วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ขบวนการการเมืองภาคประชาชนกับพรรคการเมือง


ขบวนการการเมืองภาคประชาชนกับพรรคการเมือง

ข่าวที่ได้รับความสนใจจากสังคมไทยพอสมควรคือดำริหรือความเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จะจัดตั้งพรรคการเมือง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เคยปราศรัยเสนอแนะความคิดนี้ในการชุมนุมพันธมิตรที่เมืองทองธานี คุณสำราญ รอดเพชร แกนนำพันธมิตรรุ่น 2 เคยถามความเห็นในการปราศรัยกับชุมนุมพันธมิตรที่สระบุรีและที่เวที ASTV เชิงสอบถามความเห็นของชุมชนระหว่างทางเลือก 3 ทาง (1) จะให้พันธมิตร ฯ คงเป็นขบวนการการเมืองภาคประชาชนต่อไป ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ (2) จะเปลี่ยนฐานะจากขบวนการการเมืองเป็นพรรคการเมือง หรือ (3) ตั้งพรรคการเมืองเพื่อผลักดันนโยบายของพธม. ขึ้นมาคู่ขนานกับขบวนการการเมืองที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

ผู้เขียนเคยเขียนบทความชื่อ “ข้อคิดว่าด้วยพรรคการเมืองไทย” ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันเมื่อปลายปี 2550 นำเสนอและวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มผลประโยชน์หรือขบวนการทางการเมืองกับพรรคการเมืองไว้โดยสังเขป จึงขอถ่ายทอดเนื้อหาบางส่วนมาเผยแพร่ในที่นี้อีกครั้งหนึ่ง

ผู้เขียนเริ่มต้นจากปัญหาที่ว่า ผู้สนใจการเมืองทั่วไปรู้จักและแยกแยะพรรคการเมืองออกจากสถาบันการเมืองอื่น ๆ ได้ชัดเจนเพียงใด ? ขบวนการทางการเมืองของประชาชนอาจจะแสดงออกในรูปกลุ่มผลประโยชน์ รณรงค์เพื่อประโยชน์ของสมาชิกในกลุ่ม เช่น ชมรมชาวไร่อ้อย กลุ่มเกษตรกรปลูกลำไย กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคนม ฯลฯ หรืออาจจะแสดงออกในรูปของกลุ่มกดดัน (pressure groups) ต่อสู้เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาหรืออุดมการณ์บางประการที่เจาะจง และไม่ใช่ปัญหาของคนในกลุ่ม เช่น ชมรมอนุรักษ์ช้าง ชมรมอนุรักษ์โบราณสถาน การต่อสู้กับระบอบการเมืองที่ไม่พึงปรารถนา หรือการต่อสู้เพื่อสร้างการเมืองใหม่ ฯลฯ  แต่พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีพันธกิจแตกต่างจากขบวนการ หรือกลุ่มการเมืองทั่วไปในแง่ที่ว่า ในขณะที่กลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มกดดันมีความสนใจหรือมุ่งรณรงค์ข้อเรียกร้องปัญหาหรือหัวข้อเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เจาะจงหรือค่อนข้างแคบ แต่พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่อยู่ในตำแหน่งหรือเพดานบินในระดับที่สูงกว่า เป็นระดับที่จะพิจารณาสาระทางการเมืองในระดับยุทธศาสตร์ (strategic) ที่สูง กว้าง ไกลและเป็นองค์รวม (holistic) มีขอบข่ายและเนื้อหาครอบคลุมความสนใจของกลุ่มผลประโยชน์ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดไว้ ถ้าผลประโยชน์บางเรื่องขัดแย้งกัน พรรคก็จะมีจุดยืนหรือคำตอบในการเลือกฟันธงหรือประสานประโยชน์ (interest aggregation) เหล่านั้นเตรียมพร้อมไว้แล้ว รวมความว่า คุณสมบัติหลักของพรรคการเมืองทั่วไปก็คือ

(1) จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการทางการเมืองในระดับที่ดูแลประโยชน์ส่วนรวม (public interest) ของระบบการเมืองโดยส่วนรวม จะเลือกข้างไม่ได้ คือเมื่อได้อำนาจมาแล้วก็เป็นรัฐบาลของคนทั้งชาติ ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าความสนใจของกลุ่มผลประโยชน์ แต่ละพรรคอาจจะจัดลำดับความสำคัญของปัญหาไว้แตกต่างกัน (2) การดำเนินการทางการเมืองของพรรคการเมืองย่อมมีจุดหมายปลายทางที่จะดำเนินการทางการเมืองเพื่อเป็นตัวแทนของปวงชนเข้าทำหน้าที่ในสถาบันทางการเมือง พรรคการเมืองย่อมมีจุดมุ่งหมายจะมีโอกาสจัดตั้งหรือร่วมจัดตั้งรัฐบาล (3) ถึงแม้พรรคการเมืองจะเป็นสถาบันการเมืองระดับสูงในสังคม และครอบคลุมกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ไว้จำนวนมาก และมีโอกาสที่จะเป็นรัฐบาลในช่วงสั้นหรือช่วงยาว แต่พรรคการเมืองก็ไม่ถึงกับอยู่ในตำแหน่งที่เป็นตัวแทน (represent) ประเทศชาติหรือสังคมทั้งมวล และ (4) พรรคการเมืองที่จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนและผ่านกระบวนการจัดตั้งตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมายและระเบียบแบบแผน เป็นสถาบันที่เป็นทางการ (formal organization) และจะมีผลให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและกรรมวิธีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นักสังคมวิทยาคู่หนึ่งคือ Peter Blau และ W. Richard Scott ได้เสนอกรอบความคิดคลาสสิคจำแนกประเภทขององค์การที่จะช่วยแจกแจงความแตกต่างระหว่างพรรคการเมืองกับสถาบันการเมืองอื่น ๆ ได้ นักวิชาการทั้งสองจำแนกประเภทองค์การโดยใช้เกณฑ์ว่า ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลัก (prime beneficiary) ขององค์การประเภทใด ผู้รับประโยชน์แบ่งเป็น 4 กลุ่มได้แก่ เจ้าขององค์การ สมาชิกองค์การ ลูกค้าเป้าหมายขององค์การ และ สาธารณชน ฉะนั้น องค์การที่จำแนกเป็น 4 ประเภทจึงได้แก่ (1) องค์การธุรกิจ (business concerns) ผู้รับประโยชน์หลักคือเจ้าของกิจการหรือองค์การ (2) องค์การเกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันและกัน (mutual benefit associations) ผู้รับประโยชน์หลักคือสมาชิกองค์การ (3) องค์การบริการ (service organization) ผู้รับประโยชน์หลักคือลูกค้า และ (4) องค์การสาธารณะ (commonweal organization) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อธำรงหรือรับใช้สาธารณประโยชน์

องค์การของขบวนการการเมืองที่ได้ร่วมเป็นร่วมตายต่อสู้ทางการเมืองอย่างยืดเยื้อยาวนานย่อมมีความผูกพันทางจิตใจและอารมณ์ (psychological and emotional tie) และตั้งใจจะคบหากันสนิทชิดเชื้อแม้การต่อสู้จะสิ้นสุดลงแล้ว และยังมีความหวังจะกลับมาร่วมมือกันอีกในวันหน้า ปัญหาก็คือ การสร้างพรรคการเมืองบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ลักษณะนี้เป็นเรื่องยากและอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งในบทบาทในฐานะพรรคการเมือง เพราะถ้าเป็นพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่โดยสุจริตก็ย่อมจะต้องยึดถือประโยชน์ส่วนรวมของคนทุกกล่มทุกฝ่ายมาพิจารณา พรรคการเมืองที่พัฒนาต้องมีขันติต่อความแตกต่างหลากหลายทางความคิดและความเชื่อ หากจะผูกพันอยู่ลำพังบุคคลกลุ่มหนึ่ง (จะมากหรือน้อยก็ตาม) ความคิดใดความคิดหนึ่ง หรือแนวทางอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็จะทำบทบาทของ กล่มผลประโยชน์ขนาดใหญ่ในโครงสร้างของพรรคการเมืองเท่านั้น และยิ่งจำกัดกล่มให้เหลือเพียงความสัมพันธ์ส่วนตัวมาของครอบครัว ระบบเครือญาติหรือพวกพ้องหรือเครือข่ายธุรกิจค่ายองตน ก็จะเป็นระบบ cronyism ซึ่งจะไม่ผิดกับวิธีคิดและวิธีทำของระบอบการเมืองที่พันธมิตรต่อต้านมาตลอด

ว่าไปที่จริง ขบวนการการเมืองภาคประชาชนของพันธมิตรเป็นปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เป็นโครงสร้างที่จะรองรับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดลึกซึ้งกันต่อไป การสลายขบวนการนี้แล้วสถาปนาพรรคการเมืองขึ้นมาพรรคหนึ่ง ไม่แน่ว่าจะคุ้มกัน เท่าที่เป็นมา พรรคการเมืองไทยเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด มีพรรคการเมืองจำนวนมากที่เกิดขึ้นและสลายตัวไปโดยที่สาธารณชนแทบจะไม่รับรู้ หากพันธมิตรประสงค์จะยกระดับการต่อสู้ทางการเมืองด้วยวิถีทางการแสวงหาอำนาจรัฐตามครรลองรัฐสภา ก็ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาโดยมีความสัมพันธ์เกื้อกูลกับขบวนการพันธมิตรก็ได้

ประเด็นสุดท้ายที่ผู้เขียนได้ฝากไว้ในบทความก่อนหน้านี้ก็คือเรื่องอัตลักษณ์ (identity) ของพรรคการเมืองที่แตกต่างจากสถาบันการเมืองอื่น ที่มิได้ระบุไว้ในกฎหมายพรรคการเมือง  ในประเทศที่มีประสบการณ์ยาวนานด้านพรรคการเมือง เป็นที่เข้าใจกันว่า สิ่งที่หลอมรวมและยึดโยงบุคคลให้ร่วมมือกันดำเนินการทางการเมืองได้แก่ ปัจจัยนามธรรม ได้แก่ ปรัชญาหรืออุดมการณ์ทางการเมือง หรือทางเศรษฐกิจ/สังคม/การเมือง ประเทศที่การเมืองเป็นประชาธิปไตยและเศรษฐกิจเป็นเสรีนิยมหรือทุนนิยม ก็มักมีหลายพรรคซึ่งสะท้อนปรัชญาเศรษฐกิจการเมืองในขอบข่ายหรือแถบความคิด (spectrum) ที่กว้าง เรียงมาตั้งแต่อนุรักษนิยม เสรีนิยม สังคมประชาธิปไตย แรงงาน สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ฯลฯ

นอกจากนี้ การตั้งชื่อพรรคและใช้สัญลักษณ์ที่ไม่มีความหมาย เป็นส่วนตัว การใช้ถ้อยคำหรือภาษาที่โลดโผนพิสดารโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย ความขบขันหรือความเสื่อมศรัทธาต่อวงการเมืองก็ดีหรือพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นแล้วแต่ไม่ตั้งใจดำเนินการทางการเมืองอย่างจริงจังก็ดี ควรจะมีบทบัญญัติติดอาวุธให้สถาบันผู้รักษาการตามกฎหมายใช้ดุลพินิจในการเปลี่ยนแปลง ไม่รับจดทะเบียน หรือไม่ก็งดจ่ายเงินอุดหนุนต่อพรรคการเมืองนั้นๆ ได้ 

ในประเด็นท้ายสุด ผู้เขียนใคร่ขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับบทกำหนดโทษเกี่ยวกับนักการเมืองซึ่งเป็นบุคคล กับพรรคการเมือง ซึ่งเป็นสถาบัน เรื่องนี้ผู้เขียนกลับเห็นว่าความผิดของนักการเมืองบางคนหรือหลายคน ก็ไม่ควรจะลงโทษไปถึงพรรคการเมืองซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือสถาบัน เพราะเท่ากับเป็นการลงโทษไปถึงสมาชิกพรรคผู้บริสุทธิ์จำนวนมากรวมตลอดถึงผู้ใช้สิทธิออกเสียง (voters) ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งด้วย

สถาบันพรรคการเมืองควรจะได้รับโอกาสให้ถ่ายเลือด สรรหาคณะบุคคลชุดใหม่ขึ้นมาพัฒนาสถาบันให้ยั่งยืนสถาพรอยู่เกินกว่าอายุของปัจเจกบุคคลผู้เป็นสมาชิกต่อไป

 

 

 

 

โดย ปฐม_มณีโรจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net