วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากวาเลนไทน์ สู่วาเรนท์ธรรม (๒)


จากวาเลนไทน์ สู่วาเรนท์ธรรม ()

โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (.. ปยุตฺโต)

    เมื่อกี้อาตมภาพบอกแล้วนะ ว่าจะไม่อธิบายแล้วปีนี้ โยมฟังมาหลายปีแล้วเข้าใจเอง แต่ว่าบอกอีกนิดหนึ่งว่า คาถาที่จำกันแม่นนี้คือคาถาที่ว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ เป็นต้น ที่แปลว่า ไม่ทำชั่ว ทำความดีให้เต็มพร้อม และทำจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์ สามอย่างนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 

     อันนี้จำแม่น แล้วโยมมาในวันนี้ก็ได้ทำทั้งสามอย่างนี้ อย่างน้อยควรตรวจสอบตนเองว่าเราได้ไหม ถ้าได้ล่ะก็ ได้คะแนนเต็มร้อยเลย ในการมาร่วมพิธีมาฆบูชา

     ถ้าว่าโดยรวบรัดท่านก็บอกว่า สามอย่างนี้ ไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง

     ไม่ทำชั่ว เว้นจากการเบียดเบียนกันเป็นต้นนี้เป็นภาค ศีล โยมมาวันนี้ได้ศีลแล้ว สำรวม กิริยา วาจา รวบอยู่ในระเบียบวินัย มีวัฒนธรรมประเพณีอันดี ส่งเสริมวินัยของสังคม ถ้าสังคมของเราสงบเรียบร้อยอย่างโยมนี้ ก็สบาย 

     อย่างผู้ที่มาทำบุญทำกุศลนี้ ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ก่อให้ใครเดือดร้อน ก็เรียกว่าเป็น ศีล จะพูดจะจา วาจาก็สุภาพอ่อนโยน พูดกันแต่ในเรื่องบุญกุศล เรื่องทำความดีทั้งนั้นเลย

     ทีนี้ต่อไป จิตใจของญาติโยมที่มาก็มีอย่างที่บอกเมื่อกี้ มีศรัทธา มีเมตตากรุณา มีปราโมทย์ มีปีติ เป็นต้น เป็นจิตใจที่ดี  อันนี้จิตใจมุ่งไปแน่วแน่ มั่นคงในการกระทำความดี ในการทำบุญอันนี้ เป็นสมาธิ หมดเลย

     เสร็จแล้วก็มีปัญญา รู้เข้าใจความหมายของวันมาฆบูชา รู้เข้าใจเรื่องหลักในพระพุทธศาสนา รู้เข้าใจเหตุผลที่เรามาทำบุญในวันนี้ทั้งหมด ตลอดจนกระทั่งนำเอาคำสอนที่ว่าโอวาทปาฏิโมกข์ ไปศึกษาไปวิเคราะห์วิจัย ให้เข้าใจชัดเจนลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปัญญา เราก็จะก้าวไปใน ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เป็นอันว่าโยมได้หมดแล้ว

     เป็นอันว่า หัวข้อของโอวาทปาฏิโมกข์ ที่เป็นหลักคำสอนในวันมาฆบูชา ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญของมาฆบูชานี้ ครบหมดแล้ว อันนี้ก็เป็นเรื่องอย่างหนึ่งที่ว่า ต้องเป็นเรื่องความจำ เวลามาเป็นหัวข้ออย่างนี้ก็กลายเป็นเรื่องความจำ

     ความจำนี้เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน เดี๋ยวนี้บางทีก็ชอบไปพูดกันว่า “เอาล่ะไม่ต้องเอากันหรอกความจำ” นี่เป็นสุดโต่งอีกอย่างหนึ่ง

     ถ้าจะเอาแต่ความจำ ก็เป็นสุดโต่งอีกทางหนึ่งเหมือนกัน ฉะนั้นก็ต้องมีทั้งความเข้าใจแล้วก็ความจำ

    โดยปกตินี้ก็คือ เราจะศึกษาอะไรเราก็ทำความเข้าใจเสียให้ดี ให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง เข้าใจดีแล้วคราวนี้ก็จำได้ จำนี้เหมือนกับว่าเรานั้นได้น้ำตาล น้ำหวาน จากต้นอ้อยมาก็ได้ จากต้นตาลมาก็ดี มันเยอะแยะ มันเป็นน้ำก็เก็บยาก เราก็มาผ่านกระบวนการเคี่ยวซะให้มันงวด จนกระทั่งว่าได้เป็นเกร็ดเป็นก้อนอะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ มันเหลือนิดเดียว มันเก็บง่าย ทีนี้จะพกพาไปไหนก็ได้ พอถึงเวลาจะใช้ ก็เอาออกมาปั๊ป ละลายน้ำ ขยาย กระจายออกไปใช้ได้เลย

     คนที่ปฏิบัติถูกต้อง ก็ต้องได้อย่างนี้ คือ ทั้งเข้าใจดี แล้วก็จำได้ เอามาใช้ทำประโยชน์สำเร็จ ต้องได้ทั้งสามขั้น 

     คนที่จะเอาไปใช้ทำประโยชน์สำเร็จก็ต้องมีข้อมูล ข้อมูลนี้เวลาที่จะเอามาใช้ให้สำเร็จนี้ ก็ต้องเอามาคิด พอคิดแล้วก็คิดออกไปด้วยวิธีการคิดที่ถูกต้อง อย่างที่พระเรียกว่า โยนิโสมนสิการ 

     ก็เอามาใช้แก้ปัญหา ใช้ประยุกต์การสร้างสรรค์เฉพาะกิจเฉพาะกรณีได้หมด อันนี้ก็เรียกว่าครบวงจร หรือครบกระบวนการ ต้องครบทั้งสามขั้น 

     ทีนี้บางคนก็เอาจดบ้าง จำบ้าง เราก็ต้องเลือกเหมือนกันว่า อันไหนเราเข้าใจดีแล้ว เป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน ส่วนนี้จดไว้ ส่วนนั้นจำ

     ไอ้จดนี่ บางทีมันหาไม่ทันนะพอถึงเวลาจะใช้ เพราะฉะนั้นต้องสำคัญจริง  ต้องคัดไว้ แล้วก็จำ อย่างนี้ก็เรียกว่ารู้จักใช้  ถ้าจำไม่เป็น จำอย่างเดียวไม่เข้าใจ ก็เรียกว่าเป็น นกแก้วนกขุนทอง

     ก็ดีเหมือนกัน ได้แค่นกแก้วนกขุนทองก็ยังดี ยังดีกว่าคนไม่ได้ใช่ไหม? ก็พูดว่าเป็นนกแก้วนกขุนทองไป แต่ว่ามันไม่ได้เกินกว่านั้น มันไม่พอ เพราะฉะนั้นก็ต้องพูดบอกว่า“จำอย่างเดียวมันไม่พอ” ต้องพูดอย่างนี้ 

     อย่าบอกว่า “อย่าไปจำ” ต้องบอกว่า “จำอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้าใจด้วย แล้วก็ใช้ประโยชน์สำเร็จด้วย” ต้องทั้งสามขั้น

     ถ้าได้อย่างนี้ล่ะก็ คนที่จำดี ก็จะมีข้อมูลพร้อมสำเร็จรูปจะใช้งานใช้การ มันก็ทันทีทันใจ ล้วงออกมาได้ฉับพลัน

     นี่ก็เป็นเรื่องของหัวข้อ โอวาทปาฏิโมกข์ ถ้าโยมจำได้ก็สบาย ต่อไปต้องจำได้ทุกคน อย่างน้อยหวังว่าท่านโดยเฉพาะเด็กๆ ต้องจำได้แล้ว คาถาหนึ่งในสามคาถากึ่งนั้น ก็คือ

     สพฺพปาปสฺส อกรณํ      กุสลสฺสูปสมฺปทา  

     สจิตฺตปริโยทปนํ          เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

     อันนี้ต้องจำไว้ให้แม่นเลย เพราะไม่งั้นเราจะไม่ชัดเจน เวลาเราไปพูดหลักพระพุทธศาสนานั้นว่าอย่างไร คนที่จำได้แม่น พูดออกมาแม้แต่ตัวอักษรยังถูกต้องเลย เพราะฉะนั้นก็แม่นยำ 

     เพราะฉะนั้น ความจำจะช่วยให้เนื้อหาต่างๆ นั้นมันแม่นยำด้วย ทางโบราณท่านจึงถือว่า ทรงจำ ทรงเอาไว้ได้ คือ เก็บรักษาเอาไว้ได้ ไม่เช่นนั้นไม่อยู่ ก็จะได้เปรียบ

     เพราะคนที่ทั้งจำได้ เข้าใจดี เอาไปใช้ประโยชน์ได้สำเร็จนี้ จะเป็นที่ได้เปรียบครบวงจร หรือเต็มกระบวนการ เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ควรจะย้ำกันไว้

     วันนี้ก็เอากระทู้โอวาทปาฏิโมกข์มาพูดให้ฟัง เพื่อจะเป็นเครื่องเตือนใจเรา ที่ท่านทำมาให้อย่างนี้ ก็เหมาะแก่การจำแล้ว เพราะว่าสั้นแล้ว แล้วไปขยายความเอา จะอธิบายพระพุทธศาสนาอย่างไรแล้ว ก็อธิบายได้หมด

     เมื่ออาตมภาพพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็บอกหัวข้อไปหมดแล้ว แถมยังไม่อธิบายอีก แล้ววันนี้จะพูดอะไรล่ะ ก็หมดเรื่องที่จะพูดซิ ที่จริงไม่หมด เพราะว่าเรื่องของหลักธรรมนี้มีแง่พูดเยอะ พูดไปแง่ไหนๆ ก็ได้ 

     ทีนี้วันนี้มีเรื่องอยากจะพูดสักแง่หนึ่งก็คือ เวลานี้ชักจะมีความสับสนเพราะเหตุที่ว่า วันมาฆบูชานี้ มีวันหนึ่งมาใกล้เข้า  แล้วพอถึงวันนั้นแล้ว คนก็มาพูดแถมมาพาดพิงวันมาฆบูชาเสียด้วย ก็คือ วันวาเลนไทน์

     โดยเฉพาะปีนี้ก็มาใกล้กันมาก เมื่อสองวันที่แล้ว วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์ พอถึงวันวาเลนไทน์ ก็มีการพูดกัน โยงกันมาหาถึงวันมาฆบูชาด้วย เราก็ขอใช้สิทธิพาดพิง

     ก็พูดถึงสิทธิพาดพิงเสียหน่อย คือวันนั้นหลวงลุงที่วัด ท่านไปอ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟังตอนเย็น ท่านก็อ่านไป มีช่วงหนึ่งบอกว่า “ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่สนับสนุนวันวาเลนไทน์ ให้สนับสนุนวันมาฆบูชา”

     แล้วก็มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ ในบรรดาผู้วิพากษ์วิจารณ์ก็มีหลายอย่าง เช่น บางคนเขาก็บอกว่า “วันวาเลนไทน์ เขาก็เป็นวันสำคัญสากลนี่ ก็ควรที่จะได้ร่วมอะไรต่างๆ บ้าง” บางคนก็บอกว่า “เป็นวันแห่งความรัก”  

     เดี๋ยววันแห่งความรักก็ว่ากันไป ไม่รู้ว่ารักแง่ไหนๆ ก็เลอะกันหมดเลย

     ทีนี้มันกลายเป็นว่า เอ๊… นี่เราทำอะไร เราทำด้วยความรู้ความเข้าใจชัดเจนหรือเปล่า? เพราะฉะนั้นวันนี้อยากจะแยกให้ชัด เมื่อเราชัดแล้ว นี่ไม่ใช่พูดนอกเรื่อง แต่เป็นการที่ทำให้โยมมีสมาธิในการร่วมพิธีวันมาฆบูชา

     เพราะถ้าเรายังคลุมเครือสับสนปนเปอยู่ละก็ ทำอะไรๆ จิตใจมันไม่มั่นไม่คงมันสับสน มันวุ่นวาย วอกแวก ฟุ้งซ่านได้ง่าย ถ้าโยมได้รู้อะไรๆ ชัดเจนแล้วนี่ มันจะทำอะไรๆ ด้วยความมั่นใจ เต็มใจ เกิดสมาธิได้ง่าย เพราะปัญญามันมี ปัญญาเป็นตัวชำระสะสางให้จิตมันบริสุทธิ์ 

     อย่างคาถาโอวาทปาฏิโมกข์ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ น่ะ ตัวปัญญา เป็นตัวชำระใจให้ผ่องใส จิตก็บริสุทธิ์ปราศจากเครื่องรบกวน ใจก็เป็นสมาธิแน่วแน่ไปในการทำความดีได้ ถ้าโยมยังไม่รู้ ยังเข้าใจสับสน ก็วอกแวก วอแว ฟุ้งซ่านไปเรื่อย

     อันนี้ปัญหาของสังคมไทยเวลานี้ก็คือ เรานี่มักจะแสดงความเห็นกันมาก แต่ไม่หาความรู้ อันนี้ต้องย้ำกันบ่อยๆ มีอะไรเข้ามา ก็ทำตามๆ กันไป ตื่นตามเสียงเล่าลือบ้าง นึกเอาเอง ว่ากันไปบ้าง นี่แสดงความเห็นกันเกลื่อนหมด รวมทั้งเรื่องวาเลนไทน์ด้วย แสดงความเห็นแล้วรู้ไหมว่า มันเป็นอะไรกันแน่

    ฉะนั้น เราจะต้องมีความรู้ความเข้าใจสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรานี้ให้ชัด คนที่รู้เข้าใจอะไรชัดเจนแล้ว จะวางตัววางใจต่อเรื่องนั้นได้ถูกต้อง เข้าไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่งแล้ว อย่างน้อย ๕๐% เลยนะ เพราะรู้ชัดเจน แต่ถ้าไม่รู้ มันวางตัววางใจไม่ถูกหรอก 

     ทีนี้นอกจากวางตัววางใจถูกแล้ว มันสามารถทำอะไรต่อสิ่งนั้น ปฏิบัติจัดการต่อสิ่งนั้นได้อย่างพอเหมาะพอดีด้วย ถ้ามันไม่รู้จริง มันทำให้พอเหมาะไม่ได้ มันก็ปั่นป่วน ก็ทำมัน ก็คิดเอาตามที่ฝันที่ละเมอเพ้อพกไป. 

*****

ขอขอบพระคุณบทความจากทีมงานมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

http://www.bia.or.th/index.php

http://www.dhamma4u.com

ขอขอบพระคุณภาพจาก: www.tourthai.com

โดย forgive

 

กลับไปที่ www.oknation.net