วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ใบไม้ร่วงหล่น ชีวิตผลิบาน...


 

ใบไม้ร่วงหล่น ใบแล้ว ใบเล่า
ไม้ทิ้งใบ หงิกงอ ดูไร้ชีวิต
แต่ระหว่างกองใบไม้แห้งบนพื้น
ยังมีต้นอ่อนของชีวิตผลิบานออกมา.
..

ลมร้อนที่พัดผ่านมาพร้อมกับใบไม้แห้งที่ร่วงหล่น เป็นสัญญาณว่าลมหนาวได้จากประเทศไทยไปแล้ว  ฤดูแล้งกำลังเริ่มขึ้น...

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมกับครอบครัวได้เดินทางไปป่าแห่งหนึ่งที่ผมไม่เคยไปมาก่อน  ช่วงฤดูแล้งเช่นนี้ วิวสองข้างทางดูแห้งแล้งมากกว่าชุมชื้น  เราขับรถจากกรุงเทพสี่ชั่วโมงก็ถึงจุดหมาย มันเป็นป่าแห้งๆ ที่มองไปมีแต่สีน้ำตาลและเหลืองของใบไม้เปลี่ยนสี  ตามพื้นเต็มไปด้วยเศษใบไม้ร่วง และคราบฝุ่นที่จับอยู่ทั่ว

แดดยามเที่ยงที่แผดแสงลงมา ทำให้ภาพเบื้องหน้าดูร้อนแล้งขึ้นอีก  ถนนลาดยางเปลี่ยนเป็นทางลูกรัง เราขับรถเข้าไปเรื่อยๆ  ฝุ่นลอยคลุ้งอยู่เบื้องหลัง  ตลอดทางไม่มีรถสวนทางมาเลย  สองข้างทางเป็นป่าเต็งรัง บางช่วงดูคล้ายป่าซาก มีป่าไผ่ขึ้นแทรกเป็นระยะ บางช่วงผ่านลำธารที่แห้งขอด  ซึ่งถ้าไม่เห็นป้ายบอกทาง ผมอาจคิดว่าเราเข้ามาผิดทาง

 

 

 

  

ในช่วงฤดูแล้ง ป่าแห้งนี้ดูไร้สัญญาณของสิ่งมีชีวิต  มันไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่มีสิ่งดึงดูดใจมนุษย์ โดยเฉพาะถ้าเปรียบเทียบกับป่าดิบเขียวขจีที่ชุ่มชื้น  แม้แต่ผมเองก็แทบไม่เชื่อว่าที่นี่เป็นป่าอนุรักษ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง... 

เรามาถึงสุดทาง  ป้ายที่อยู่เบื้องหน้าเขียนไว้ว่า “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง”  แล้วผมก็เกิดคำถามว่าป่าแห่งนี้ใช่ผืนป่ามรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศจริงหรือไม่
 
แต่ธรรมชาติซับซ้อนเกินกว่าที่สายตาของมนุษย์จะมองเห็น หรือเกินกว่าใจที่ไม่ละเอียดอ่อนของเราจะรับรู้...

-------------------------------------------------------------

ผมก้าวลงจากรถ แสงแดดยามเที่ยงไม่ร้อนเท่าที่คิด กลับรู้สึกสดชื่นเสียมากกว่า เพราะมีลมเย็นๆ พัดมาเป็นระยะ  ผม พี่สาว พ่อ และแม่เดินไปยังป้ายบอกทาง และก้าวไปตามทางเดินเล็กๆ 

ในอดีตพ่อกับแม่เคยมาที่นี่หลายครั้งและต่างเกิดความรู้สึกประทับใจ  พ่อมาครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2516 เพื่อนำเสือจากเขาเขียวมาปล่อย  พ่อเล่าว่าสมัยนั้นยังไม่มีถนนลูกรัง ไม่มีบ้านพัก  และห้วยขาแข้งยังไม่ได้เป็นเขตอนุรักษ์หรือมรดกโลก

ส่วนแม่ก็เคยพาเด็กนักเรียนมาเข้าค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่นี่พร้อมกับพ่อเมื่อ 17 ปีที่แล้ว  นั่นเป็นครั้งล่าสุดที่ทั้งคู่ได้มาที่ห้วยขาแข้ง พวกเขาจึงอยากกลับมาอีกสักครั้งในชีวิต  ผมจำได้ว่าตอนนั้นพ่อกับแม่ซื้อเสื้อยืดรูปกวางที่เขียนว่า “เรารักห้วยขาแข้ง” มาให้ ซึ่งมันได้กลายเป็นเสื้อตัวเก่งของผม นั่นทำให้ผมรู้จักที่นี่มาตั้งแต่เด็กๆ

เราสี่คนเดินมาถึงห้วยทับเสลา มีสะพานแขวนพาข้ามห้วย แต่ผมกับพ่อเลือกที่จะเดินลุยน้ำข้ามไปมากกว่า  ห้วยเล็กๆ สายนี้ยังมีน้ำไหลหล่อเลี้ยงชีวิต  ในน้ำใสๆ มีปลาตัวเล็กๆ แหวกว่าย  ผมยืนมองฝูงปลา ขณะที่บนต้นไม้ก็มีนกนานาชนิดส่งเสียงร้อง และนั่นทำให้ผมสัมผัสได้ถึงสัญญาณของชีวิต...

 

 

 

ผมเริ่มสำรวจหาชีวิตต่างๆ ระหว่างทางเดิน  มีเนินดินริมถนนช่วงหนึ่งปกคลุมด้วยใยแมงมุม และมีโพรงที่มีตัวแมงมุมหลบซ่อนอยู่  ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งก็มีโพรงยื่นยาวที่ตัวชันโรงสร้างขึ้นมา เช่นเดียวกับแย้สีสวยสดที่ซ่อนพรางตัวอยู่ตามกองใบไม้ร่วง

ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรับรู้ถึงชีวิตที่ดำเนินอยู่ในความแห้งแล้ง ใต้กองใบไม้ร่วงหรือตามต้นไม้ไร้ใบยังมีชีวิตอีกมากมาย  ธรรมชาติไม่ว่าจะดูแห้งแล้งแค่ไหน ก็มีความสมบูรณ์ในแบบของมันเอง โดยเฉพาะในที่ที่มนุษย์ไม่ได้ย่างกรายเข้าไป

ห้วยขาแข้งไม่ใช่ป่าที่โด่งดังเท่าป่าอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะที่นี่เป็นพื้นที่เขตอนุรักษ์ ไม่ใช่อุทยานแห่งชาติที่มีการจัดสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยวหรือมีสิ่งอำนวยความสะดวก และสภาพป่ารอบนอกก็เป็นป่าเบญจพรรณ ดิบแล้ง หรือเต็งรัง จึงไม่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเท่าใดนัก  แต่นั่นก็ทำให้มีความเป็นธรรมชาติอยู่สูงมาก

และสำหรับสัตว์ต่างๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ ที่นี่เป็นบ้านที่มีคุณค่ามหาศาลสำหรับพวกมัน...

 

 

 

--------------------------------------------------------

นอกจากการมารำลึกอดีตของพ่อกับแม่แล้ว การมาห้วยขาแข้งครั้งนี้ พวกเราตั้งใจจะมาหาชายคนหนึ่ง ซึ่งผมคุ้นเคยกับชื่อของเขาตั้งแต่เด็กๆ

ตลอดทางมีพวกเราแค่สี่คน ไม่มีคนอื่นเข้ามาที่นี่เลย พ่อกับแม่จะเล่าให้ฟังว่าตรงไหนเคยมีอะไร หรือเมื่อก่อนยังไม่มีอะไร  พ่อรู้สึกตื่นเต้นกับหลายสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งถนน ป้าย หรืออาคารนิทรรศการต่างๆ และนึกถึงสมัยที่ตัวเองต้องเดินทางเข้ามาอย่างยากลำบาก ในช่วงก่อนที่ชายคนนั้นจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ

เราเดินไปตามป้ายบอกทาง  เบื้องหน้ามีทางเดินที่ทอดยาวผ่านเข้าไปในช่องกำแพง พ้นจากแนวกำแพงมีรูปปั้นของชายคนที่เราตั้งใจมาหา ชายผู้เสียสละชีวิตตัวเองเพื่อช่วยเหลือสัตว์และผืนป่า

ผมยืนอยู่เบื้องหน้าอนุสาวรีย์ของสืบ นาคะเสถียร อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง นักอนุรักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย 

 

 

 

 

ท่ามกลางผืนป่าที่กว้างใหญ่ไพศาล ท้องฟ้าสีคราม และเสียงของสัตว์ที่ดังแว่วมา  เมื่อคุณมองใบหน้าของสืบ นาคะเสถียร คุณจะรู้สึกถึงบางสิ่ง มันคือความยิ่งใหญ่ของมนุษย์คนหนึ่งที่เสียสละชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องธรรมชาติ

การเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องเพื่อนมนุษย์เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ แต่การเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องสิ่งมีชีวิตร่วมโลกอื่นๆ เป็นการเสียสละยิ่งกว่า...

ถัดไปไม่ไกลจากอนุสาวรีย์ มีบ้านพักของคุณสืบที่ยังคงสภาพเหมือนในวันที่เขาทำอัตวิบาตกรรม เมื่อปี 2533  ภายในห้องยังมีข้าวของเครื่องใช้วางอยู่เช่นเดิม  พ่อบอกว่าไม่อยากขึ้นไปดูเพราะรู้สึกสงสารคุณสืบ ผมพอจะเข้าใจพ่อ บรรยากาศบริเวณนั้นเงียบสงบ ขรึมขลัง แฝงไว้ด้วยความเศร้า แต่ขณะเดียวก็แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนอย่างประหลาด  ความรู้สึกนี้คงเกิดจากปณิธานในการอนุรักษ์ของคุณสืบที่แผ่ปกป้องทั่วผืนป่า

บรรยากาศเช่นนี้ ทำให้ผมคิดว่าใครก็ตามที่ได้เข้ามาในบริเวณอนุสาวรีย์หรือบ้านพักของคุณสืบ แล้วไม่รู้สึกถึงเจตนารมณ์ของคุณสืบ คนผู้นั้นคงไม่มีใจเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ  หรือถ้าผู้ที่เคยเข่นฆ่าทำลายธรรมชาติมายืนตรงนี้โดยไม่รู้สึกผิด คนผู้นั้นคงมีจิตใจที่หยาบช้าจริงๆ  

ปกติผมไม่ศรัทธาวิธีการแก้ปัญหาด้วยวิธีการฆ่าตัวตาย  แต่สำหรับคุณสืบนั่นต่างออกไป  เขาใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อให้ทุกคนได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์  ในวันที่ร่างของเขาล้มลงบนผืนดินแห่งนี้ เมล็ดพันธุ์แห่งการอนุรักษ์แพร่กระจายไปทั่วประเทศ จนในที่สุดความทุ่มเทและการเสียสละของเขาก็สัมฤทธิ์ผลกับผืนป่าห้วยขาแข้ง

กระต่ายป่าตัวหนึ่งที่กระโดดอยู่ด้านหลังบ้านพัก ช่วยยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี พวกมันมีชีวิตอย่างมีความสุขจากการเสียสละของชายผู้นี้...  

 

 

 

 

ผมไม่เข้าใจว่าคุณสืบคิดเช่นไรขณะลั่นไกปลิดชีพตัวเอง และคงไม่มีวันเข้าถึงความรู้สึกของชายผู้เสียสละชีวิตตนเองเพื่อช่วยเหลือสัตว์ป่า  แต่ผมพอจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงตั้งใจจะปกป้องรักษาผืนป่าห้วยขาแข้งรวมถึงทุกแห่งในประเทศไทย 

เมื่อนึกถึงธรรมชาติของป่าห้วยขาแข้ง ที่แม้สายตาของผมยังสัมผัสไม่ได้ในตอนแรก  ใบไม้แห้งที่ร่วงหล่น หาใช่สิ่งที่แสดงว่าที่นี่ไร้ชีวิตหรือไร้คุณค่า  เพราะเมื่อได้มาสัมผัสมันอย่างแท้จริง เราจะพบว่ามีชีวิตมหัศจรรย์มากมายซ่อนอยู่ตามที่ที่เราอาจมองไม่เห็น ใต้ใบไม้แห้ง ในโพรง ตามพื้นฝุ่น หรือแม้แต่ต้นไม้ไร้ใบพวกนั้นที่เรามองเห็น ทั้งหมดก็คือชีวิตไม่ใช่หรือ...
 
ผมคิดว่าไม่ใช่เสียงปืนจากคุณสืบที่ปลุกทุกคนให้ตื่น ไม่ใช่ความสูญเสียที่ทำให้มองเห็นความสำคัญของป่า แต่เป็นความรักในธรรมชาติของเขาที่สัมผัสได้ต่างหาก  มนุษย์ต้องสูญเสียก่อนถึงจะรู้สึกถึงคุณค่า จะต้องมีอีกกี่ชีวิตที่ร่วงหล่นดังเช่นคุณสืบ เพียงเพื่อกระตุ้นให้คนอื่นมีจิตสำนึก 

หวังว่าเสียงปืนที่ดังขึ้นนี้คงเป็นนัดสุดท้าย...

 

--------------------------------------------------------------------------------

ลมพัดผ่าน ใบไม้ร่วงหล่นลงมา นกตัวหนึ่งบินขึ้นสู่ท้องฟ้า... 

 

 

เราลาจากห้วยขาแข้ง  ด้วยวัยของพ่อกับแม่ ท่านคงจะไม่ได้มาที่นี่อีก แต่สำหรับผม ตั้งใจว่าจะกลับมาอีกแน่นอน  แม้จะใช้เวลาอยู่ไม่ถึงสองชั่วโมง แต่ผมก็สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของผืนป่าแห่งนี้ได้ดี แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ดูแห้งแล้งก็ตาม 

ระหว่างทาง พี่สาวผมถามว่า ต้นไม้เล็กๆ ที่ขึ้นอยู่ตามพื้นมีใครมาปลูกหรือเปล่า
แม่ตอบว่า มันขึ้นเอง จากเมล็ดของต้นไม้ใหญ่พวกนั้นแหละ...

ผมมองใบไม้ที่ร่วงหล่นสู่พื้น ข้างๆ มีกล้าไม้เล็กๆ ที่แทงยอดขึ้นมาจากพื้นดิน และเมื่อมองไปรอบๆ ผมเห็นชีวิตใหม่มากมายเกิดขึ้น  สักวันมันจะเติบใหญ่และให้ที่พักพิงคุ้มครองชีวิตอีกมากมาย
 
ผมนึกถึงป่าที่แห้งแล้งกับสรรพชีวิตในนั้น
นึกถึงใบไม้แห้งบนพื้นกับต้นกล้าที่ชูยอดขึ้นมา
นึกถึงคุณสืบกับเจตนารมณ์ของการอนุรักษ์
นึกถึงพ่อแม่กับตัวผมเอง...

ใบไม้ร่วงหล่น หาใช่ไม่ใช่จุดจบของชีวิต  ยังมีชีวิตใหม่ที่พร้อมจะผลิบานเสมอ...

 


โดย นาฬิกาลืมเวลา

 

กลับไปที่ www.oknation.net