วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตัวตน 'นักวิชาการไม่เลือกสี' 'ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู' ได้รับรางวัล TTF Award กับชีวิตคิดนอกกรอบ-รักอิสระ


วันที่ 18 มกราคม 2552 เวลา 00:00 น. |
 
ตัวตน 'นักวิชาการไม่เลือกสี' 'ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู' กับชีวิตคิดนอกกรอบ-รักอิสระ

“โลกความเป็นจริงไม่ได้มีแค่สีขาวสีดำ เหลืองหรือแดง แต่มันมีหลากสีสันมาก ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ คนเรามีรสนิยมไม่เหมือนกัน สำคัญคืออย่าไปบอกว่าใครถูกหรือผิด...” เป็นส่วนหนึ่งจากบทสนทนาของนักรัฐศาสตร์การเมืองคนหนึ่ง กับปรากฏการณ์แบ่งสีที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ซึ่งใครที่เป็นคอการเมือง ติดตามความเคลื่อนไหวการเมืองทั้งในและต่างประเทศ น่าจะคุ้นกับชื่อ “ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู” เป็นอย่างดี และวันนี้ทีม “วิถีชีวิต” จะพาไปรู้จักกับนักวิชาการคนนี้ให้มากขึ้น.....

ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู ในวัย 59 ปี นอกจากอาชีพที่รักและทำมาหลายสิบปีอย่างการเป็นอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ปัจจุบันก็ยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้าด้วย อาจารย์เล่าประวัติชีวิตให้ฟังว่า เกิดวันที่ 6 ก.ย. 2493 เป็นคนกรุงเทพฯ และคลอดที่บ้านเพราะคุณแม่ไปคลอดที่โรงพยาบาลไม่ทัน คุณพ่อชื่อ สกล คุณแม่ชื่อ ปัทมา มีพี่น้อง 4 คน อาจารย์เป็นลูกคนที่ 2 การศึกษานั้นเริ่มเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลจนถึง มศ.3 จากนั้นไปต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญ และเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนไปเรียนต่อระดับปริญญาโทและเอก ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา
 
อาจารย์ไชยวัฒน์บอกว่า ตามธรรมชาติของเด็กรัฐศาสตร์ เมื่อเรียนจบส่วนใหญ่ก็จะมุ่งไปทำงานในกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ก็มหาดไทย ซึ่งถือว่าเป็นสายตรง แต่สำหรับตนเองด้วยความที่รู้ตัวดีว่า “รักอิสระ ชอบคิดนอกกรอบ” หากทำงานราชการอนาคตคงไม่รุ่ง ! พอดีมีอาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำให้ไปทำงานบริษัทญี่ปุ่นจึงไปสมัครพร้อมเพื่อนอีกคน ระหว่างรองานก็ทราบว่าเพื่อนอยากได้งานนี้ จึงสละสิทธิ์ให้กับเพื่อน
 
จากนั้นไม่นาน ศ.ดร.เขียน ธีรวิทย์ ก็ตามตัวให้ไปทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัย ทำวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่น เนื่องจากตอนนั้นมีการต่อต้านญี่ปุ่นอยู่ ก็เกิดความสนใจ และหลังทำงานได้สักพักอาจารย์เขียนก็ถามว่าอยากไปเรียนต่อไหม จะหาทุนไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาให้ ซึ่งก็ตอบตกลงทันที
 
“ตอนแรกอยากไปมาก พอไปเรียนถึงรู้ว่าโหดมาก ๆ อยากกลับบ้านตลอด เรียนแบบอินเท็นซีฟคอร์ส เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วย เรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น ยิ่งเห็นเพื่อนที่เรียนสาขาอื่นมีวันหยุด มีเวลาไปเที่ยวเล่นกัน ก็เครียด คิดเปลี่ยนสาขา ก็ไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา  อาจารย์ก็บอก ถ้าทำอะไรที่มันสำเร็จง่าย ๆ ไม่เรียกว่าความสำเร็จหรอก เหมือนกับถ้าเธอกระโดดข้ามรั้วเตี้ย ๆ ใครเขาก็ข้ามได้ แต่ถ้าเธอข้ามไปได้สูง ๆ แบบที่คนอื่นทำไม่ค่อยได้ ถึงจะรู้สึกว่าเป็นความสำเร็จ ก็กลับมาคิดว่าถ้าเราเหลวไหลเลิกกลางคัน จะเสียไปถึงอาจารย์เขียน ก็เลยฮึดสู้”
 
หลังเรียนจบปริญญาโท ก็สอบเข้ารับราชการที่จุฬาฯ ยึดอาชีพสอนหนังสือ เพราะอาจารย์ไชยวัฒน์คิดว่างานด้านนี้เหมาะกับอุปนิสัยที่ชอบค้นคว้าอ่านหนังสือของตัวเองมากที่สุด หลังสอนอยู่ 2 ปีก็ได้ทุนไปเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเดิมที่สหรัฐอเมริกาอีก 3 ปี จากนั้นไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่นอีก 14 เดือน ซึ่งอาจารย์บอกว่าตอนทำวิจัยถือเป็นโอกาสดี เพราะได้สัมภาษณ์อดีตนายกฯญี่ปุ่นถึง 2 คนคือ ทาเคโอะ มิกิ และ ทาเคโอะ ฟูกูดะ ทำให้ได้รับรู้มุมมองและวิธีคิดของญี่ปุ่นที่ใช้วิธีขยายตัวทางเศรษฐกิจครอบงำวิถีชีวิตคนเอเชีย ซึ่งในอดีตนั้นในเมืองไทยก็มีการต่อต้านญี่ปุ่นรุนแรงมาก
 
“เราก็มาคิดว่าการต่อต้านอย่างเดียวไม่เกิดประโยชน์ แต่ควรรู้จักคนที่จะต่อต้านให้ลึกซึ้งด้วย จึงหันมาสนใจด้านนี้ เราจะต่อต้านใครโดยที่เราไม่รู้จักเขา อันนี้อันตราย จะทำให้เราเกิดเป็นชาตินิยมแบบหลับหูหลับตา ก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร” นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สนใจเรื่องราวของญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุด ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู ยังได้รับรางวัล TTF Award จากผลงานหนังสือที่เกี่ยวกับญี่ปุ่นด้วย
 
กับความสนใจเรื่องการเมือง อาจารย์ไชยวัฒน์บอกว่า สนใจมาตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาอยู่บ้านก็ชอบหยิบหนังสือพิมพ์แนวการเมืองที่คุณพ่อซื้อมาอ่าน เวลามีหาเสียงหรือไฮด์ปาร์กก็จะไปนั่งฟัง ซึ่งเพื่อนคนอื่นแทบไม่มีใครสนใจ “ผมชอบท่านเสนีย์ ปราโมช ตอนนั้นท่านเป็นพรรคฝ่ายค้านแล้วออกมาต่อสู้กับรัฐบาลทหาร ก็ชอบความรู้สึกที่อยากจะเป็นประชาธิปไตย เป็นที่มาของความชอบที่จะเรียนด้านนี้”
 
นอกจากเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ศ.ดร.ไชยวัฒน์ยังมีบทบาทเป็นนักวิเคราะห์และจัดรายการทางวิทยุคู่กับ รศ. ประทุมพร วัชรเสถียร มาเป็นสิบปี ซึ่งถือเป็นเพื่อนซี้ที่รู้ทาง  กันมากที่สุด อาจารย์เล่าว่า กับบทบาทนี้ทำให้ต้องตื่นตัวตลอดเวลา พยายามให้ข้อมูลที่ไม่เครียดไม่หนักเกินไป เพื่อให้คนฟังเข้าใจได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ซึ่งยากมาก เพราะขณะที่ให้ความรู้ที่เข้าใจ ง่าย ๆ กับคนกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มก็อยากฟังอะไรที่ลึก ๆ เช่นกัน
 
“วันหนึ่งผมนั่งแท็กซี่ คนขับก็ถาม ว่าอาจารย์เคยออก รายการวิทยุหรือเปล่า เสียงคุ้น ๆ เขาบอกว่าเคยฟังรายการผม เลยจำได้ ผมได้ฟังคนขับแท็กซี่บอกก็รู้สึกดีใจ ดีใจที่คนขับแท็กซี่ก็ยังฟังรายการผม แสดงว่าความรู้ไม่จำกัดอาชีพ ซึ่งนี่คือเป้าหมายของผมนะ”
 
อีกคุณสมบัติที่พิเศษกว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันของ ศ.ดร.ไชยวัฒน์ก็คือ การครองตัวเป็นโสดไว้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “ผมชอบอิสระ แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะเป็นคนไม่มีหัวใจนะ เคยมีความรัก แต่มันไม่จำเป็นว่าต้องมีครอบครัว มันก็มีข้อดีข้อเสีย ข้อเสียคือพอไม่มีครอบครัวก็ไม่อบอุ่นเมื่อกลับบ้าน ข้อดีคือมีเวลาของตัวเองมากที่สุด”
 
นักวิชาการ-นักวิเคราะห์การเมืองรายนี้ยังระบุถึงวิกฤติความแตกแยกที่เกิดขึ้นในเมืองไทยว่า เป็นช่วงที่ตนเองก็วางตัวลำบาก พูดแล้วไม่ถูกใจฝั่งใดก็จะถูกผลักไปเป็นฝั่งตรงข้ามทันที ซึ่งหลักนักวิเคราะห์คือเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อธิบายปรากฏการณ์ให้ทราบ และเกิดดุลยภาพมากที่สุด

“เราไม่ต้องไปบอกว่าใครผิดใครถูก เพียงแต่วิเคราะห์ว่าทำไมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ คนเรามีรสนิยมไม่เหมือนกัน สำคัญคืออย่าไปบอกว่าใครถูกหรือผิด เพราะถ้าบอกแบบนั้นจะทำให้มีปัญหาความน่าเชื่อถือ” เป็นคำทิ้งท้ายจาก “ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู”
 
นักวิชาการการเมือง...หัวใจอิสระ !! 

รางวัล 'งานดี-ขายยาก'
 
รางวัล “TTF Award” ที่ ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู เพิ่งได้รับเมื่อเร็ว ๆ นี้นั้น เป็นรางวัลที่มีขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพวงวิชาการ จัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ด้วยการคัดเลือกผลงานวิชาการที่โดดเด่น ซึ่งในปีนี้หนังสือ “นโยบายต่างประเทศญี่ปุ่น : ความเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่อง” โดย ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัล ซึ่งแม้จะว่ากันว่า ผลงานที่ได้รางวัลนี้ส่วนใหญ่จะเป็นประเภท “งานดี...แต่ขายยาก” อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.ไชยวัฒน์พูดถึงรางวัลนี้ไว้ว่า
 
“กับรางวัลที่ได้มา ก็มีความภูมิใจอยู่อย่างหนึ่ง เพราะว่าใช้เวลาค้นคว้าอยู่เป็นเวลานานในเรื่องนโยบายต่างประเทศญี่ปุ่น และก็พยายามเขียนให้เป็นตำราที่ครอบคลุมสมบูรณ์เท่าที่จะทำได้ เมื่อเสร็จแล้วมีผู้คนเห็นคุณค่า ก็ทำให้เราหายเหนื่อยที่ทุ่มเทให้ ก็ต้องขอบคุณที่มีคนเห็นคุณ

ศิริโรจน์  ศิริแพทย์/พลอยไพลิน บินชัย : รายงาน จเร รัตนราตรี:ภาพ

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=188190&NewsType=1&Template=1

โดย ป้านพ

 

กลับไปที่ www.oknation.net