้องการสลัดคนทิ้ง  คนต้องการเกาะหลังมันไว้ให้นานที่สุด  ยิ่งนานยิ่งหมายถึงชัยชนะ  ตกลงมาเมื่อใดหมายถึงเกมสิ้นสุด

       มีบ้างเหมือนกันที่ม้าบางตัวขี้เกียจ  หรืออาจเหนื่อยจนเฉื่อยชา  เขาก็จะพากันกระตุ้น ยั่วยุ ถองถีบ จนมันอดกลั้นไม่ไหว  เกิดโมโหโกรธาจนตาลาย  กลายเป็นม้าบ้าอย่างที่เขาต้องการจนได้

     แต่ก็มีรายการผ่อนคลายด้วยลีลาลวดลายของนักแสดงตลก  ที่เป็นวัฒนธรรมร่วมของทั้งตะวันตกตะวันออก  ก็คือ ชายแต่งตัวเป็นหญิง  แต่งหน้าทาปากสีฉูดฉาด เลอะเปรอะ  หอบเสื้อหอบกระโปรงอันรุงรัง ห้อยย้อย   ขากกะรุ่งกะริ่ง โหว่หน้า  แหว่งหลัง  ทำท่าทางก๋ากั่นแบบโอเวอร์แอ๊คชั่น    ผู้ชมหัวเราะ  บางครั้งขณะที่เกมกำลังตื่นเต้นหวาดเสียวขนาดหนัก  คุณเธอก็จะกระโดดดีดตัว (น่าจะเรียกว่าดีดกะโหลกนะ)  ออกไปทำท่าตัวสั่นงันงกซบอกสาวๆ  ที่ข้างเวที  เรียกเสียงกรี๊กดกร๊าดจากสาว ๆ และคนดูสนั่นไป  ท่าทางกระเดียดกระแดะของชายในชุดหญิงนั้น  ดูเหมือนจะเป็นตัวผ่อนคลายที่ไม่มีใครรังเกียจ  หากินได้ไม่ว่าชาติไหนๆ

      แต่ที่ทำให้ความรู้สึกเศร้าสลดค้างคาใจอยู่ไม่รู้ลืมก็คือ  Bucking  Bull  นั่นคือการพยายามขี่หลังวัวตัวผู้ซึ่งไม่เคยถูกฝึกให้เชื่อง  แต่จะถูกฝึกให้โหดร้ายแทน  มันจะแสนรำคาญ  คล้ายเจ้าม้าจอมดีด  แต่วัวมีพลังปะทะมากกว่า  หลายเท่า

     ธรรมชาติของสัตว์ที่ไม่ได้รับการฝึกให้เชื่องนั้นมันก็คือสัตว์ป่าที่มองเห็นว่ามนุษย์ก็เป็นเฉกเช่นกับสัตว์อื่นๆ  ไม่ใช่เจ้านายที่จะมาบังคับขับขี่มันได้  มันจึงต้องการจะสลัดทิ้งทันทีที่มีผู้คนมาอยู่บนหลังมัน  และคราวนี้บวกับความร้อนอบอ้าวของอากาศ  เสียงผู้คนที่โห่ร้องก้องสนาม  ฝุ่นละอองที่ฟุ้งตลบจนสายตาของมันฝ้ามัว  เจ้าวัวตัวหนึ่งจึงมีอาการโกรธมากมาย  เมื่อมันสลัดหลังทิ้งชายคนหนึ่งลงไปนอนกลิ้งได้แล้ว  มันยังคงตามติด ตามขวิด  ตามชน  ใช้หัวช้อนร่างของเขาขึ้นมา แล้วสลัดกระเด็นไปไกลหลายวา  ร่างเล็ก ๆ รุงๆรังๆนั้นลงมากองพับกับพื้น เหมือนหุ่นไล่กาถูกลมพัดพาลงจากหลักไม้ที่ใช้พยุงร่างของมัน

   ผู้ชมทั้งสนามเงียบกริบ  หมาหลายตัวพร้อมคาวบอย คาวเกิร์ลทั้งหลายขี่ม้าเข้ามาช่วยกันขับไล่เจ้าวัวโขดเข้าประตูคอกไป  เปลสนามถูกหามเข้ามา  หามร่างหุ่นไล่กาออกไป  โดยไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย

      ไม่แน่หรอก  สำหรับผู้มีวิญญาณนักสู้อย่างเขา  พรุ่งนี้เขาอาจลุกขึ้นมากระโดดขึ้นบนหลังวัวบ้าได้อีก  หรือไม่ร่างของเขาอาจถูกกลบฝัง  วางทับไว้ดอกไม้ช่องาม  กับคำจารึกไว้อาลัยสวยหรูก็ได้

     ค่ำแล้ว  พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า  สัตว์ทั้งหลายถูกต้อนให้เข้าคอก กินหญ้า และพักผ่อน  กระเพาะของนักดื่มเบียร์  ผู้เป็นเจ้าของม้า  ผู้ขับขี่ม้า  The  Rodeo ก็ต้อนเขาให้เข้าคอกเบียร์  ผ่อนคลาย เช่นกัน

โดย เอื้อยนาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net