วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พุทธทำนาย (๖) ของมีค่าแต่หาราคาไม่ได้


ความฝันในข้อนี้ คือ  สุนัขขึ้นนั่งภาชนะทองคำซึ่งมีราคาตั้งแสนอย่างสำราญใจ  ทำให้ขัดนัยน์ตาดูน่าบัดสี  และยังมีท่าทีเย่อหยิ่งจองหองพองขน  ดังว่าตนเป็นใหญ่ยิ่ง

หก ฝันว่าสุวรรณภาชน์ทอง                สุนัขปองขึ้นนั่งน่าบัดสี

ทำเอื้อนโอษฐ์โปรดพุทธวาที              ว่าพาลาจะได้ที่เสนานาย

จะยิ่งยศมาสำทับไม่นับปราชญ์            เสพสังวาสคบพาลสมานหมาย

เหมือนขมิ้นขยำปูนไม่ละลาย              ทั้งไพร่นายจะคะนองลำพองพาล ฯ

พุทธทำนายในข้อนี้

ในอนาคตกาลเบื้องหน้า  คนอันธพาลเกเรจะได้เป็นใหญ่มีอำนาจวาสนา  สามารถเป็นผู้นำคบค้าสมาคมแต่เหล่าคนพาลสันดานหยาบไม่ยำเกรงนักปราชญ์ผู้รู้  ส่งเสริมแต่คนไม่ดีให้มีอำนาจและนำมาเป็นพรรคพวก  ในที่สุดบ้านเมืองก็ถึงจุดอวสานฉะนั้น ฯ

ผู้มีความรู้ความสามารถดูแลบริหารบ้านเมือง  แต่งตั้งคนไม่มีชาติไม่มีสกุลไม่มีความสามารถให้เป็นผู้ปกครองบริหารบ้านเมือง  คนเหล่านั้นทำอะไรตามใจชอบโดยไม่มีคุณธรรมในจิตใจ  พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบเหมือนการขัดสีถาดทองที่มีค่าราคามาก  เสร็จแล้วนำไปรองน้ำเยี่ยวสุนัขซึ่งถือว่าเป็นการไม่สมกันเลย

สุนัขซึ่งเยี่ยวรดถาดทองซึ่งขัดสีอย่างดี  เป็นเครื่องบ่งบอกถึงปรากฏการณ์ที่พวกตระกูลต่ำทั้งหลาย  จะพากันอาศัยพวกพ้องได้เป็นใหญ่ในสังคมมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารบ้านเมือง  เมื่อพวกสันดานหยาบมียศมีตำแหน่งแล้ว  เหล่านักปราชญ์ราชบัณฑิตก็ตกอับไม่มีวาสนาถูกบังคับข่มเหง

เหตุการณ์เช่นนี้ในปัจจุบันมีปรากฏบ้างแล้วโดยเฉพาะชาวชนบท  ที่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของชนชั้นนายทุนไม่มีสิทธิ์ในการเลือกวิถีในการดำรงชีวิตเลย  แม้ผู้บริหารประเทศก็มีพฤติกรรมที่เอาอกเอาใจนักธุรกิจใหญ่นายโต  ไม่ใส่ใจถึงความทุกข์ยากลำบากชาวนาชาวไร่ซึ่งไม่รู้กฎหมาย  ที่ดินตกอยู่ในมือนายทุน  ประชาชนทั่วไปเป็นเพียงผู้รับใช้แรงงานเพื่อแลกกับเงินจุนเจือครอบครัวเท่านั้น

ระบบโครงสร้างสังคมที่แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนและพวกพ้อง  โดยเฉพาะการที่มนุษย์ขาดคุณธรรมภายในจิตใจเป็นเหตุให้สังคมเหลื่อล้ำต่ำสูง  การถือตระกูลเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สังคมมีความเสื่อมโทรมอย่างเช่นทุกวันนี้  เปรียบเหมือนการขัดถาดทองให้สุนัขเยี่ยวรดฉะนั้น

ทางแก้ไขในพุทธทำนายข้อนี้

ต้องทำความรู้จักกับ มละ หรือ มลทิน ๙ ประการ  เมื่อรู้แล้วว่าเป็นอย่างไรก็ละเว้นเสียซึ่งมลทินทั้ง ๙ นั้นเสีย  จึงจะไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเศร้าหมอง

มละ หรือ มลทิน ๙ ได้แก่..

๑.โกธะ          ความโกรธเป็นความขุ่นแค้นขัดข้องหมองใจ  ควรระงับได้ด้วยความ เมตตา รักใคร่อยากให้ผู้อื่นมีความสุขด้วย

๒.มักขะ                   ความลบหลู่บุญคุณท่านหรือการไม่รู้จักกตัญญูกตเวทิตาธรรม  ควรระงับด้วย ความรู้คุณท่านและตอบแทนพระคุณท่าน ตามสมควร

๓.อิสสา         ความริษยาอิจฉาตาร้อนเมื่อผู้อื่นได้ดีกว่าตน  ควรระงับด้วย มุทิตา คือความยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี

๔.มัจฉริยะ      ความตระหนี่ไม่รู้จักเสียสละแบ่งปัน  คิดแต่ส่วนประโยชน์ตนไม่สนใจประโยชน์ผู้อื่นและสังคม  ควรระงับด้วยการให้ ทาน แบ่งปันเสียสละ

๕.มายา                   ความเป็นคนเจ้าเล่ห์เหลี่ยมจัดชอบหลอกลวงผู้อื่น  ปกปิดความผิดของตนเอง  ควรระงับด้วย อาชวะ หรือความเป็นคนซื่อตรง

๖.สาเถยยะ     ความเป็นคนมักอวด  ชอบโอ้อวดสรรพคุณของตนเอง  เพื่อให้ผู้อื่นชื่นชมว่าเป็นคนดี  ควรระงับด้วย อัตตัญญุตา หรือความรู้จักประมาณตัวเองและอ่อนน้อมถ่อมตน

๗.มุสาวาท      ความพูดเท็จให้คนอื่นเห็นคลาดเลื่อนจากความเป็นจริง  ควรระงับด้วยการกล่าว สัจจวาจา พูดแต่คำที่เป็นจริง

๘.ปาปิจฉา      ความปรารถนาอันลามก  คือความอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยทางมิชอบ  ควรระงับด้วย สันโดษ หรือความพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่

๙.มิจฉาทิฏฐิ    ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรมผิดจากความจริง  ปฏิเสธเรื่องบาปบุญคุณโทษสามารถทำความชั่วได้ทุกอย่าง  ควรระงับด้วย สัมมาทิฏฐิ หรือความเห็นที่เป็นจริงตามทำนองคลองธรรม

คนใดเสพไปด้วย           คนพาล

จักทุกข์ทนเนานาน                เนิ่นแท้

ใครเสพท่วยทรงญาณ     เปรมปราชญ์

เสวยสุขล้ำเลิศแท้         เพราะได้สดับดี

...โคลงโลกนิติ...

ขอขอบคุณ cursor สวยๆจาก “ลูกบัว” ที่.. http://www.oknation.net/blog/HappyToFly/2007/03/10/entry-1

 

โดย ศิษย์หลวงพ่อ

 

กลับไปที่ www.oknation.net