วันที่ อังคาร มกราคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.....ตามจ่าจินต์ไปทำความดีที่ดอยเปเปอร์.....


.

.

นักเดินทาง  หรือนักท่องเที่ยว

มักจะมีแผนที่ของ ท.ท.ท. หรือของกรมทางหลวงฯติดตัวหรือติดรถไว้เสมอ ๆ 

เมื่อหยิบขึ้นมาดู

ท่านจะเห็นทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน)จากกรุงเทพมหานคร

เมื่อไปถึงจังหวัดตาก   จะมีทางหลวงหมายเลข 105 แยกไปทางซ้าย

ไปถึงอำเภอแม่สอด  เลื้อยขึ้นไปทางทิศเหนือ

และสิ้นสุดที่อำเภอแม่สะเรียง  จังหวัดแม่ฮ่องสอน

.

จังหวัดตาก  มีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติมากมาย

หลายแห่งยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง  ห่างไกลจากเงื้อมมือผู้คนจะเข้าไปเชยชม

หลายแห่งยังน่ากลัว  เพราะมีชนกลุ่มน้อยข้ามแม่น้ำเมยเข้ามาอยู่อาศัย

หรือแล้วแต่ละท่านจะวาดภาพให้น่ากลัวเช่นไรในมโนภาพ

ที่สำคัญ  เส้นทางเลียบชายแดนแห่งนี้

หากไม่ตั้งใจไปจริง ๆ จะไม่ค่อยได้มีโอกาสผ่านไปง่ายนัก

.

.

"จ่าจินต์" พระเอกผู้กระทำความดีตามความพึงพอใจของตนเอง

บอกผมไว้ตั้งแต่เราไปลุยดอยแม่ก๋อน  แม่สะเรียงปีที่แล้วว่า

จะชวน "พี่มะอึก" ไปดอยเปเปอร์ดูสักครั้ง

วันนั้นผมไม่ได้ตกปากรับคำ  เพราะไม่มั่นใจในภาระกิจของตนเองบางประการ

แต่เมื่อใกล้วันเวลาที่จ่าจินต์กำหนด คือ 22-25 มกราคม 2552

ผมกลับตอบตกลงจะเดินทางไปกับจ่าจินต์เหมือนคนใจง่าย

.

(ภาพที่ 1)

"แม่มะยง" นั้น  เมื่อผมเอ่ยปากชวน  มักจะไม่ขัดใจ

ยิ่งบอกว่า มี "จ่าจินต์" เป็นหัวหน้าคณะในการเดินทาง

เธอยิ่งมีความมั่นใจในความซื่อและบริสุทธิ์ใจของจ่าจินต์

เขาสนิทสนมกัน  ยังกะเป็นคนรู้จักมานับสิบ ๆ ปี

.

(ภาพที่ 2)

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของผมจะเดินทางไปที่ไหนสักครั้ง

ต้องวุ่นวายกับการจัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบายสารพัด

ครั้งนี้ให้แปลกใจนัก 

เมื่อ "แม่มะยง" ชวนผมไปซื้อเป้สำหรับเดินทาง 1 ใบเท่านั้น

ส่วนผมนั้น  จ่าจินต์ใจดี บริจาคเป้ใบเก่าที่เขาเคยถือเดินทางให้ผมใช้ 1 ใบครับ

.

(ภาพที่ 3)

ด้วยรถ บขส.ที่สถานีขนส่งหมอชิต

จากกรุงเทพมหานคร  สู่อำเภอแม่สอด

เรา 4 คน  เดินทางอย่างนักเดินทางที่พะรุงพะรังด้วยเป้และสิ่งของ

.

(ภาพที่ 4)

หัวใจมันเรียกร้องครับท่านที่เคารพ

หนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร?  ไม่ใช่สิ่งน่ากลัวสำหรับผมอีกต่อไปแล้ว

รู้เพียงว่า  จุดหมายปลายทางของพวกเรา

คือเราจะทำในสิ่งที่เราอยากจะทำ...เท่านั้น

.

(ภาพที่ 5)

ตี 5 ของวันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2552

เราเดินทางถึงท่ารถ บขส.แม่สอด

ล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อย  ขอน้ำร้อนเขามาชงกาแฟดื่มกันคนละ 1 แก้ว

.

สักครู่หนึ่งเมื่อฟ้าใกล้จะสาง

มีพระภิกษุสงฆ์และสามเณรเดินแถวฝ่าความหนาวเข้ามารับบิณฑบาตรที่ท่ารถ

แม่มะยง  หยิบบะหมี่สำเร็จรูปที่เตรียมไว้เป็นเสบียงกรัง

ใส่บาตรจนหมดเรียบร้อย

พระสงฆ์และสามเณรสวดมนต์ให้พรเสียงดังก้องไปทั่วบริเวณ

ฟังแล้วอิ่มบุญและมีความสุขมากครับ

.

ที่ท่ารถ บขส.แห่งนี้

เรานัดหมายกับ "ป้าตุ้ย" และ "ครูเบญจา" ซึ่งขับรถมาจากสุโขทัยตั้งแต่ตี 3

เมื่อคณะมาพร้อมหน้าพร้อมตา

ทั้ง 6 ชีวิต  ก็ออกเดินทางทันทีตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่ขอบฟ้า

.

(ภาพที่ 6)

จากแม่สอด  ครูเบญจาขับรถมุ่งสู่ อำเภอแม่ระมาด

เราเลี้ยวซ้ายเข้าไปที่ตัวอำเภอเพื่อซื้ออุปกรณ์ที่จะไปทำก๊วยเตี๋ยวเลี้ยงเด็ก ๆ

.

.

.

ความเป็นมาของอำเภอแม่ระมาด

 สันนิษฐานว่า เดิมเป็นหมู่บ้านที่อยู่อาศัยของชาวกะเหรี่ยงมานานกว่า 100 ปี

ต่อมามีชาวไทยจากทางภาคเหนือได้พากันอพยพลงมาหาที่ทำกิน และเห็นว่าเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ จึงได้ตั้งหลักฐานอยู่อาศัย

และมีคนอพยพมาอยู่เรื่อย ๆ จนเป็นหมู่บ้านใหญ่ จึงได้ตั้งเป็นตำบลขึ้นกับอำเภอแม่สอด

เมื่อหมู่บ้านขยายใหญ่ขึ้นอีก "พระอินทรคีรี"  นายอำเภอแม่สอด ในสมัยนั้น จึงได้ประกาศยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภอแม่ระมาด  ได้สร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอขึ้นที่หมู่ที่ 5 ตำบลแม่ระมาด และแต่งตั้งให้ "ขุนโสภิตบรรณลักษณ์" เป็นปลัดกิ่งอำเภอคนแรก และที่ว่าการอำเภอยังตั้งอยู่ ณ ที่เดิมจนทุกวันนี้

ต่อมาในปี พ.ศ. 2491 ทางราชการโอนกิ่งอำเภอท่าสองยางซึ่งขึ้นอยู่กับอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มาขึ้นกับอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอแม่ระมาดได้ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2493

ต่อมาเมื่อ 1 มกราคม 2494 กิ่งอำเภอท่าสองยางจึงได้โอนจากอำเภอแม่สอด มาขึ้นกับอำเภอแม่ระมาดด้วย และได้แยกไปเมื่อได้ยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อปี 2501

พื้นที่อำเภอแม่ระมาด มีอาณาเขตติดกับชายแดนประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่ง สหภาพพม่า ทางด้านทิศตะวันตก 

http://www.tak.go.th/history_maeramad.htm

.

(ภาพที่ 7)

ในขณะที่สาว ๆ เดินเข้าไปในตลาดซื้อหาสินค้า

ผมอาสาจัดสิ่งของที่อยู่ด้านหลังของรถ

ป้าตุ้ยและครูเบญจา ขนสิ่งของมามากมายจนเต็มคันรถ

"จะจัดยังไงดีหว่า?"

.

(ภาพที่ 8)

เช้าวันนั้นเราเข้าไปจอดพักรถที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่ระมาด

นายดาบตำรวจผู้มีใจอารี  เข้ามาให้ความช่วยเหลือในการซื้อตาข่ายและเชือก

เพื่อคลุมสิ่งของท้ายรถ

ผมไม่ได้ถามชื่อเสียงเรียงนามของท่านนายดาบตำรวจ

แต่ขอถือโอกาสนี้กราบขอบพระคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภอ.แม่ระมาดทุกนาย

ที่อำนวยความสะดวกในเช้าวันนั้นครับ

.

(ภาพที่ 9)

เราจากลาสายหมอกที่ปกคลุมไปทั่วอำเภอแม่ระมาด

ผมคิดอยู่คนเดียวว่า

เมื่อผมมีโอกาสเดินทางมาครั้งที่ 1  ได้เช่นนี้แล้ว

ครั้งที่ 2-3-4  คงจะไม่เหลือบ่ากว่าแรงครับ

.

(ภาพที่ 10)

จากอำเภอแม่ระมาด  เราใช้ทางหลวงหมายเลข 105

มุ้งหน้าขึ้นไปทางเหนือเรื่อย ๆ   เข้าสู่ อำเภอท่าสองยาง

สาว ๆ 4 คน  เขานั่งกันในด้านหน้าของรถ

ส่วนจ่าจินต์และผม  นั่งอยู่กับกองสิ่งของท้ายรถกะบะ

สนุกมากครับ 

หนาวเพราะแรงลม  หอมกลิ่นป่ากับสายหมอก

ชื่นใจอย่าบอกใครเชียว

.

(ภาพที่ 11)

ถึงอำเภอท่าสองยาง

เรานัดหมายให้ครูชูชาติ 

ออกมารับพวกเรา ณ ที่พักสายตรวจตำบลแม่ต้าน ริมถนนใหญ่

เมื่อได้เจอครูชูชาติ หาอาหารเช้ารองท้องนิดหน่อยและเดินทางขึ้นดอยทันที

.

ก่อนจะขึ้นดอย  ครูชูชาติ  ได้จัดให้ "น้องสอน"

มาช่วยเป็นผู้ขับรถแทนครูเบญจา 

เพราะ"น้องสอน"มีความชำนาญเส้นทางตามไหล่เขาเป็นอย่างดี

.

(ภาพที่ 12)

จ่าจินต์  มีความสุขส่องเป็นประกายทางใบหน้าและสายตา

.

(ภาพที่ 13)

ส่วนผมและครูชูชาติ  ใส่หมวกไอ้โม่งปิดหน้าปิดหูมิดชิด

กันหนาว  กันฝุ่นพร้อมกันไปในตัว

.

(ภาพที่ 14)

ขึ้นดอยไปได้ระดับหนึ่ง

เราแวะที่ "ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง บ้านตะโป๊ะปู่"

มีนักเรียนกะเหรี่ยงตัวน้อย ๆ หลายคนเชียวครับ

กับคุณครูสาว 2 ท่าน

ป้าตุ้ยและครูเบญจา  ยกส้มเขียวหวานลงไปทั้งลัง  ยกขนมไปอีก 2 กระสอบ

แม่อุไร  ยกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลงไปอีก 2 ลัง

แจกกันเห็น ๆ ครับ

.

(ภาพที่ 15)

เอ้า ! แม่มะยงนั่งทำหน้าตาเป็นครูดอยเชียวนิ ! !

.

(ภาพที่ 16)

ป้าตุ้ย  สวมวิญญาณครูอีกครั้ง  พูดคุยกับเด็ก ๆ อย่างมีความสุข

ครูเบญจา  นิ่งเงียบ  ได้แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดเวลา

.

(ภาพที่ 17)

ก่อนออกจากโรงเรียนบ้านตะโป๊ะปู่ 

เราบันทึกภาพไว้ในกล้องแห่งความทรงจำ

.

(ภาพที่ 18)

ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยครับ

เดินทางกันต่อไป  ลัดเลาะไปเรื่อย ๆ ตามไหล่เขา

บางช่วงผ่านลำห้วยที่มีน้ำไหลใสเย็น

สนุกครับ  คนที่นั่งข้างหลังสนุกมากครับ

ไม่มีใครบ่นสักคำ

.

(ภาพที่ 19)

สักพักหนึ่ง  ใกล้จะเที่ยง 

คณะของเราเดินทางมาถึง

"ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง  บ้านขุนห้วยนกกก"

.

(ภาพที่ 20)

ป้าตุ้ย  ทักทายเด็ก ๆ อย่างมีความสุขอีกครั้ง

จ่าจินต์  เข้าไปคุยกับเด็ก ๆ ด้วยความโหยหา

.

(ภาพที่ 21)

ครั้งนี้  ป้าตุ้ยแบกเกลือขึ้นไปบนดอย 1 กระสอบ

น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม

เกลือทะเล  หรือเกลือเม็ดนี้  เป็นของฝากที่มีค่ามากสำหรับชาวดอย

เขาไว้ใส่แกง  ปรุงอาหาร และถนอมอาหารครับ

.

ผมยืนมึน  และมองไม่ออกว่าจะจัดการแจกเกลืออย่างไรดี ?

ได้ยินเสียงครูเจนหันไปบอกชาวบ้านด้วยสำเนียงกะเหรี่ยง

ผมไม่เข้าใจหรอกครับว่าครูพูดอะไร?

แต่ชาวบ้านทุกคนเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้าน

และกลับมาอีกครั้งพร้อมถือกะละมังมาคนละ 1 ใบ 

.

ป้าตุ้ย  ตักแบ่งเกลือแจกชาวบ้านอย่างสนุกสนาน

ตักไปยิ้มไป  ทำยังกะว่าคุยกันรู้เรื่องนั่นแหละครับ

.

(ภาพที่ 22)

แม่บ้านทั้งหลาย  ได้เกลือครบทุกบ้าน  ก็นั่งพูดคุยกันหน้าโรงเรียน

ไม่ยอมกลับบ้านครับ  รอทานก๊วยเตี๋ยวก่อน

.

(ภาพที่ 23)

แม่มะยงกระโดดเข้าครัว  ต้มน้ำ ลวกเส้นก๊วยเตี๋ยว ลวกถั่วงอก

ที่กำลังอ้าปากนั้น  เธอถามผมว่า

"พี่...ถ่ายรูปยัง ? ?"

.

(ภาพที่ 24 จากบ้านป้าตุ้ย)

.

(ภาพที่ 24.1 จากบ้านป้าตุ้ย)

ส่วนแม่อุไร  แม่ครัวหลัก  กระโดดเข้าก้นครัวเหมือนกัน

ปรุงน้ำก๊วยเตี๋ยวหม้อเบ้อเริ่มเลยครับ

.

(ภาพที่ 25)

ขณะที่รอ

ป้าตุ้ย  และครูเบญจา  แจกแอปเปิ้ลให้กับเด็ก ๆ

นับจำนวนเด็ก  กับจำนวนแอปเปิ้ลที่ขนขึ้นดอยไป 1 ลังนั้น

ดูท่าทางจะไม่เพียงพอ  ก็ใช้วิธีผ่าซีก  แอปเปิ้ล 1 ลูก  ทานได้ 2 คน

แค่นี้ก็เกิดความยุติธรรม  เพราะทุกคนได้กัดแอปเปิ้ลสด ๆ

.

(ภาพที่ 26)

ครูเบญจา  ยืนมองภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า

ไม่พูดถ้อยคำใด  แต่ผมเข้าใจว่าครูคิดถึงอะไรอยู่ ?

ภาพในสายตาที่ครูเห็นวันนี้  มันไม่ใช่ภาพนักเรียนในเมืองแน่นอนครับ

.

(ภาพที่ 27)

ใช้เวลานานพอสมควร  สำหรับการปรุงก๊วยเตี๋ยวของแม่อุไรและแม่มะยง

ทุกขั้นตอน  ปรุงอย่างเต็มใจ  ใส่ความรัก  ความอบอุ่น

ใส่ความปรารถนาดี  เพื่อให้ลูกหลานของชาติตัวน้อย ๆ ได้ทานถูกปากถูกใจ

.

(ภาพที่ 28)

ในห้องเรียน

กิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ มีขึ้นอย่างไม่ต้องเตรียมบท

ผู้ใหญ่ออกมาเล่นกับเด็ก  มีเสียงหัวเราะคิกคัก

ผู้ปกครอง พ่อแม่  เข้ามานั่งดูอย่างมีความสุขเชียวครับ

.

(ภาพที่ 29)

ก๊วยเตี๋ยว  ถูกยกออกมาทีละชาม

เด็กเล็กให้ทานก่อน

นั่งทานเรียบร้อย  มีระเบียบวินัย  น่ารักมากครับ

.

(ภาพที่ 30)

เด็ก ๆ ทานอิ่ม  ผู้ใหญ่ก็ทานเหมือนกัน

วันนี้ทุกคนในหมู่บ้านต้องอิ่มครับ

.

(ภาพที่ 31)

ชาวบ้านจะตักคนละชาม  ถืออกไปนั่งทานหน้าโรงเรียน

.

(ภาพที่ 32)

ก๊วยเตี่ยวหมดแล้ว  แจกขนมปังกันต่อ

แจกทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่  แจกอย่างไม่หวงขนม

เป้าหมายคือทุกคนต้องอิ่ม  และให้มีความสุข

.

(ภาพที่ 33)

แม่ค้าก๊วยเตี๋ยว  ออกมายิ้มพักเหนื่อยครับ

.

(ภาพที่ 34)

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง บ้านขุนห้วยนกกกแห่งนี้

ยังมีหลาย ๆ อย่างที่ขาดแคลน

อาคารที่เห็นนี้  คณะกลุ่มออฟโรท  เข้ามาสร้างไว้ให้

แต่ยังไม่เรียบร้อยนัก

ท่านที่ประสงค์จะช่วยเหลือต่อเติม

ติดต่อโดยตรงที่

คุณครูจันทร์จิรา  ศรีบรรพตกุล (ครูเจน)

โทร.080-1188-933

นะครับ

.

(ภาพที่ 35)

พวกเรามีเวลาอยู่กับเด็ก ๆ ได้ไม่นาน

เพราะเด็ก ๆ จะต้องเดินทางไปค้างอีกหมู่บ้านหนึ่ง

เพื่อจัดงานวันเด็กชาวดอยในวันเสาร์ที่ 24 มกราคม

อยากไปดูบรรยากาศเด็ก ๆ ใจจะขาด

แต่คงจะหมดเวลาสำหรับวันนี้

.

(ภาพที่ 36)

จากโรงเรียนบ้านขุนห้วยนกกก

เราไต่ระดับความสูงขึ้นไปบนยอดดอยขึ้นไปอีก

คืนนี้เราจะพักกันที่

หน่วยจัดการต้นน้ำดอยเปเปอร์

.

.

(ภาพที่ 37)

การเดินทางขึ้นไปหาเด็กดอย  ครูดอย ในครั้งนี้

พวกเราเดินทางไปด้วยความรักและปรารถนาดี

ความยากลำบากในการเดินทางไม่ใช่อุปสรรค

เพราะเพียงแววตาและรอยยิ้มของเด็ก ๆ

ก็ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นมีความสุขแล้วครับ

.

หากท่านมีโอกาสสักครั้งในชีวิต

ลองดูนะครับ

.

ทำตัวตามสบาย ๆ

ทำตามกำลังที่พอจะทำได้

อย่าให้มีสิ่งใดมากำหนดกฏเกณฑ์เราว่าจะต้องยังโง้นยังงี้

เราทำของเราไปเรื่อย ๆ ทำวันละนิด  ทำอย่างไม่ต้องหวังผลตอบแทน

.

 .

ทำดีแล้วยกคุณงามความดีทั้งหมดถวายให้พ่อหลวง

แค่นี้ก็พอครับ

.

สวัสดี

.

 

 

โดย มะอึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net