วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...เทศกาลแห่งความรัก...


เช้าวันนี้ ผู้เขียนเดินออกไปหน้าบ้าน มองเห็นกลีบดอกโศกร่วงกรูลงดิน
สีแดงของกลีบโศกที่กระจายบนพื้นดิน

ทำให้อดคิดถึงเรื่องราวที่เกียวข้องกับเดือนแห่งความรักไม่ได้
 ในเดือนนี้ นอกจากดอกกุหลาบที่แพร่สะพัดแล้ว
ต้นโศกก็สลัดกลีบดอกทิ้งเช่นกัน
ประหนึ่งว่า ในเดือนนี้ ดอกโศกจะไม่ติดอยู่กับต้นอีกต่อไป

เดือนกุมภาพันธ์นี้ คิดว่าคงเป็นเดือนที่ "ดอกรัก"

เบ่งบานมากกว่าเดือนอื่นๆในรอบปี
ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า เป็นเดือนที่ดอกกุหลาบขายดีที่สุด และราคาแพงที่สุด
สำหรับคนที่สมหวังในรัก (แบบหนุ่มสาว) ก็ดีใจปลื้มใจ
ส่วนคนที่ผิดหวัง ก็ระทมขมขื่่นใจ
ถึงเทศกาลวาเลนไทน์ในแต่ละปี บางคนก็ถึงกับเขียนกลอนติดข้างฝาว่า

ดอกรักบานในใจใครทั้งโลก
แต่ดอกโศกบานอยู่ในหัวใจฉัน
หยาดน้ำค้างปลิวผ่านทานตะวัน
ระเหยหันห่างหายกับสายลม

ความจริงกลอนดังกล่าวนั้น ผู้เขียนจำได้แค่สองวรรค
สองวรรคท้ายนั้น จำจากที่อื่นแล้วเอามาต่อกันได้ลงตัวพอดี

หรือบางทีก็ได้เห็นข้อความเชิงรันทดท้อใจแบบนี้ว่า

ดอกรักเอยเคยบานเมื่อวานนี้
เป็นวันที่เราซึ้งใจมิใช่หรือ ?
มาวันนี้ดอกรักยับไปกับมือ
แล้วใครคือคนที่ขยี้มัน ?

(ไม่ทราบนามผู้ประพันธ์)


อ่านแล้วก็รู้สึกเห็นใจพอสมควรพร้อมกับสะใจบ้างเล็กน้อย...อิอิ..
อย่างไรก็ตาม ผู้มีประสบการณ์มาก่อนหลายท่านกล่าวว่า

"การเล่นกับความรัก ก็เหมือนเล่นกับไฟ"

ไฟให้คุณในการหุงต้มหรือให้ความอบอุุ่นได้
แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเผาตัวเราหรือทรัพย์สมบัติให้วอดวายได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ความรักเป็นธรรมชาติที่ไม่ต้องการเหตุผลอะไรมากนัก
คนที่ใช้เหตุผลกับความรักจึงมักจะผิดหวังเสียเป็นส่วนใหญ่
ความรักไม่ต้องการเหตุผลมากก็จริง
แต่คนที่มีความรัก คือ มนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีเหตุผล (อาริสโตเติลว่าไว้อย่างนั้น)
ก็ควรมีเหตุผลบ้างเมื่อตกหลุมรักใครสักคน
อย่าให้ความรักบดบังตาไปเสียหมด จนเข้าตำราของเช็คสเปียร์ที่ว่า

"Love is blind: ความรักทำให้(เป็นคน)ตาบอด"


อีกประเด็นหนึ่งที่อยากพูดถึงก็คือ
เกี่ยวกับวันแห่งความรักนี้  สำหรับผู้เขียนเองเห็นว่า
มนุษย์ไม่ควรให้ความสำคัญกับความรักในปริมาณสูงเฉพาะในวันวาเลนไทน์
แต่ต้องให้ความสำคัญกับความรักทุกวัน
ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบใดก็ตาม  ต้องให้ความสำคัญทุกวัน
หาไม่แล้ว เมื่อความรักจืดจางลง
ความอย่างอื่นจะเข้ามาแทรกแทน
เช่น อาจเป็นความเบื่อหน่าย ความเกลียดชัง เป็นต้น
โดยเฉพาะความเกลียดชังนั้น

นำไปสู่การจองเวรเบียดเบียนกันและกันไม่รู้จักจบสิ้น

ท้ายสุดแห่งบทความในวันนี้ อยากเสนอว่า
สำหรับท่านที่ผ่านการวิ่งตามขอให้คนมารัก
จนกระทั่งได้ลงเอยด้วยกันมาแล้วนั้น
ก็ขอให้นึกวันเก่าๆ บ้าง เพื่อรักษาสายใยแห่งรักให้มั่นคงสืบต่อไป
อย่าให้มันขาดสะบั้นลงด้วยเหตุผลที่ต่างคนต่างก็พยายามหามาเข้าข้่างตนเอง

ส่วนท่านกำลังวิ่งตามหรือยุดรอเขาอยู่
ก็ขอให้ใช้ดวงตาทั้งตาและตาในพิจารณาดูคนที่กำลังวิ่งตามมา
หรือคนที่เรากำลังวิ่งตามอยู่ว่า
เขาหรือเธอคนนั้น
เป็น "คนที่ใช่" จริงๆ หรือเปล่า ?
หรือเป็นเพียงคนที่เรา "เผลอหลงใหล" ไปเท่านั้น

จงรักกันทุกวัน อย่ารักกันแค่เวลาที่มีผลประโยชน์ต่อกัน
จงรักกันและกันอย่างฉลาดและรู้เท่าทัน
แล้วชีวิตจะไม่ถูกความรักบดขยี้จนแหลกลาญ
เมื่อความรักกลับกลายเป็นความเกลียดชังอย่างแรง


การมีความรักเป็นสิ่งดีงามอย่างยิ่ง
แต่ถ้ามีความรักแล้ว ตกเป็นทาสของความรักจนไม่รู้ดีชั่วละก็
อย่ามีความรักเลยดีกว่า อยู่อย่างคนไร้รัก แต่ไม่ไร้น้ำใจดีกว่า

...มนพล....


๑๐  ก.พ.  ๕๒

ปล. ความรักเป็นสิ่งดีงามก็จริง แต่ก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่ามันจีรังยั่งยืนตลอดไป

ดังนั้น เมื่อความรักเกิดขึ้นมาแล้ว นอกจากรักษาความรักให้ดีแล้ว

ต้องรู้จักหรือเรียนรู้การบริหารความรักให้เป็นด้วย

โดย มนพล

 

กลับไปที่ www.oknation.net