วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ข้าราชการเก่งดี-วัฒนธรรมที่งามของเชียงใหม่สิ้นไปเพราะทักษิณจริงหรือ


ข้อเขียนของอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวานิช ชื่อเรื่อง ข้าราชการเก่งๆกำลังจะหมดไป

บทความ “คนดีๆ ในกระทรวงการต่างประเทศ” ของผมมีที่ผิดคือชื่อคุณกนธีร์นั้น ผมเขียนถูกแล้ว แต่คนพิมพ์นึกว่าผมเขียนผิดจึงแก้ให้ ส่วนอีกแห่งหนึ่งนั้นคือ คุณพิศาล มาณวพัฒน์ นั้นเป็นรุ่นหลังคือรุ่นกิตติพงศ์ ณ ระนอง ยังหนุ่มอยู่ และท่านทูตวิเชียร วัฒนคุณ นั้นได้ปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิต (ธบ.ไม่ใช่ ชบ.)
       
        พูดถึงกิตติพงศ์ แล้ว คนนี้จบรัฐศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แล้วไปเรียนที่ Fletcher เขาเป็นผู้ซึ่งทำจดหมายถึงกระทรวง บอกว่าเป็นการยากมากที่จะกลบเกลื่อนกรณี 7 ตุลา นับว่าเป็นคนกล้าหาญตรงไปตรงมา เวลานี้จะย้ายกลับจากกรุงฮานอยมาเป็นอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กิตติพงศ์เป็นคนทำงานหนัก เป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศ
       
        ที่จริงมีคนดี-คนเก่งอีกหลายคนในกระทรวงการต่างประเทศที่ผมไม่ได้กล่าวถึง เราเชื่อใจได้ว่างานของกระทรวงนี้อยู่ในมือของผู้มีความสามารถ
       
        สมัยนี้เด็กๆ ไม่อยากรับราชการไม่เหมือนแต่ก่อนที่ใครๆ ก็อยากให้ลูกหลานรับราชการ เดี๋ยวนี้เด็กๆ ชอบทำงานที่มีความเป็นอิสระ บางคนก็เป็นที่ปรึกษาโครงการ จบโครงการแล้วก็หาโครงการอื่นต่อ แม้จะไม่ใช่งานประจำ แต่ก็ได้เงินเดือนมาก ว่างงานสัก 2-3 เดือนก็ไม่เป็นไรเพราะมีเงินเก็บ
       
        หลายคนที่รับราชการบอกผมว่า คนเก่งๆ เริ่มหมดไปแล้วในวงราชการที่สอบเข้ามาก็เป็นคนที่ไม่ค่อยเก่งเท่าไร ผมคิดว่าเวลานี้นับวันบทบาทของรัฐ และราชการนับวันก็จะลดลง ดังนั้นหากไม่มีคนเก่งๆ ก็ไม่เป็นไร
       
        ข้าราชการสมัยก่อนมีจิตสำนึกสูง ช่วยประหยัดเงินงบประมาณ มีภรรยาข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศท่านหนึ่งอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่าครองชีพสูงมาก โดยเฉพาะอาหารการกินเวลาสถานทูตมีงานเลี้ยง ท่านอุตส่าห์ไปซื้อของที่ชายแดนเข้าไปในฝรั่งเศสที่อาหารราคาถูกกว่ามาก ท่านผู้นี้คือคุณเรณู วัฒนคุณ ภรรยาท่านทูตวิเชียร วัฒนคุณ
       
        ราชการไทยมีงบประมาณน้อย คนระดับอัครราชทูตได้เงินค่าใช้จ่ายไม่พอ อยู่บ้านก็ไม่มีเงินซื้อพรม และเฟอร์นิเจอร์ดีๆ จึงไม่กล้าชวนคนมาทานอาหารที่บ้าน เวลานี้ผมไม่รู้ว่าดีขึ้นหรือเปล่า
       
        ดังนั้นคนที่มีสตางค์หน่อยก็อาศัยเงินส่วนตัว อย่างเช่น พล.อ.ชาติชาย เมื่อเป็นทูตนั้นโก้มากถึงกับจ้างเลขานุการส่วนตัวให้ภรรยา คอยสวมเสื้อมิ้งค์ให้เวลาไปงาน และมีที่นั่งส่วนตัวในโรงละครโอเปร่า สมัยก่อนทูตส่วนมากเป็นคนมีสตางค์ ตัวไม่มี ภรรยาก็มี ชีวิตในต่างประเทศของทูตจะทำตัวกระจอกๆ ไม่ได้ เพราะจะเป็นที่ดูแคลนของผู้อื่น
       
        ผมโชคดีที่ตอนเรียนหนังสือมีทูตที่ดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับนักเรียนไทยคือ ท่านทูตลักขี วาสิกสิริ แม่ของภรรยาท่านคือ คุณยายชลอ รังควร เจ้าของโรงพิมพ์อักษรนิติ ผู้อุปถัมภ์ยาขอบ คุณยายชลอทำอาหารให้เราทานกัน และให้ความเมตตานักเรียนไทยมาก ท่านเล่าให้ฟังว่า ยาขอบต้องกินเหล้าแล้วจึงเขียนหนังสือได้ ยาขอบเขียนหนังสือเก่ง สำนวนดีหาคนเทียบยาก
       
        แต่ก่อนผู้เข้าไปทำงานกระทรวงการต่างประเทศ มักจบรัฐศาสตร์หรือกฎหมาย จะเห็นได้ว่ามีนักเรียนอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่ หลังๆ จึงมีนักเรียนอเมริกันอย่างรุ่นคุณกษิต ภิรมย์ คุณอภินันท์ ปวนะฤทธิ์ นี้ก็เรียนที่อเมริกา เวลานี้กระทรวงการต่างประเทศต้องการคนจบเศรษฐศาสตร์ และกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะมีงานด้านนี้มากขึ้น
       
        สมัยทักษิณเป็นยุคที่อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าเสื่อมโทรมที่สุด เพราะทำลายระบบคุณธรรมแต่งตั้งพรรคพวกที่ไม่ใช่ผู้เหมาะสม หรือเป็นที่ยอมรับไปดำรงตำแหน่งสำคัญๆ เวลานี้ยังไม่สายเกินไปที่จะกอบกู้สิ่งดีๆ กลับคืนมา
       
        ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับนักการเมือง เป็นเรื่องที่จะต้องมีการพิจารณาอย่างจริงๆ จังๆ ว่าจะกำหนดกรอบไว้อย่างไร ในสมัยทักษิณ นักการเมืองมีบทบาทมากในการแต่งตั้งโยกย้าย และกำหนดบทบาทให้ข้าราชการ มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บอกว่า ระบอบทักษิณตั้งอธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจไว้ทั่ว ทำให้พรรคอื่นที่เข้ามาทำงานยาก
       
        ผมเห็นจริง เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีกลุ่มคนเสื้อแดงบุกเข้าไปถึงที่ประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีผู้ชายสวมหมวกปิดหน้าเหมือนโจร ตบผู้อำนวยการหอสมุดซึ่งเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ เป็นคนพูดจาเรียบร้อยอ่อนหวาน ทำให้รู้สึกว่า ทำไมหนอคนไทยจึงกลายเป็นคนชั่วช้าสามานย์ได้ถึงเพียงนี้ และเหตุใดจึงไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง ทำให้เสียชื่อเมืองเชียงใหม่ และคนเชียงใหม่มาก เพราะเชียงใหม่เคยเป็นเมืองสงบ ผู้คนอ่อนโยนมีน้ำใจดี ไม่นึกเลยว่าจะมีคนสถุลถ่อยเข้ามาทำให้เกิดความมัวหมอง
       
        ผมได้แต่หวังว่า ทางการจะจัดการกับกลุ่มโจรปิดหน้าอย่างจริงจัง หาไม่แล้วจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไป ตำรวจชอบอ้างว่า “ต้องมีขั้นตอน” การจัดการกับโจร และกุ๊ยนั้นคงต้องใช้ขั้นตอนที่แตกต่างไปจากการชุมนุมทางการเมืองที่ทำอย่างเปิดเผย และปราศจากอาวุธ

-----------------

แล้วเพื่อนๆ เห็นว่าเป็นเช่นไร?

โดย แสงปลายฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net