วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เงินคงคลังติดลบ 4 หมื่นล้าน


วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 08:21
http://www.bangkokbiznews.com/home/news/finance/finance/2009/02/02/news_12366.php

เปิดฐานะการคลังพบรัฐบาล "สมัคร-สมชาย-อภิสิทธิ์" โหมนโยบายประชานิยม สำนักงบฯ หวั่นเงินคงคลังไตรมาสแรกปีงบฯ 2552 ติดลบครั้งแรกรอบ 10 ปี

พิษเศรษฐกิจส่งผลการจัดเก็บรายได้ทุกรายการไม่เข้าเป้า เผย 3 เดือนแรกของปี 2552 ต่ำกว่าเป้า 2 หมื่นล้าน ขณะที่รัฐบาลมีภาระขาดดุลงบประมาณถึง 4 แสนล้าน งัดมาตรา 22 พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ กู้เงินนอกหลังกรอบเพดานงบประมาณเต็ม

แหล่งข่าวจากสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณบ่งชี้ว่า ฐานะเงินคงคลังของประเทศ อาจจะติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่วิกฤติ

ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 คาดว่าช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2552 เงินคงคลังจะติดลบประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท ซึ่งตัวเลขเงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2551 (ก.ย. 2551) อยู่ที่ 2.29 แสนล้านบาท และเดือน ต.ค. 2551 ฐานะเงินคงคลังอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท ล่าสุดเดือนม.ค. 2552 เงินคงคลังลดเหลือประมาณ 5.17 หมื่นล้านบาท เท่านั้น

ขณะที่รัฐบาลมีภาระต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก ทำให้อาจนำเงินคงคลังออกมาใช้ก่อนในกรณีเร่งด่วน เหมือนที่ทำไปแล้ววงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท และหารายได้มาตั้งงบประมาณชดเชยภายหลัง

ที่สำคัญตามหลักการบริหารเงินคงคลัง กรมบัญชีกลางจะต้องสำรองเงินคงคลังไว้หมุนเวียน (ไม่สามารถนำมาใช้ทั้งหมดได้) ช่วงต้นปีงบประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท และสิ้นปีงบประมาณอีก 2.8 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญต้องมีเงินคงคลังไม่ต่ำกว่า 2 เดือน ของรายจ่ายประจำ คาดว่าครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2552 ฐานะเงินคงคลังอาจจะติดลบเป็นครั้งแรก หากรัฐบาลไม่สามารถหารายได้มาชดเชยได้ทัน

เก็บรายได้ภาษีส่งสัญญาณทรุดหนัก

ทั้งนี้เนื่องจากการจัดเก็บรายได้มีแนวโน้ม จะต่ำกว่าเป้าหมาย กระทรวงการคลังประมาณการรายรายได้จัดเก็บภาษีปีงบประมาณ 2552 ไว้ที่ 1.5 ล้านล้านบาท แต่จากภาวะเศรษฐกิจประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้ธุรกิจของภาคเอกชนประสบปัญหาขาดทุน ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของกรมจัดเก็บทั้ง 3 กรม รวมถึงรายได้จากรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นๆ ทั้งปีกระทรวงการคลัง คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ภาษีปีนี้ได้ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 1.75 แสนล้านบาท สัญญาณที่ว่าเห็นได้จากรายได้จัดเก็บเดือน ธ.ค. 2551 ทุกรายการต่ำกว่าเป้าถึง 2.2 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าเป้าหมาย 5 พันล้านบาท

ส่วนการกู้เงินมาชดเชยเงินคงคลังก็ไม่สามารถทำได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 169 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าการตั้งงบประมาณเพื่อชดเชยหรือชดใช้เงินคงคลังจะต้องกำหนดแหล่งที่มาของรายได้เท่านั้น หากเป็นเงินกู้มาชดเชยจึงไม่ถือว่าเป็นรายได้

ชี้งบประมาณขาดดุลจริงกว่า 4 แสนล้าน

แหล่งข่าว กล่าวว่าตามกฎหมาย พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 9 ทวิ คือ 20% ของงบประมาณรายจ่าย 1.95 ล้านล้านบาท (รวมงบกลางปี 1.16 แสนล้านบาท) หรือประมาณ 3.9 แสนล้านบาท และมาตรา 9 ทวิ คือ 80% ของยอดชำระคืนต้นเงินกู้ 6.36 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 5.09 หมื่นล้านบาท รวมเพดานที่รัฐบาลสามารถขาดดุลได้ประมาณ 4.4 แสนล้านบาท ขณะนี้วงเงินขาดดุลมาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล

ตั้งแต่สมัยนายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงตั้งงบประมาณรายจ่ายปี 2552 ขาดดุล 2.49 แสนล้านบาท บวกงบขาดดุลกลางปีเพิ่มเติมอีก 9.75 แสนล้านบาท เท่ากับขาดดุลไปแล้ว 3.4 แสนล้านบาทแล้ว รวมรายได้สูญเสียจากต่อมาตรการ 6 เดือน 6 มาตรการสมัยรัฐบาลนายสมัคร และนายสมชาย ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท จะทำให้ขาดดุลเพิ่มกว่า 4 แสนล้านบาท

ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ ได้ต่ออายุมาตรการ 5 มาตรการ 6 เดือนออกไปอีก เท่ากับต้องสูญเสียรายได้เพิ่มอีก รวมถึงมาตรการภาษีด้านอสังหาริมทรัพย์เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2552 อีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ตลอดจนรายได้สูญเสียการจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย เพราะภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอีก ทำให้คาดว่า การขาดดุลงบประมาณ 4.06 แสนล้านบาท

คาดรัฐฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอีก

“ แม้รายได้สูญเสียจากมาตรการภาษีเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2552 ประมาณ 4 หมื่นล้านบาทจะไปเป็นภาระในปีงบประมาณ 2553 แต่เมื่อรวมขาดดุลเฉพาะในปีงบประมาณ 2552 จำนวน 4.06 แสนล้านบาท ก็เท่ากับวงเงินขาดดุลเกือบจะเต็มเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 4.4 แสนล้านบาท จะเหลือวงเงินเพียง 3.4 หมื่นล้านบาท แม้จะมีรายได้จากภาษีสรรพสามิตน้ำมันอีก2 หมื่นล้านบาท

ที่ผ่านมามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมา ยังไม่ครอบคลุมถึงภาคการผลิตอื่นๆ รวมถึงการส่งออก ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการใช้เงินเข้ามาสนับสนุนมาตรการเหล่านี้อีก”

แหล่งข่าว ชี้ว่า ในการจัดทำงบประมาณขาดดุลนั้น ตามกฎหมายรัฐบาลสามารถกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ได้ 2.49 แสนล้านบาท และกู้เพิ่มตอนทำงบขาดดุลจากงบกลางปีอีก 9.7 หมื่นล้านบาท (จากวงเงินรวม 1.16 แสนล้านบาทหักที่ชดเชยไปแล้ว 1.9 หมื่นล้านบาท) เท่ากับรัฐบาลกู้เงินเพื่อชดเชยได้เพียง 3.46 แสนล้านบาท จากที่ขาดดุลจริงประมาณ 4.06 แสนล้านบาท ทำให้เหลือวงเงินขาดดุลอีกประมาณ 1.6 แสนล้านบาทที่รัฐบาลต้องหาเงินมาใช้ คงต้องพึ่งเงินคงคลังไปก่อนแล้วตั้งชดเชยภายหลัง

ฐานะการเงินประเทศมีความเสี่ยง

แหล่งข่าว กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม.กู้เงินต่างประเทศเพิ่มอีก 7 หมื่นล้านบาท ตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะพ.ศ. 2548 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 แสดงให้เห็นว่า ฐานะทางการเงินของประเทศอยู่ในภาวะไม่มั่นคง เพราะ พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะมาตรา 22 นี้ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินได้เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงินในกรณีฉุกเฉินนอกเหนือจากงบประมาณรายจ่ายประจำและต้องใช้เป็นเงินตราต่างประเทศ ได้ไม่เกิน 10% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เงื่อนไขดังกล่าวสามารถกู้ได้ไม่เกิน 1.83 แสนล้านบาท แต่มีโครงการที่จะขอใช้เงินกู้ต่างประเทศ 3.80. หมื่นล้านบาท

“ ตอนนี้ฐานะการเงินของประเทศอยู่ในภาวะเสี่ยงมาก ไม่มีความมั่นคง กระทรวงการคลังจึงต้องหาทางออก และเลี่ยงไปใช้พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ มาตรา 22 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยจะใช้ในกรณีฉุกเฉินประเทศมีปัญหาทางการเงิน และกรอบกู้เงินตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 เกินเพดานไปแล้ว เท่ากับทำให้เครดิตประเทศอาจจะมีปัญหาและมีต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่าปกติ” แหล่งข่าว กล่าว

อ่วมดุลเงินสดธ.ค.51ติดลบ4.3หมื่นล้าน

โดย indexthai

 

กลับไปที่ www.oknation.net