วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อีกครั้งกับไถ่ : เพราะธรรมะ..ทำให้เราได้พบและเป็นสังฆะในกันและกัน (ตอนสุดท้าย)


          เทคนิคอย่างหนึ่งของกระบวนการสื่อธรรมะอย่างมีส่วนร่วมของไถ่ก็คือ การแบ่งกลุ่มย่อย หรือที่ไถ่มักจะเรียกว่า ‘กลุ่มครอบครัวธรรม’ ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการจัดการที่ชาญฉลาด เพราะกระบวนการกลุ่มย่อยทำให้คนที่มาเข้าร่วมปฏิบัติธรรมได้มีโอกาสทำความรู้จักกันมากขึ้น มีความเป็นชุมชนหรือมีความเป็นสังฆะมากขึ้น  ซึ่งในกลุ่มครอบครัวจะมีกิจกรรมตั้งแต่  นั่งทานข้าวด้วยกัน  พูดคุยสื่อสารแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตประสบการณ์ทางธรรมะร่วมกัน  ทำงานวัดร่วมกัน (อย่างเช่นทำความสะอาดวิหาร ทำความสะอาดห้องน้ำ กวาดลานวัด)  โดยในกลุ่มจะมีนักบวชเป็นผู้นำกลุ่มอย่างน้อยกลุ่มละ ๒-๓ รูป

          ดังนั้น การแบ่งกลุ่มครอบครัวสำหรับผู้เข้าร่วมประมาณ ๖ พันคน จึงเป็นการจัดการที่ไม่ยากจนเกินไปที่จะทำให้ทุก ๆ คนจะได้มีมีส่วนร่วมในการปฏิบัติธรรม ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่น่าเบื่อ  แต่โดยปรกติแล้วกลุ่มครอบครัวมักจะมีกันกลุ่มละ ๑๐ คน  แต่สำหรับกลุ่มครอบครัวคราวนี้มีกลุ่มละประมาณ ๕๐ คน และมีอยู่ถึง ๑๐๐ กว่ากลุ่ม ทีเดียวนับว่าเยอะเอาการ

          สำหรับฉันได้ไปอยู่ในกลุ่มของชาวต่างชาติที่มาจากยุโรปและอเมริกา (มีด้วยกันประมาณ ๑๐ คน มีนักบวชอยู่ในนั้น ๓ รูป) ช่วงที่เราสนทนาธรรมกัน  เราแบ่งปันกันด้วยเรื่องของ ‘การก้าวข้ามศาสนา’ ในฐานะที่แต่ละคนเป็นชนผิวขาว เมื่อหันมาสนใจพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่มีแต่เฉพาะในแถบเอเชีย ได้เกิดอะไรขึ้นบ้างในแต่ละคน

          เพื่อนชาวเยอรมันท่านหนึ่งแบ่งปันให้ฟังว่า  หลังจากที่ตนเองหันมาสนใจพุทธศาสนาก็ชวนลูกชายมาปฏิบัติธรรมด้วย จนเวลานี้ทั้งพ่อและลูกหันมานับถือพุทธ แต่ที่ลำบากใจก็คงเป็นแฟนของลูกที่เป็นแคธอลิคเพราะตอนนี้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาว่าพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่ชอบลูกชายของตนที่เวลานี้เปลี่ยนมานับถือพุทธแล้ว ตอนนี้ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไรกับความขัดแย้งของพ่อแม่ฝ่ายนู้น

          หลวงพี่ชาวอเมริกันท่านหนึ่งในกลุ่มแบ่งปันว่า ตอนที่ตัดสินใจบวชก็ขออนุญาตพ่อกับแม่ แต่ท่านกลับเสียใจเพราะคิดว่าเมื่อบวชแล้วคงไปทำสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่ป่าในเขา และคงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก แต่เมื่อเวลาผ่านไปพ่อแม่ก็ได้เรียนรู้มากขึ้นว่า ที่ไปบวชนั้นก็คือไปอยู่หมู่บ้านพลัมที่ฝรั่งเศส และนาน  ๆ ก็ยังได้มีโอกาสพบกันอีก การบวชของลูกก็ยังสามารถช่วยเหลือคนอื่น ๆ ที่มีความทุกข์  ในเมื่อลูกมีความสุขพ่อแม่ก็มีความสุขไปด้วย ตอนที่ท่านกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่อเมริกาก็น่าตื่นเต้น เพราะที่นั่นจะไม่ค่อยมีใครเคยเห็นพระภิกษุในศาสนาพุทธ แต่เมื่อไปถึงเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ก็น่ารัก พูดคุยเป็นอย่างดีไม่มีท่าทีรังเกียจหรือตั้งคำถาม

          หญิงอเมริกันท่านหนึ่งแบ่งปันว่าที่บ้านไม่ได้มีปัญหาทางศาสนามากนักเมื่อตนเองหันมาปฏิบัติทางพุทธศาสนา แต่ชีวิตช่วงที่ผ่านมาพ่อแม่ไม่เข้าใจและยอมรับไม่ได้เมื่อเธอชอบเพศเดียวกัน จนกระทั่งเวลาผ่านไปแม่ก็เริ่มเข้าใจและเริ่มยอมรับมากขึ้นเพราะเห็นเธอมีความสุขดีกับคู่รักของเธอ  ส่วนคุณพ่อเวลานี้ยังทำใจไม่ได้ เธอได้แต่ภาวนาว่าสักวันหนึ่งพ่อของเธอคงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน (Transform) และสามารถยอมรับเธอได้เช่นเดียวกับแม่  ตรงนี้ทำให้ทราบภายหลังว่าในกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมชาวต่างประเทศมีประมาณ ๗-๘ ท่านที่เป็นเกย์ แต่ส่วนใหญ่พวกเขาไม่สามารถพูดถึงเรื่องราวของตนเองได้ ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องน่าวิตกกังวลหรือน่ากลัวอะไรนักหากพวกเขาจะบอกคนอื่น ๆ หรือเปิดเผยตัวเองต่อสังฆะว่าชอบเพศเดียวกัน เพราะนั่นเป็นบททดสอบความอดทนของผู้ที่ได้ยินเป็นอย่างดี ในเมื่อเราอยู่ในโลกของธรรมะเราก็ควรฝึกที่จะได้ยินได้ฟังในสิ่งที่แตกต่างจากเราเข้าไว้

          เห็นได้ว่าการพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตหรือประสบการณ์ธรรมะในกลุ่มครอบครัวเช่นนี้ บางครั้งปัญหาที่นำมาแบ่งปันก็ไม่ได้คลี่คลายลงไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือทุกคนในครอบครัวมีพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ได้พูดระบายในสิ่งที่ตนกำลังประสบอยู่  เป็นการแบ่งปันความทุกข์ที่ตนมีให้คนอื่นได้รับรู้ แค่นี้ก็มีส่วนทำให้ความทุกข์ของคน ๆ นั้นลดน้อยลงถึงแม้ว่าปัญหานั้นยังคงอยู่ และเมื่อความทุกข์ใจได้ถูกแบ่งเบาออกไปก็สามารถทำให้คน ๆ นั้นมองเห็นปัญหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ปัญญาญาณก็เกิด เมื่อกลับไปบ้านก็อาจทำให้คน ๆ นั้นรู้วิธีที่จะทำให้ปัญหานั้นคลี่คลายไปได้อย่างเหมาะสม       

          ในเวลาเดียวกันสมาชิกกลุ่มครอบครัวก็สามารสร้างเครือข่ายของผู้ปฏิบัติธรรม แล้วอาจจะมีการนัดพบกันเดือนละครั้งในวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อมาทานอาหารร่วมกัน ทำสมาธิร่วมกัน แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตร่วมกัน  ในเมืองไทยเวลานี้หลังจากที่นักบวชหมู่บ้านพลัมได้เข้ามาเผยแผ่การปฏิบัติธรรมแบบ สังฆะ ในช่วง ๔- ๕ ปีที่ผ่านมามีกลุ่มธรรมะลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายกลุ่มทีเดียว ทำให้ชีวิตการปฏิบัติธรรมของฆราวาสมีทางเลือกมากขึ้น ประตูธรรมสำหรับฆราวาสก็เปิดมากขึ้น

          งานแต่งงานแบบหมู่บ้านพลัม

          บังเอิญช่วงที่มีการปฏิบัติธรรมในวัดบักหงา มีคู่รักชาวญี่ปุ่น-อเมริกันคู่หนึ่งมาปฏิบัติธรรมร่วมกัน ทั้งคู่ยังหนุ่มยังสาวแต่ก็สนใจในการปฏิบัติธรรม

เช้าวันนั้นเรากำลังเดินเล่นเพลิน ๆ  บังเอิญเราไปเห็นงานแต่งของบ่าวสาวคู่นี้เข้าพอดี เป็นงานแต่งแบบง่าย ๆ ที่จัดกันต่อหน้าพระรูปเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่หน้าวัด ทั้งคู่อยู่ในชุดสีน้ำตาลดำซึ่งเป็นชุดปฏิบัติธรรมของชาวเวียดนาม มีภิกษุณี ๓ ท่านนำพิธีกรรม  มีการเชิญระฆังเพื่อตามลมหายใจเข้าออก  กราบรูปเจ้าแม่กวนอิมก่อนพิธี  ภิกษุณีท่านหนึ่งอ่านบทภาวนา และอารัมภบทเปิดพิธีแต่งงาน แล้วอ่านบทสอนใจคู่บ่าวสาว

        

(งานแต่งงานที่หน้าพระรูปเจ้าแม่กวนอิม หน้าวัดบักหงา จ.เบ๋าล็อก เวียดนาม)

ภิกษุณีอ่าน  :-  ขอให้คู่บ่าวสาวเข้าใจด้วยว่าความเข้าใจก็เป็นพื้นฐานของความรัก  การตำหนิติเตียนอาจทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้าง แต่ควรพูดคุยผ่านความรู้สึกว่าเราต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามทำอะไรให้เราเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้น – อันนี้เป็นตัวอย่างย่อ ๆ ของใจความสำคัญของธรรมะของคู่บ่าวสาว

จากนั้นก็ให้คู่บ่าวสาวพูดความรู้สึกที่มีต่อกัน ตอนนี้เจ้าเอาแต่น้ำตาไหลพรากและพูดด้วยเสียงสั่นเครือ วันก่อนเราเห็นน้ำตาในพิธีบวชวันนี้เราได้เห็นน้ำตาในพิธีแต่งงาน 

พี่โก๋บอกว่าหนังสือภาวนาที่ภิกษุณีอ่านในพิธีแต่งงานชื่อ Chanting From The Heart เป็นหนังสือที่ว่าด้วยพิธีกรรมต่าง ๆ ในชีวิตมนุษย์ที่ไถ่เขียนขึ้น ทั้งพิธีแต่งงาน พิธีศพ การให้กำลังใจ การขึ้นบ้านใหม่ เล่มนี้ยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย

ที่หมู่บ้านพลัมมีการประยุกต์พิธีกรรมทางสังคมให้เข้ากับยุคสมัยถึงแม้ว่าพิธีกรรมนั้นจะไม่เคยมีในพุทธศาสนามาก่อน บางคนเห็นว่าพิธีแต่งงานเป็นพิธีแบบโลก ๆ เนื่องจากเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องของชีวิตคู่นักบวชที่ประพฤติพรหมจรรย์ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวหรือมีส่วนร่วม  แต่เราว่ามันดีออกเพราะเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงระหว่างโลกกับธรรม คู่รักใดที่ปราศจากธรรมะคู่รักนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่เหมือนกัน  และถึงแม้นักบวชที่ประพฤติพรหมจรรย์จะมองดูเหมือนว่าตัดขาดจากโลกแล้วแต่ถึงอย่างไรก็ยังอยู่กับโลกอยู่ดี  พวกเขาไม่ได้หนีหายไปไหน  อีกอย่างเรามองว่าชีวิตคู่จะทำให้เป็นชีวิตทางธรรมก็ยังได้ คู่รักสามารถที่จะพัฒนาความรักความสัมพันธ์ของตนไปสู่ความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีให้แก่กันและกัน ได้ เรียนรู้ธรรมะในกันและกันก็ยังได้ ดูอย่างนางวิสาขาในพุทธประวัติ  ขนาดเธอบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ เมื่อเธอโตเป็นสาวเธอก็ไม่ได้คิดจะไปเป็นภิกษุณีแต่เธอกลับมีสามีมีลูกมีหลานในฐานะพระโสดาบันที่เป็นฆราวาส  โลกกับธรรมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างแท้จริง

๑๔  มีนาคม  ๒๕๕๐ 

วันนี้ต้องเดินทางกลับโฮจิมินห์ โปรแกรมการปฏิบัติธรรมที่วัดบักหงาได้จบลงแล้ว และพรุ่งนี้ก็เป็นวันที่ฉันต้องเดินทางกลับเมืองไทย

ช่วงที่ปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดบักหงา ในครอบครัวธรรมเราได้รู้จักกับ คริสโตเฟอร์ ชาวฝรั่งเศสวัย ๕๐ ที่ทำงานให้คำปรึกษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล  คริสโตเฟอร์เล่าให้ฟังว่าการที่เขามาที่เวียดนามก็เพื่อภาวนาให้กับคนรักที่เสียชีวิต พ่อแม่ที่เสียชีวิต เพื่อนที่ยังมีชีวิตอยู่และเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้ว ภาวนาให้กับพี่ชายของเพื่อนที่ผ่านสงคราวเวียดนาม ภาวนาให้ชาวเวียดนามและชาวอเมริกันที่เสียชีวิตในช่วงสงครามเวียดนาม  และภาวนาให้กับคนรักปัจจุบัน

แน่นอนว่าคริสโตเฟอร์ในวัย ๕๐ เขายังจดจำเรื่องราวของสงครามเวียดนามได้ดี เวลานั้นสหรัฐส่งทหารหนุ่ม ๆ ไปรบในเวียดนามหวังจะให้เวียดนามสงบสุขแต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสถานการณ์ย่ำแย่ลง มีคนเสียชีวิตมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น รวมทั้งทหารอเมริกันจำนวนมากไปตายในเวียดนาม

       

 (คริสโตเฟอร์ (ซ้าย) กับเพื่อนคู่หู เอ็มเมอริค (ขวา) ทั้งคู่เป็นชาวฝรั่งเศสที่มาร่วมปฏิบัติธรรมกับไถ่)

๑๕  มีนาคม  ๒๕๕๐

วันนี้ที่วัดฟับวัน เราได้พบกับคริสโตเฟอร์อีกครั้ง เราถามคริส (เรียกสั้น ๆ ว่า คริส ละกัน)ว่าอยากไปชม พิพิธภัณ์สงคราม ไหม  คริสบอกว่ายังไม่เคยไปและอยากไป  ฉันเลยพาคริสไปชมพิพิธภัณฑ์สงคราม  ในพิพิธภัณฑ์สงครามแสดงภาพถ่ายเหตุการณ์สงครามในเวียดนามที่รุนแรง  เป็นภาพของทหารอเมริกันที่กำลังบาดเจ็บ ภาพของชาวเวียดนามที่ตายเป็นเบือ ภาพของคราบเลือด ควันปืน ท้องฟ้าที่กลายเป็นสีเลือดของสงคราม  เมื่อเราเดินออกจากห้องแสดงภาพคริสถึงกับน้ำตาไหล เราได้เห็นน้ำตาอีกแล้ว

คริสบอกขอบคุณที่ฉันพาเขามาที่นี่ เพราะมันทำให้เขาได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าได้เกิดอะไรขึ้นบ้างที่นี่  คริสเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้ประเทศฝรั่งเศสเองก็เคยเข้ายึดครองเวียดนาม ในยุคถัดมาอเมริกาก็เข้ามายึดครองต่อ จนเมื่อเกิดสงครามเวียดนามประเทศนี้ก็ถูกอเมริกากระทำรุนแรงอีก ประเทศนี้ได้ถูกกระทำชำเรามาหลายยุคสมัย เขาบอกว่าการที่เขาได้มาที่นี่ในฐานะคนชาติฝรั่งเศสอย่างน้อยก็มาเพื่อภาวนาให้กับบาดแผลในอดีต ภาวนาให้กับคนที่เสียชีวิตไปในช่วงภาวะสงครามที่ผ่านมา 

เขายังบอกอีกว่าเหตุการณ์ในเวลานั้นส่งผลกระทบไปหมด ชายหนุ่มอเมริกันจำนวนมากถูกเกณฑ์ให้ไปรบทั้ง ๆ ที่พวกเขาในเวลานั้นไม่ได้มีความต้องการจะไปรบเลย  เมื่อพวกเขาลงจากเครื่องบินมีเพียงคำสั่งให้ยิง  ๆ ๆ เท่านั้น  เราได้เห็นภาพถ่ายใบหน้าทหารหนุ่มอเมริกันนายหนึ่งแววตาของเขาเต็มไปด้วยความหดหู่  ทหารคนนี้ก็คงถูกเกณฑ์ให้มารบที่นี่เหมือนกัน

    

(ภาพนายทหารอเมริกันกับซากศพชาวเวียดนาม ภาพนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์สงคราม ในโฮจิมินซิตี้)

คริสชี้ไปที่ภาพถ่ายของคนหนุ่มอเมริกันที่ฉีก ‘หมายเรียกเข้ารับการเกณฑ์ทหาร’ ซึ่งฉันคิดว่าเป็นภาพที่เท่มาก  เวลานั้นมีชายหนุ่มหลายคนฉีกหมายเกณฑ์ทิ้งเพื่อทำการดื้อแพ่ง ฉันถามคริสว่าแล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เขาฉีกหมายเกณฑ์  พวกเขาถูกรัฐบาลดำเนินคดี .. ‘ไม่ยุติธรรมเลย’  ฉันคิดในใจ

คริสบอกว่า ทหารที่สหรัฐส่งไปรบในอิรักในวันนี้แตกต่างจากเมื่อคราวสงครามเวียดนาม เพราะไม่ได้ใช้วิธีเกณฑ์แต่อาจจะเลวร้ายกว่าเพราะเป็นการจ้างด้วยเงิน   คนหนุ่มที่ตกงานไม่มีเงินก็พากันอาสาไปรบเพราะอยากได้เงิน รัฐบาลของจอจบุชก็จัดสรรเงินเป็นค่าตอบแทนให้กับคนที่สมัครเข้าไปรบในอิรัก...ความรุนแรงไม่เคยเปลี่ยนแปลง

   

(นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกำลังชมภาพถ่ายจากสงคราม ในพิพิธภัณฑ์สงคราม  ในโฮจิมินห์ซิตี้)

คริสบอกว่า ทหารอเมริกันจำนวนมากที่รอดชีวิตจากสงครามเวียดนามเมื่อกลับไปสหรัฐก็ต้องประสบกับภาวะความบอบช้ำทางจิต มีภาพหลอน ฝันร้าย เมื่อเขามาที่พิพิธภัณฑ์สงครามเขาไม่สงสัยเลยว่าเหตุใด ‘พี่ชายของเพื่อน’ ที่เคยมาร่วมรบที่เวียดนามจึงเป็นคนที่เงียบขรึมผิดปรกติและไม่ยอมพูดจากับใครเลย

เราบอกขอบคุณคริสเช่นกันที่ช่วยเล่าเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับสงครามเวียดนามให้ฟัง เพราะสองปีที่แล้วเราเคยมาแต่ก็ไม่ได้เข้าใจอะไรลึกซึ้งแบบนี้ อย่างมากเราก็เพียงแต่ดูภาพเหล่านี้ไปกับความโศกสลดของสงคราม

๔ โมงเย็นแล้ว ฉันบอกคริสว่าเราคงต้องขอตัวกลับวัดฟับวันก่อน  เพราะต้องเตรียมแพ็คกระเป๋าเพื่อจะได้ขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยเวลา ๒ ทุ่ม คริสบอกขอบคุณที่ฉันพาเขาไปชมพิพิธภัณฑ์และขอบคุณที่มาเวียดนามทำให้ได้พบสิ่งดี ๆ ร่วมกัน  คริสบอกว่าจริง ๆ แล้วเขาเพิ่งได้อ่านหนังสือของไถ่เมื่อไม่ถึง ๖ เดือนที่ผ่านมานี่เอง เขาพบหนังสือของไถ่บนหิ้งหนังสือในร้านอาหารของเพื่อนซึ่งเป็นคนไทยในฝรั่งเศส จากนั้นเพื่อนก็นำทางให้เขาไปหมู่บ้านพลัม เขาจึงได้เดินทางไปที่นั่น จนในที่สุดก็เดินทางมาร่วมภาวนากับไถ่ที่เวียดนามแห่งนี้  สิ่งที่เขาหลงรักในเวลานี้คือ ‘ความรักในแบบสังฆะ’  

 เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบและเป็นสังฆะในกันและกัน

ไถ่ยังคงเดินทางเผยแผ่ธรรมะต่อไปเรื่อย ๆ จากโฮจิมินห์ ขึ้นไป ฮอยอัน  ฮฺเว้  ฮานอย  จากนั้นโปรแกรมของท่านต้องไปเผยแผ่ต่อที่ฮ่องกง  ก่อนที่จะบินมาเมืองไทยในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๐

เพราะธรรมะ...ทำให้เราได้พบและรู้จักกัน...ทำให้เราได้ค้นพบสิ่งดี ๆ ในกันและกัน...และทำให้เราเป็นสังฆะในกันและกัน.

ª บทความขนาด ๓ ตอนจบเพื่อต้อนรับการมาเยือนเมืองไทยของท่านติชนัทฮันห์ ระหว่างวันที่ ๑๙ พฤษภาคม –    มิถุนายน ๒๕๕๐   

โดย หนึ่งลมหายใจ

 

กลับไปที่ www.oknation.net