วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ป้ายแกงเวร


“ภูมิปัญญาของคนน้ำขาวที่เหลือไว้แต่ความทรงจำ”

เมื่อสี่สิบปีที่แล้ว ผู้เขียนโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง ยังจำได้มิรู้ลืมและถือว่าเป็นภารกิจที่ทำให้ภูมิอกภูมิใจเป็นหนักหนาเมื่อหวนระลึกถึงความหลัง อันที่จริงสมัยนั่นไม่ได้มีความรู้สึกอะไรหรอก เพิ่งมาดัดจริตนึกได้เอาเมื่อตอนเหตุการณ์ผ่านไปแล้วถึงสี่สิบปี แต่ก็ถือว่ายังไม่สาย...

www.bayore.com เว๊บครูไทย หัวใจลูกทุ่ง

ทำไมต้องใช้เวลาถึงสี่สิบปีล่ะ... จึงนึกได้ความรู้สึกอาจช้าเกินไปกระมัง...

ตอนเด็กๆ ผู้เขียนได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่ให้ทำหน้าที่เป็นคนเดินส่งป้ายแกงเวร ทุก ๆ ช่วงบ่ายของวันจันทร์ ให้แก่เวรถัดไปเป็นประจำ...เมื่อเอ่ยถึงป้ายแกงเวรคนน้ำขาวที่อยู่ในวัยสามสิบปีปลาย ๆ หรือสี่สิบปีต้น ๆ คงจะนึกขึ้นได้....ว่าหมายถึงอะไร? ... ช่วงก่อนเข้าพรรษาของทุกปี คนน้ำขาวที่อยู่ในวัยหนุ่มคะนองเกือบทุกคน จะพากันเข้าวัดเพื่อบวชเรียนตามความเชื่อ ความศรัทธาและ ประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานก่อนจะมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝา บ้างก็บวชกันตั้งสองสามพรรษา ถือว่ายิ่งบวชนานยิ่งสร้างสมบารมีให้แก่กล้าเข้าไปทุกที....ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อ ความศรัทธาของแต่ละบุคคล วัด... ทั้งวัดน้ำขาวนอก และวัดน้ำขาวใน จึงเต็มไปด้วยพระภิกษุและสามเณร... จากการที่มีทั้งพระภิกษุและสามเณรเข้ามาบวชเรียนกันมากดังกล่าว ในช่วงเข้าพรรษาจึงทำให้มีข้อจำกัดด้านอาหารที่จะนำมาถวายพระ... พระอาศัยการออกยืนบาตรอย่างเดียวคงฉันไม่พอ...

www.bayore.com

จากสาเหตุดังกล่าวจึงทำให้เกิดแนวคิด “มอบหมายความรับผิดชอบในการดูแลเรื่องอาหาร โดยเฉพาะแกงหนึ่งหม้อควงเขียวต่อหนึ่งครัว สำหรับเลี้ยงพระของแต่ละหมู่บ้านขึ้น ” โดยแบ่งให้รับผิดชอบกันเป็นวัน ๆ เช่นวันจันทร์หมู่บ้านใดรับผิดชอบ หมู่บ้านนั้นก็จำต้องมาแบ่งเวรย่อยกันอีกเป็นกลุ่ม ๆ ภายในหมู่บ้านของตนเอง อาจจะกลุ่มละ ๒ – ๓ ครอบครัวต่อครั้ง ก็แล้วแต่จะตกลงกัน พอวันจันทร์ถัดไปก็หมุนเวียนภาระกิจ ดังกล่าวกันไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็จะกลับมาครบรอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง... หมุนเวียนสลับกันไปตลอดไม่มีการหยุด หากหยุดหรือเกิดลืมวันใด วันนั้น “พระต้องอด”...ด้วยข้อกำหนด ข้อตกลงที่เกิดจากความยึดมั่น เชื่อมั่นในหลักการของพระพุทธศาสนาดังกล่าว ของคนน้ำขาวที่ “กลัวพระจิอด”นี้เอง...ป้ายแกงเวร จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นสารแทนจดหมาย เป็นสื่อแทนคำบอกกล่าว กันลืม!... จากครอบครัวหนี่ง สู่อีกครอบครัวหนึ่ง เป็นบ่วงคล้องเกี่ยวต่อเนื่องกันไปเป็นวงกลม... ในบ่วงดังกล่าวจะแฝง...ความศรัทธา ในพระพุทธศาสนา... สัจจะ ต่อข้อตกลงและความรับผิดชอบ...ความสามัคคี ในหมู่คณะไว้ด้วยอย่างแนบแน่น ...ทีนี้ก็เป็นคำตอบที่ว่า ทำไม?.. ผู้เขียนถึงอดภูมิอกภูมิใจในภารกิจดังกล่าวของตนเองมาจนถึงทุกวันนี้ไม่ได้ ...เพราะในเสี้ยวหนึ่งของชีวิต ถือว่าได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ กลัวพระจิ “อด” ร่วมกับคนน้ำขาวแล้วเหมือนกัน...ถึงแม้ว่า เป็นแค่คนส่งป้ายแกงเวรก็เถอะ...

การศึกษาหลุดกรอบ อีกทางเลือกหนึ่ง ของการศึกษาไทย

ด้วยกุศโลบายที่แฝงไว้ด้วยความละเอียดอ่อน ลุ่มลึก มองเห็นทะลุถึงบาปและบุญที่เป็นรูปธรรมเพียงวันเดียวไม่ต้องรอถึงชาติหน้าตอนบ่าย ๆ “ใครลืมแกงเวร ทั้งๆ ที่ป้ายแขวนอยู่หน้าบ้าน บาปที่เชื่อว่ามีจริง ก็จะปรากฏให้เห็นในพริบตา คำติฉินนินทา ความเชื่อถือจากเพื่อนบ้านก็จะหมดไปในบัดดล ทุกคนจึงถือว่าป้ายแกงเวร คือ สัญลักษณ์ หรือใบบอกบุญที่ใครจะมาละเมิดหาได้ไม่ ” ป้ายแกงเวร จึงเป็นภูมิปัญญาที่คนน้ำขาวร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารทางใจ สู่กันและกัน...ป้ายแกงเวร คือ E- mail Address ของคนรุ่นก่อนที่คิดค้นขึ้น เพราะ กลัวพระจิ “อด” ซึ่งคนน้ำขาวรุ่นใหม่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสอย่างแท้จริง... ปัจจุบัน ป้ายแกงเวร ถูกแขวนไว้อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครรู้ที่มาและความหมายอันเป็นนัยสำคัญทางเทือกเถาว์เหล่ากอที่แท้จริงของคนน้ำขาว...โลกของการสื่อสารไร้พรมแดน โลกของการบริโภคทรัพยากรอย่างบ้าคลั่ง โลกของการเอารัดเอาเปรียบ โลกของเล่ห์เหลี่ยมกลโกง ที่เรียกว่า “ระบบไฮเทค” เทียบไม่ได้กับไม้กระดานแผ่นเดียว คือ “ป้ายแกงเวร” ของคนน้ำขาว ที่ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ซื่อ ๆ ตรงไปตรงมา กลัวพระจิ “อด”.... แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลัง ของความศรัทธา สัจจะที่แท้จริงและความสามัคคีในหมู่คณะที่ยั่งยืน ที่โอบอุ้มชุมชนน้ำขาวให้เป็นชุมชนที่เข้มแข็งมาจนถึงปัจจุบัน.

โดย ครูยะ

 

กลับไปที่ www.oknation.net