วันที่ จันทร์ มกราคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เล่าไว้เมือคราวไปรัสเซีย (รัสเซีย-ท่องแดนหมีขาว 1)


หนาวนี้ที่เซ็นปีเตอร์สเบิร์ก (รัสเซีย-ท่องแดนหมีขาว 1)

            วันที่ 16  มกราคม 2552 เดินทางจากสนามบินโคเปเฮเกนท์ ดินเดือนของนางเงือกน้อย (Little Mermaid) ในนิทานของ Hans Christain Andersen  นิทานที่ได้รับความนิยมแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก ที่เป็นรองก็แต่คัมภีร์ไบเบิล  และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเดนมาร์ก เพราะที่สนามบินจะมีรูปปั้นเงือกน้อยเป็นสัญลักษณ์อยู่ในสนามบิน พร้อมข้อความว่าด้านหลังว่า Copenhagen Airport  การเดินทางมาด้วยสายการบิน  SAS ที่ย่อมาจาก SCANDINAVIAN AIRLINE  เที่ยวบิน SK736 ที่ในตั๋วที่เช็กอินแล้วบอกเวลาขึ้นว่า  09.35 น. ถึงปลายทางในเวลา 13.45  น. ใช้เวลาในการเดินทาง 2 ชม. โดยเวลาที่เซ็นปีเตอร์สเบิร์กในหน้าหนาวจะเร็วกว่ายุโรป   2  ชม. และช้ากว่าประเทศไทย 4 ชม.  การเดินทางในเช้านั้นมาพร้อมสัมภาระที่เกินขนาด เกินพิกัดไป 3 Kg ที่บรรจุไปด้วยเครื่องยังชีพอาหารญี่ปุ่น อาทิ มาม่า  เป็นต้น  แล้วอย่างไรต่อ  ก็โดนปรับไปตามระเบียบสิกับน้ำหนักที่เกิน  คิดเป็นเงิน 240  โครน(เดนมาร์ก) คิดเป็นเงินไทยก็ราวพันห้าร้อยบาทเห็นจะได้
                    Copehagen Airport กับเครื่องบิน    SAS  

                        ผู้ร่วมชะตากรรมกับสายการบิน SAS

การเดินทางวันนั้นมีผู้โดยสารทั้งลำประมาณ  40  คนจะได้ มีทั้งชาวรัสเซียและชาวอื่น ๆ แยกไม่ออกว่าเป็นชาติไหนบ้าง เพราะสังเกตจากการเดินช่องตรวจหนังสือเดินทางมาถึง จะมีช่องสำหรับชางต่างชาติและชาวรัสเซียคนละช่อง ในคนประมาณสี่สิบคนนั้น ต่างเดินแยกกันคนละช่อง เมื่อถึงเวลาก็มีการตรวจตั๋วเซ็กเพื่อจะเข้าเครื่อง จนกระทั่งได้เวลาเจ้าเครื่องบินก็ทะยานผ่านเมฆนานประมาณ ๒ ชม ประมาณว่าเครื่องแสนจะว่างจริง ๆ บินผ่านตรงไหนมาบ้างไม่รู้เพราะมองไม่เห็นอะไรเห็นแต่เมฆหมอกสีขาว ๆ  พอใกล้จะถึงกัปตันก็พูดเป็นภาษาอังกฤษและรัสเซีย บอกว่าจะถึงปลายทางแหละ (คิดเอาเองแปลไม่ออก) สักพักใหญ่เครื่องก็มาใกล้สนามบิน Pulkovo Airport ที่ชื่อเดิมว่า Shosseynaya  สนามบินพุลโคโว แห่งนี้ สร้างเสร็จใน พ.ศ.2483 (1932)  เป็นสนามบินประจำเมือง เซ็นปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ รองจาก Vnukovo  Sheremetyevo  และ Domodedovo ที่มอสโคว  ดูจากด้านบนของเครื่องบินก่อนจะถึงรันเวย์ สภาพบ้านเมืองก็คงไม่แตกต่างกันเสียทีเดียวในทวีปยุโรปช่วงหน้าหนาว  เพราะใบไม้ไมมีร่วงหมด  ดูแห้ง มีหิมะสีขาวจาง ๆ ปกคลุมให้เห็นว่าหิมะเพิ่งจะตกและผ่านการละลายไป  มองไปทางไหนสภาพก็คล้าย ๆ กันไม่แตกต่างกันเสียทีเดียวดูแล้วให้รู้สึกว่าช่างไม่แตกต่างอะไรกันเลยนะ จนกระทั่งเครื่องแตะรันเวย์และจอดสงบนิ่ง 

                ก่อนเครื่องลงไม่กี่นาที ปลายทาง St.Petersburg

การผจญภัยในดินแดนหมีขาวได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อเครื่องจอด ทุกคนก็เตรียมของ และการเดิน เดิน เดิน ซึ่งระหว่างการเดินทางได้พบฝรั่งหนุ่มใหญ่ใจดีชาวรัสเซียซึ่งจะคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับรัสเซีย ขณะขึ้นเครื่องลงเครื่อง จะรอเพื่อบริการแนะนำ รู้สึกประทับไมตรีที่มีมาแต่การขึ้นเครื่องจนลงเครื่อง พอจะเข้าช่องผิดก็เรียก พอมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองก็แนะนำว่านี่เป็นช่องสำหรับชาวต่างชาติ(ที่ไม่ใช่รัสเซีย) ตัวเขาเองก็เดินไปอีกซ่องเสร็จก่อนก็ไปยืนรอด้านหน้าเพื่อไปรอตรงรับกระเป๋าพร้อมกัน  เมื่อมาถึงก็จะมีเจ้าหน้าที่แต่งตัวเต็มยศคอยให้บริการปั้มวีซ่าให้สำหรับผู้เดินทางและชาวต่างชาติ ก็มองหน้ากันอยู่พักใหญ่กว่าจะประทับตาให้ ไม่รู้ตัวจริงหล่อเกินกว่าในหนังสือเดินทางหรือเปล่า ก็เลยต้องถอดหมอกและสิ่งปกคลุมออกเพื่อให้เห็นกันชัด พอเห็นหัวก็ประทับตรา “ปั้ง” นึกในใจผ่าน “ผ่านได้”  เมื่อออกมาเจอคนมารับก็เลยขอบคุณขอบใจ หนุ่มใหญ่ใจดีท่านนั้นที่นั่งเครื่องมาพร้อมกัน ที่มีน้ำใจขันอาสาจะมาเรียกแทกซี่บอกป้ายรถเมย์ให้ ต้องแอบกระซิบเบา ๆ จีบปากจีบคอน้อย ๆ แบบ  ดร.เสรี วงศ์มณฑา ว่า “ประทับใจจัง”

 กรณีเป็นคนไทยก็ไม่ต้องใช้วีซ่า อันเนื่องด้วยรัสเซีย/ไทย มีข้อตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง ระหว่างกัน โดยข้อตั้งลงนี้เริ่มตั้งแต่  24  มีนาคม 2550 อายุวีซ่า 1 เดือน  เดินทางท่องเที่ยวได้หนึ่งเดือนในรัสเซีย  ส่วนจะไปเที่ยวไหนอย่างไรวางแผนเอาเองจ้า เว็บข้อมูลท่องเที่ยวรัสเซียเยอะจะบอกให้   

         Pulkovo Airport สนามบินของ   St.Petersburg      อันดับ 4  ของ รัสเซีย

    ผ่านสนามบินออก พร้อมสัมภาระขนาดหลายสิบโล ซึ่งไม่ต้องใช้เวลาเดินมากเพราะไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก ก็มาเจอคุณ Igor ศิษย์เอกของ ท่านพระอาจารย์ ดร.ชาตรี เหมพันธุ์ มารับที่สนามบิน เห็นกันก็ไม่ต้องยุ่งยากมาก เพราะว่าด้วยขนาดของมาตรฐานชายไทย “เล็กกระทัดรัด” เป็นตัวบอกอยู่แล้ว เพราะเครื่องทั้งลำมีเราขนาดมาตรฐานชายไทยอยู่คนเดียว อาจใช้คำว่า “กระเหรียงดำ” คนเดียวบนเครื่องก็ได้    สำหรับคุณ Igor หนุ่มใหญ่ใจดีที่ไปเมืองไทยมาหลายครั้งด้วยความชอบเมืองไทย และกำลังมองที่ทางเพื่อไปประกอบธุรกิจในเมืองไทยคนนี้  ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ Igor  Sechin และ Igor Chuvalov รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายวลาดิมีร์ ปูตินแต่อย่างไร แต่เท่าที่รู้สึกอากาศของเซ็นปีเตอร์ทั้งที่อุณภูมิ -4  องศา แต่ให้รู้สึกหนาวสะท้านกว่าดินดนอื่น หรือจะให้รู้สึกไปเองก็ไม่ทราบได้

เมื่อมาถึงดินแดนแห่งความหนาว และมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความหนาวก็ขอเล่าเสียหน่อย ในอดีตความหนาวของรัสเซีย เคยทำให้รัสเซียได้ชัยชนะสงครามมาแล้วถึง ๒ ครั้ง อาจเรียกว่าได้ว่า ยุทธศาสตร์ทางธรรมชาติ

     ครั้งแรกเมื่อพระเจ้านโปเลียน (Napoleon Bonaparte) แห่งฝรั่งเศส ที่กำราบปราบประเทศต่าง ๆ ในยุโรปได้สำเร็จ ประเทศสเปนมหาอำนาจในขณะนั้นรบกันจนอ่อนใจยอมมาเป็นพันธมิตร คิวต่อไปจึงเป็นรัสเซีย ใน พ.ศ.2355 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2  สมเด็จพระพุทธเลิศล้านภัย แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงครองราชย์ได้ 3 ปี (ครองราชย์ พ.ศ.2552) พระเจ้านโปเลียนได้ยกทัพไปรัสเซีย  รัสเซียเองก็เหมือนรู้  หนีหลบเลี่ยงไม่สู้ คงเป็นด้วยบ้านใกล้เรือนเคียงกับจีนอ่านตำราซุนวู  รู้เขา รู้เรา “รู้ภูมิศาสตร์ตัวเอง อากาศเป็นยุทธศาสตร์”  รัสเซียใช้วิธีหลบเลี่ยงไม่ต่อสู้ กองทัพฝรั่งเศสซึ่งมีกำลังทหาร  400,000 คน  บุกเข้าไปในรัสเซียได้ลึกและเร็วและยึดกรุง Moscow ได้ในเดือนกันยายนใน พ.ศ.2355   เมื่อเวลาผานไป 5 สัปดาห์ ฝรั่งเศสก็ไม่เห็นที่ท่าว่ารัสเซียจะยอมแพ้ หรือทำสัญญาสงบศึก  จนเมื่อฤดูหนาวมาเยือนเสบียงอาหารในกองทัพเริ่มขาดแคลน การลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เริ่มติดขัด นโปเลียนจึงตัดสินใจถอยทัพกลับ และได้ถูกทหาร Cossack ของรัสเซียโจมตี ทหารนโปเลียนล้มตายนับแสน ความหนาวเป็นเหตุผลของความชนะไปหนึ่งครั้ง

            ครั้งที่สอง ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อฮิตเลอร์ดำเนินนโยบายรบเร็วส่งกองทหารโจมตีรัสเซีย ที่เรียกว่า “ปฏิบัติการไต้ฝุ่น” เพื่อยึดเมืองสตาลินกราด ปัจจุบันคือเมืองโวลโกกราด  ในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2485  ถึงเดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ. 2486 จากความผิดพลาดในการจัดทัพการรบ ทหารของกองทัพนาซีกว่า 2.7 แสนคน ต้องอยู่ในวงล้อมของทหารรัสเซียและถูกจับเป็นเชลยศึกทหารที่เหลือรอดจากค่ายเชลยศึกไม่ถึง  5 พันคน พูดง่าย ๆ ก็คือตายเกือบหมด 

ในการรบครั้งนั้นธรรมชาติก็ได้สอนบทเรียนอย่างหนึ่งแก่เยอรมัน ถึงแม้นายพลฟอน เปารุส (Paulus) หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการทหาร จะตั้งคำถามกับฮิตเลอร์ถึงการรบในฤดูหนาว แต่ฮิตเลอร์ก็ได้สนใจ  บทสรุปของสงครามยุทธศาสตร์แห่งความหนาว เป็นสาเหตุหนึ่งที่ยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้กับแก่เยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  และการรบในครั้งนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าสงครามในยุโรป ทำให้เยอรมันต้องเสียเปรียบและกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปที่สุด และในยุทธการครั้งนั้น ถือว่าเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่สุดของมวลมนุษย์ชาติ ที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกว่า  1.5 ล้านคน ดูสถิติแล้วมากกว่าทั้งประเทศของบางประเทศเสียอีก

อาจเป็นเหตุผลหนึ่งของความแค้น ที่เป็นเพื่อนกันดีดีแล้วมาหักหลัง ประมาณว่าตีตอนเผลอ แม้แต่ทหารรัสเซียเองก็ไม่คาดคิดแบบไม่ได้ตั้งตัว  เมื่อเยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2  รัสเซียจึงไปร่วมแบ่งเมืองหลวงของเยอรมันให้เป็นเยอรมันตะวันตก และเยอรมันตะวันออก มีกำแพง”เบอลิน” เป็นแนวแบ่ง ที่ปกครองด้วยรัสเซียในระบบคอมมิวนิสต์ เข้าทำนองสับแล้วแยกให้หายแค้นเสียกระมัง เจ้าเพื่อนจอมหักหลัง อันนี้คิดเอาเองอ้างอิงไม่ได้....!

            ในอดีตความหนาวของรัสเซีย ทำให้คนไทยมาแพ้อย่างน้อย ๒ คน  คือ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ   “ทูลกระหม่อมเล็ก” หรือ “บิดาของกองทัพไทย” หรืออาจในรู้จักกันในนามว่าต้นตระกูล” จักรพงษ์” กับนายพุ่ม สาคร ที่มาเรียนหนังสือที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก Corps de Pages  ใน พ.ศ.2441  เมืองเซ็นปีเตอร์สเบิร์ก และพักอาศัยอยู่ในพระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace) ซึ่งเป็นที่พักของราชวงศ์รัสเซียกว่า 200 ปี ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ(The State Hermitage) สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเซ็นปีเตอรสะเบิร์ก ทีมีห้องถึง 1050 ห้อง  ทุกห้องตบแต่งด้วยภาพวาดอย่างดี มีการรวบรวมรูปปั้น ภาพวาดจากทุกมุมโลกไว้ที่แห่งนี้ มีจำนวนกว่า 3 ล้านชิ้น มีคำบอกเล่าว่า “ถ้าจะชมศิลป์และความงามทุกชิ้น ๆ ละ 1 นาที ต้องใช้เวลาถึง 9 ปี” ไว้ไปเที่ยวในสถานที่จริงจะพารูปถ่ายด้วยฝีมือมาฝาก

            ย้อนมาที่การเดินทางมาเรียนของยุวกษัตริย์ไทย กับสหายเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ พระสหายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ที่ทรงออกทุนให้เล่าเรียนฟรี  สรุปแล้วถ้าคิดเล่น ๆ หนุ่มไทยทั้งสองก็แพ้ความหนาวเลยต้องหาสาวรัสเซียมากอดให้หายคลายหนาว เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ได้สมรสกับหม่อมคัทริน เดสนิตสกี (Desnitski) สตรีชาวรัสเซีย  ที่ต่อมาได้นามสกุลพระราชทานว่า “ ณ พิศณุโลก”  สวนนายพุ่มก็แพ้ความหนาวจนกระทั่งต้องโอนสัญชาติเป็นรัสเซีย และเปลี่ยนชื่อแซ่เป็นรัสเซียสี “นิโคลัย  พุ่มสกี้” (Nicholai  Pumsky) และเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายโอธอด็อกแบบรัสเซีย รับราชการทหารอยู่ในรัสเซียทีเดียว คงหนาวเอามาก

สรุปแล้วความหนาวเป็น “ยุทธศาสตร์”ของรัสเซีย ที่มีผลเป็นชัยชนะร่ำไป 

จบความหนาวเมื่อย่างก้าวเข้าสู่รัสเซียไว้แต่เพียงเท่านี้ (ติดตามตอนต่อไป)

 

โดย โมไนยพจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net