วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แม่นางลูกชาวนา


          หลังจากที่ออกผลงานชุดแรกที่ชื่อว่า "คนเดินดิน" ออกมาในปี 2534 "อารักษ์ อาภากาศ" ก็ได้รับรางวัลสีสันอะวอร์ดในฐานะศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจากอัลบั้มดังกล่าวในปลายปี 2535 จนทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักของนักฟังเพลงเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง หลังจากที่รู้จักกันเฉพาะในกลุ่มนักฟังเพลงใต้ดิน และถึงแม้เขาจะเคยกล่าวว่าเพลงของเขาไม่สมบูรณ์หรือถูกต้องตามทฤษฎีทางดนตรีนัก แต่ในความไม่สมบูรณ์ที่ว่าน่าจะเป็นความหมายของการเป็น อารักษ์ อาภากาศ อย่างชัดเจนและคงจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวของเขาที่มีต่อสายตาและความรู้สึกของแฟนเพลงผู้ติดตามผลงานได้เป็นอย่างดี เรียกว่าถ้าไม่ใช่แบบนี้แล้วก็คงจะไม่ใช่อารักษ์ อาภากาศ

          10 บทเพลงในอัลบั้มชุดแรกอันได้แก่ คนเดินดิน, วิถี, เงาดวงจันทร์, น้อยก็หนึ่ง, ฒ.ด., กรุงเทพฯรมควัน, จะหยิบยอดเมฆ, ไอยราไห้, โลกนิรันดร์ และอโหสิกรรม หลังจากได้รับรางวัลสีสันอะวอร์ดในครั้งนั้นแล้ว ก็มีค่ายเพลงค่ายหนึ่งนำอัลบั้ม "คนเดินดิน" มาทำใหม่อีกครั้ง โดยเพิ่มบทเพลงใหม่อีก 2 เพลงคือ "แม่นางลูกชาวนา" (ที่ท่านกำลังได้ยิน) และเพลง "ไก่ชนคนสู้" ซึ่งแต่งจากสถานการณ์หลังการทำรัฐประหารของคณะ รสช.จนเป็นชนวนของการลุกขึ้นสู้ของประชาชนและนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬอย่างที่ทราบกันดี ซึ่งได้ปรับปรุงดนตรีทั้งหมดโดยมีความเป็นอิเลคทรอนิกส์มากขึ้น แต่ถึงเครื่องดนตรีจะเปลี่ยนไปแต่ก็ไม่ด้อยในแง่คุณภาพของเพลง ยังได้อารมณ์ในแบบของอารักษ์ อาภากาศ เหมือนเดิม

          อารักษ์ อาภากาศ ถือเป็นศิลปินอีกคนที่มีฝีมือในการเขียนเพลงด้วยภาษากวี แฝงไปด้วยความหมายเอาไว้อย่างมากมาย ทำให้ผู้ฟังได้คิดและจิตนาการในขณะที่ได้ฟังได้อย่างกว้างไกล และอาจมีประชดประชันสังคมบ้างในบางครั้ง แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันคือสำเนียงกีต้าร์และตัวตนของเขาล้วนๆ จนบางคนบอกว่าอารักษ์ อาภากาศ เป็นศิลปินที่ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน แต่ละบทเพลงจึงสุขุม ลุ่มลึก แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งแต่บางครั้งก็ชวนให้สับสน บางคนเคยบอกเอาไว้ว่าเพลงของอารักษ์ อาภากาศ ถ้าเปรียบกับภาพเขียน จะเป็นภาพเขียนแนว Abstract คือการตวัดภู่กันเป็นรูปที่ให้คนดูตีความตามจินตนาการตามความรู้สึก


หน้าปกอัลบั้มชุดแรก "คนเดินดิน"

          อารักษ์ อาภากาศ เกิดวันที่ 20 กพ.2497 เตี่ยและแม่เป็นชาวจีนอพยพจากเมืองจีน มีพี่น้องรวม 11 คน เขาเกิดและโตที่กรุงเทพฯ เรียนมัธยมที่ รร.เทเวศศึกษาและไพศาลศิลป์ เริ่มหัดเล่นกีต้าร์เมื่ออายุราวๆ 16-17 ปี เตี่ยเป็นช่างทอง แม่เป็นชาวนา ขาดเรียนไปทำงานอยู่ประเทศลาว (เวียงจันทน์) 1 ปี ไปทำงานที่ฮ่องกง 2 เดือน ไปทำงานอยู่ประเทศอังกฤษปีกว่า เดินทางท่องเที่ยวโบกรถ เล่นดนตรีเปิดหมวกในประเทศยุโรป 2- 3 เดือน เปิดกิจการทำร้านอาหารบังกะโลอยู่ภูเก็ต 3-4 ปี แต่ความคิดอยากจะแต่งเพลงยังอยู่ในใจมาโดยตลอด จึงตัดสินใจเลิกกิจการร้านที่ภูเก็ต ตั้งใจทำงานเพลงเพียงอย่างเดียว โดยร่วมนักดนตรีชาวญี่ปุ่นหัวใจไทยนาม "เฮเดกิโมริ" ออกผลงานในชุด "คนเดินดิน" และได้รับรางวัลสีสันอะวอร์ดดังกล่าวข้างต้น

          ความประทับใจอย่างหนึ่งที่มีความหมายต่อเขาอย่างมากมาย นั่นคือโต๊ะทำงานขอเตี่ย ซึ่งเขาได้กล่าวเอาไว้ว่า

          "เกิดมาก็เห็นโต๊ะตัวนี้เลย เตี่ยเป็นช่างทองมีร้านทองเล็กๆ อยู่ย่านบางขุนพรหม นี่เป็นโต๊ะทำทองของเตี่ย เตี่ยเลี้ยงครอบครัวจากรายได้ที่ทำงานบนโต๊ะตัวนี้ โต๊ะนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือทำมาหากิน มีโต๊ะ ตะไบ ปั๊มลมแบบใช้เท้าถีบพ่นไฟ ค้อน เลื่อยเล็กๆ คีม กรรไกร สว่านทำทอง เครื่องมือไม่เป็นที่นิยมขอยืมกัน ใช้ของใครของมัน โต๊ะทำด้วยไม้จริง ไม้เต็งหรือไม่ก็ไม้แดง ต้องเป็นไม้เนื้อแข็งและหนัก เพราะทำทองจะต้องตอกต้องเคาะจะได้ไม่เสียหายง่ายไม่โยกเยกสั่นคลอนง่าย เดิมทีเตี่ยทำทองอยู่ในแพที่บ้านแพรก จังหวัดอยุธยา ก่อนที่จะมาเปิดร้านทำทองอยู่ที่บางขุนพรหม เลี้ยงลูกๆ มาด้วยอาชีพช่างทอง โต๊ะตัวนี้เตี่ยใช้มาตั้งแต่ตอนอยู่ที่เรือนแพแล้วหลังจากเตี่ยเลิกใช้ก็ไม่มีใครใช้อีก จึงเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว มันน่าจะมีอายุเกือบแปดสิบปีแล้ว"

          โต๊ะตัวดังกล่าวนี้ติดตามเขาไปหลายแห่ง จากบางขุนพรหมไปอยู่ลาดพร้าว จากลาดพร้าวย้ายไปอยู่พัทยา ตอนที่ไปอยู่ภูเก็ตก็ฝากญาติไว้ที่บางลำพู ไปอยู่ระยองก็เอาไปด้วย จนกระทั่งย้ายจากระยองมาอยู่แถวรัตนาธิเบศร์


หน้าปกอัลบั้มชุด "คนเดินดิน" หลังได้รับรางวัลสีสันอะวอร์ด

          “คือส่วนตัวผมชอบคิดไปเองเวลาผมนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนี้ จะทำให้ผมนึกถึงเรื่องในอดีตมากมาย นึกถึงเตี่ยที่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะตัวนี้ นั่งผ่อนคลายสูบบุหรี่ก็นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนี้ ชีวิตในวัยเด็กจะเห็นภาพของเตี่ยคู่กับโต๊ะตัวนี้อยู่เกือบตลอดเวลา เห็นเตี่ยก็เห็นโต๊ะ เห็นโต๊ะก็เห็นเตี่ย เมื่อเห็นร่องรอยต่างๆ ที่ขอบโต๊ะ จะทำให้นึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาทันที วิธีที่เตี่ยทำแหวน เวลาตะไบ ต้องเลื่อยกรอบพระ ก็จะผูกพันกับร่องรอยพวกนี้ งานที่เตี่ยทำขึ้นมาด้วยแรงความคิดและกำลัง ผมก็จะผูกพันกับโต๊ะตัวนี้ เวลาที่ผมเขียนเพลงผมเห็นร่องรอยพวกนี้ไปด้วย ผมรู้สึกว่ามันเป็นส่วนที่ผมภาคภูมิใจที่เตี่ยผมเป็นช่างศิลปะ เป็นช่างศิลปะทำทอง เวลาผมนั่งทำเพลงผมรู้สึกว่าศิลปะการเขียนเพลงของผมได้ถูกถ่ายทอดและแปรสภาพมาจากพลังอันนั้น” 

          เพลง “แม่นางลูกชาวนา” ที่ทุกท่านกำลังฟังอยู่ในขณะนี้ก็ถูกเขียนขึ้นที่โต๊ะตัวนี้เช่นกัน ซึ่งสื่อถึงเรื่องราวของเตี่ยกับแม่ของเขาเมื่อครั้งอดีต สมัยที่ยังอาศัยอยู่ในเรือนแพที่บ้านแพรก จังหวัดอยุธยา ซึ่งเขากล่าวถึงเพลงๆ นี้ไว้ในหนังสือ "คิดถึงคนที่ไม่ได้ไปหา" ว่า

          "เขีบนถึงเตี่ยและแม่ อพยพมาจากเมืองจีน เรื่องราวในเพลงฟังจากแม่เล่าตอนเด็กๆ ก็เอามาเขียนเป็นเพลงแม่นางลูกชาวนา แน่นอน.. เพลงนี้เป็นเพลงพิเศษของผม"

แม่นางลูกชาวนา
By : อารักษ์ อาภากาศ

นางเพียงลูกชาวนา ชะตาชีวิตดิ้นรน
นางจำจากบ้านไป ให้ไกลจากภัยบ้านเกิด
มาอาศัยเมืองไทย เมืองไทยนางไม่เคยชิน
บางทีนางเล่าความหลัง ความหลังที่แม่นางฝันใฝ่
เขามาอยู่เมืองไทยเหมือนกัน แซ่จีนเขาต้องลำบาก
แต่เขาคนไม่เคยแบ่งชนชั้น แต่งงานกับแม่นางลูกชาวนา
เก็บจนพอสร้างแพ ทั้งแข็งแรงเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่
ให้นางเย็บปักถักร้อย ตีแหวนพลอยให้นางสวมใส่
อยู่ริมน้ำข้างแพสงบง่าย สร้างไว้แทนเรือนกาย
ไว้เตือนใจให้แม่นางลูกชาวนา

          เนื้อเพลงวรรคที่ว่า “ตีแหวนพลอยให้นางสวมใส่” นั้น แหวนที่พูดถึงในเพลงก็ทำบนโต๊ะตัวนี้ และเพลงที่เขียนก็เขียนบนโต๊ะตัวนี้ ทั้งแหวนของเตี่ยและเพลงของเขาที่สร้างให้แม่ ต่างก็ใช้โต๊ะตัวนี้เป็นที่สร้างสรรค์ ทั้งสองสิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไม่น่าเชื่อ จะต่างกันก็เพียงเรื่องของ “เวลา” เท่านั้น

หมายเหตุ
- ข้อมูล : เรียบ-เรียง-ดัด-แปลง-ต่อ-เติม-ตัด-แต่ง จาก http://www.acousticthai.net
- ภาพทั้งหมดถ่ายจากปกเทปและปกซีดีในแต่ละชุด


อัลบั้มชุด "วิถีโฟล์ค"

          และไหนๆ ก็นำเรื่องราวและเพลงของอารักษ์ อาภากาศ มานำเสนอแล้ว จึงใคร่ขอแจ้งข่าวงานดนตรีของเขาที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้มาบอกกล่าวกันด้วยครับ

"วันแห่ง ความรักษ์ป่า"
(Natural Valentine’s Day with Aruk)

สูดลมหายใจแห่งกลางผืนป่า
พร้อมกับนักดนตรีในวิถีรักษ์สิ่งแวดล้อมกับสองศิลปิน
อารักษ์ อาภากาศ และ พี่ป๊อก ณรงค์ฤทธิ์ สอยเหลือง (ป๊อก ฟุตบาท)
ในวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 นี้ (Valentine's day พอดี)
ท่ามกลางธรรมชาติ ณ แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

หากสนใจ.. ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่ครับ

>

โดย ฅนผ่านทาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net