วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำเหตุให้มาก ปล่อยวางในผล


     สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังสำหรับเพื่อนๆทุกคนค่ะ เพิ่งมีเวลาได้เข้ามาอัพบล็อค

ไม่รู้จะแก้ตัวยังไงแล้ว เอาเป็นว่าปีนี้จะพยายามหายไปนานๆถี่...เอ้ย...นานๆที

ไม่ใช่ทีละนานๆอย่างที่แล้วมา...ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม

     วันนี้มีธรรมะของท่าน ว.วชิรเมธีมาให้อ่านกันเช่นเคย

มีคนเขียนไปถามท่านว่า"ดิฉันเป็นทุกข์มาก เหนื่อยกับการเป็นเฟอร์เฟ็คท์ชั่นนิสต์

ของตัวเอง ทำทุกอย่างต้องเฟอร์เฟ็คท์ จะทำอย่างไรดีคะ" ท่านตอบไว้ดีมากว่า

การทำงานของคนเรานั้น เมื่อกล่าวอย่างรวบรัดแล้ว สามารถแบ่งได้เป็น3รูปแบบ

ประเภทที่1  ทำงานด้วยความจำใจ

หมายถึงคนที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่พ่อแม่มีธุรกิจหลักของครอบครัวอยู่แล้ว

ไม่ว่าลูกจะชอบหรือไม่ชอบ รักหรือไม่รัก แต่เมื่อถึงเวลาทำงาน

ก็ต้องรับภาระหน้าที่ ในการสืบทอดธุรกิจของครอบครัวต่อไป

      การทำงานในลักษณะนี้ สำหรับบางคนในช่วงแรกอาจเป็นความทุกข์

ความอึดอัดขัดข้อง เกิดความรู้สึกเหมือนได้แต่งงานกับคนที่ตนไม่รัก

แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า แต่เมื่อทำไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว

ในที่สุดจะสามารถยอมรับสภาพของตนเองได้ แต่คนที่ยอมรับสภาพไม่ได้

ยิ่งทำงาน คุณภาพชีวิตเริ่มลดลง งานได้ผลแต่คนอาจไม่มีความสุข

ประเภทที่2 ทำงานด้วยความจำเป็น

หมายถึงคนที่ได้ทำงานที่ตนไม่รัก ไม่ชอบ ไม่ถนัด ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ

บางทีค่าตอบแทนก็แสนจะน้อย ความเครียด ความขัดแย้งในที่ทำงานก็สูง

แต่เพราะมองไปทางไหนก็ไม่มีทางไปที่ดีกว่า เลยต้องจำใจก้มหน้า

ทำงานนั้นๆไป ยิ่งทำงานคุณภาพชีวิตยิ่งหดหาย รายได้ต่ำ ความเครียดสูง

     การทำงานในลักษณะที่สองนี้คือสภาพชองคนทำงานส่วนใหญ่ในโลก

ซึ่งโดยมากได้งานทำเพราะสภาพเศรษฐกิจและสังคมบีบบังคับให้ต้องเลือกทำ

อะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะหากไม่ยอมทำงาน ก็หมายความว่า

ตัวเองและครอบครัวต้องเดือดร้อน กินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น

ประเภทที่3 ทำงานด้วยความจำหลัก

หมายถึงคนที่ได้ทำงานในสิ่งที่ตนรัก หรือได้ทำงานสอดคล้องกับความใฝ่ฝัน

ความถนัดของตนเอง เช่นอยากเป็นหมอก็ได้เป็นสมใจ อยากเป็นนักธุรกิจ

อยากเป็นนักการเมืองอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ อยากเป็นดารา ฯลฯ

ล้วนแล้วแต่ได้ทำงานที่ตนต้องการสมใจอยาก

     การทำงานในลักษณะที่สามนี้ สิ่งที่จะได้รับอย่างเห็นได้ชัดก็คือ

งานก็ได้ผล คนก็เป็นสุข แต่ในโลกนี้มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้ทำงาน

ตรงกับที่ตนปรารถนา ใครได้ทำงานตามที่ตัวเองใฝ่ฝัน คนคนนั้น

ก็เหมือนกับได้แต่งงานกับคนที่ตนรัก ยิ่งทำงานยิ่งมีความสุข ยิ่งทำงานยิ่ง

ค้นพบความเป็นเลิศ ยิ่งทำงาน ยิ่งสามารถสร้างสรรค์"ของชิ้นเอก"

ฝากไว้ให้โลกจดจำ รำลึกถึง

     อุปนิสัยการทำงานในแบบ perfectionist (สมบูรณ์แบบนิยม) ในลักษณะ

เก็บทุกเม็ด ราวกับมีบรรพบุรุษเป็น คุณย่าละเมียด คุณแม่ละไม คุณนายละเอียด

มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดี คือ จะทำให้ทำงานคุณภาพชนิด"จำหลักไว้ในใจชน"(เข้าหลักเกณฑ์ที่3)

ไม่ว่าจะจับทำอะไรก็ตาม ก็จะทำให้ได้งานคุณภาพทั้งหมด และคนประเภทนี้

หลังจากสร้างงานแล้ว งานจะย้อนกลับมาสร้างคน เหมือนผู้กับกับหนัง

ชื่อก้องโลกอย่างจางอี้โหมว หรือสตีเวน สปีลเบิร์ก พลันที่ปล่อยงานชิ้นหนึ่ง

ไปสู่สาธรณชนแล้ว งานก็ได้สร้างชื่อเสียงให้เขามากมาย และทำให้เขาไม่คย

ตกงานอีกเลยตลอดชีวิต

ข้อเสีย คือ จะทำให้เป็นคนที่แบกความเครียดสูง สุขภาพจิตเสื่อม

 สุขภาพอ่อนแอไม่มีเวลาให้ตัวเอง ครอบครัว หรือสิ่งสุนทรีย์ในชีวิต เช่น

การท่องเที่ยว การเดินทาง การชื่นชมธรรมชาติ การดูหนังฟังเพลง

การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การคบเพื่อน หรือที่หนักหน่อย ก็กลายเป็นคนที่ป่วย

หนักหนาสาหัสเพราะการทำงาน

     ทางแก้สำหรับคนสมบูรณ์แบบนิยม ควรถือหลักของนักปฏิบัติธรรมที่ว่า

"ทำเหตุให้มาก ปล่อยวางในผล"หมายความว่า เวลาทำงาน จงทำให้เต็มที่

ทำให้ดีที่สุด แต่เมื่อทำแล้วต้องปล่อยวางเป็น ไม่ต้องคาดหวังสูงสุด

จนนำงานเข้ามารวมกับลมหายใจหรือเก็บไปฝัน จนไม่เป็นอันกินอันนอน

เมื่อทำงานในส่วนของตนอย่างดีที่สุดแล้ว ครั้นส่งงานให้คนอื่นหรือแผนกอื่น

หากงานนั้นไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ก็ควรเรียนรู้ที่จะยอมรับ

 ด้วยความเข้าใจว่า ในโลกนี้ไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจหวัง และไม่มีใคร

พลาดหวังทุกอย่างไป ถ้าเราทำในส่วนของเราอย่างดีที่สุดแล้ว แม้ผลออกมา

ไม่เป็นไปอย่างที่หวังก็ไม่ควรเสียใจ

ภาพจาก  อินเตอร์เน็ต

ธรรมดลใจ  เรียบเรียงจากบทความของท่าน ว.วชิรเมธี

                                    

                                                           

                                                   

โดย ณดาพิมพ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net