วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลึกแต่ไม่ลับ...เปิดรายงานหน่วยมั่นคงกรณีโรฮิงญา!


ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง "ชาวโรฮิงญา" ยังคงรุมเร้ารัฐบาลไทย ล่าสุดมีกระแสเรียกร้องให้ตั้ง "ศูนย์อพยพ" เพื่อรองรับชาวโรฮิงญาที่ทะลักเข้ามาในราชอาณาจักรจำนวนมาก แต่ข้อเสนอนี้ถูกปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวจากรัฐบาล ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง


ขณะที่คนไทยเองและประชาคมโลกต่างให้ความสนใจกับปัญหาโรฮิงญา ตลอดจนท่าทีของรัฐบาลที่จะจัดการกับปัญหาอันยุ่งยากและกระทบต่อความมั่นคงนี้


"สถาบันอิศรา" เจาะข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาโรฮิงญา เป็นเอกสารที่ฝ่ายความมั่นคงไทยรายงานถึงรัฐบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสลับซับซ้อนของปัญหา  มุมมองของฝ่ายความมั่นคงไทยที่มีต่อชนกลุ่มน้อยชาวพม่ากลุ่มนี้ รวมถึงวิธีการจัดการปัญหาบนพื้นฐานของการป้องกันภัยคุกคามด้านความมั่นคง และบทสรุปที่ว่า "ชาวโรฮิงญา" ไม่น่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้!

สภาพปัญหา ณ ปัจจุบัน

          ปัญหาหลักของโรฮิงญา คือการถูกปฏิเสธไม่ให้เป็นประชากรของพม่าหรือบังกลาเทศ และมีแนวโน้มว่าหากไม่มีการวางมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าไทยของชาวโรฮิงญาอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจังแล้ว ในปี 2552 จะต้องเกิดการลักลอบเข้าไทยของคนกลุ่มนี้อีกในลักษณะ "ทวีคูณ" อันจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

วิธีการลักลอบเข้าไทย

          กลุ่มโรฮิงญาจะรวมตัวกันจัดหาเรือประมงขนาดเล็กที่อยู่ในสภาพเก่า เพื่อใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทาง โดยอาศัยแผนที่และเข็มทิศมุ่งหน้ามายังเกาะนิโคบา แล้วจึงพยายามเข้าไทยด้าน จ.ระนอง ซึ่งจะใช้ห้วงเวลาเดินทางในทะเลประมาณ 15 วัน ระยะทางประมาณ 780 ไมล์ทะเล หรือ 1,400 กิโลเมตร

          อย่างไรก็ดี ในระยะหลังเนื่องจากมีกลุ่มโรฮิงญาที่ต้องการอพยพและย้ายถิ่นเพื่อมาหางานทำมากขึ้นในลักษณะทวีคูณ ทำให้เกิดขบวนการลักลอบนำพากลุ่มคนเหล่านี้เข้าไทยและมาเลเซีย โดยจะมีการเรียกเก็บเงินคนละ 20,000-50,000 จั๊ต (ประมาณ 1,000 บาท) เพื่อจัดซื้อเรือพร้อมอาหารและน้ำดื่มในระหว่างการเดินทาง ส่วนเครือข่ายขบวนการจะได้รับผลประโยชน์จากการขายชาวโรฮิงญาให้กับนายจ้างปลายทางในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยจะมีราคาระหว่าง 50,000-100,000 บาทต่อคน อายุระหว่าง 12-25 ปี ลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายการค้ามนุษย์

 

เส้นทางการเดินทางที่สำคัญ


          การเดินทางของชาวโรฮิงญามีอยู่ 2 ลักษณะ กล่าวคือ

          1.จากชายแดนจังหวัดค๊อกซีสบาซาร์ ประเทศบังคลาเทศ อ้อมหมู่เกาะอันดามันของอินเดีย มุ่งหน้าไปทางเกาะนิโคบา ใช้เวลาประมาณ 10-12 วัน ส่วนมากเป็นเรือขนาดใหญ่ และเดินทางต่อไปในทิศตะวันออก เข้าน่านน้ำไทยที่ จ.ระนอง และพังงา

          2.จากชายแดนอำเภอมองดอ จังหวัดซิตต่วย รัฐอาระกัน ของพม่า ผ่านน่านน้ำพม่า ภาคอิรวดี เกาะโกโก้ รัฐมอญ ภาคตะนาวศรี เข้าเขตน่านน้ำไทยด้าน จ.ระนอง หากทหารเรือพม่าตรวจพบจะได้รับความช่วยเหลืออาหารและน้ำดื่ม และชี้เส้นทางเดินทางโดยไม่ยอมให้ขึ้นฝั่งพม่า

          สำหรับเป้าหมายหลักที่แท้จริงซึ่งกลุ่มโรฮิงญาต้องการเดินทางไปคือประเทศที่สาม โดยเฉพาะมาเลเซีย เนื่องจากรายได้ดี มีงานมาก ประกอบกับมีแนวคิดว่าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ ประจำมาเลเซีย มีความอ่อนตัวในการดำเนินการต่อชาวโรฮิงญา เนื่องจากเป็นมุสลิมเหมือนกัน จึงน่าจะผลักดันให้การรับรองสถานภาพ "ผู้ลี้ภัย" ง่ายกว่าประเทศไทย ประกอบกับประเทศในแถบตะวันออกกลางเองก็มีความนิยมใช้แรงงานซึ่งเป็นมุสลิมมากกว่า ทำให้นายหน้าค้าแรงงานซึ่งอยู่ในมาเลเซีย ทั้งที่อยู่ในขบวนการค้าแรงงานหรือในรูปแบบของสมาคมของกลุ่มประเทศอาหรับมีการบริจาคเงิน และดูแลให้ความช่วยเหลือที่ดีกับชาวโรฮิงญามากกว่าแรงงานต่างด้าวกลุ่มอื่น

 

การดำเนินการของฝ่ายไทย

          1.ห้วงที่ผ่านมา ตั้งแต่ห้วงปี 2549-2551 การดำเนินการของไทยจะเป็นมาตรการสกัดกั้นใน 2 ลักษณะคือ

          - กรณีชาวโรฮิงญาสามารถเข้าถึงแนวชายฝั่ง จะดำเนินการจับกุมโดยใช้กำลังประชาชน นำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ กำลังป้องกันชายแดน ทหารเรือ และตำรวจน้ำ ส่งมอบให้ ตม. (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่) ดำเนินคดี และผลักดันตามมติคณะรัฐมนตรี

          - กรณีสามารถจับกุมได้ขณะยังไม่ขึ้นฝั่ง จะใช้วิธีการผลักดันออกไป

          อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ให้ข้อสรุปตรงกัน โดยยืนยันว่าการดำเนินการสกัดกั้นที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้สาเหตุเนื่องจาก

          - ไม่มีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพอย่างแท้จริง

          - ทางการพม่าไม่ยอมรับและไม่ได้ช่วยสกัดกั้นในทะเลอาณาเขตของตน ซ้ำบางครั้งยังได้มอบอาหารและชี้เส้นทางในการเดินทางเข้าไทยให้แก่ชาวโรฮิงญาระหว่างที่ประสบเหตุในทะเลด้วย

          - เมื่อผลักดันออกไปแล้ว กลุ่มดังกล่าวจะสามารถลักลอบกลับเข้าไทยได้อีก เพราะมีขบวนการค้ามนุษย์ที่สามารถนำพาโรฮิงญากลับเข้าเขตไทย และพาเข้าพื้นที่ตอนใน

          - ชาวโรฮิงญาที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยสามารถจัดตั้งสมาคมอย่างเป็นทางการ ที่เรียกว่า "BRAT" หรือ Burmese Rohingya Association in Thailand ซึ่งสมาคมดังกล่าวได้พยายามผลักดันให้มีการดำเนินการต่อชาวโรฮิงญาให้ได้รับสถานะเช่นเดียวกับ "ผู้หนีภัยการสู้รบชาวพม่า" ได้รับ

          2.จากความล้มเหลวข้างต้น สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จึงได้ปรับแผนจากเดิม กำหนดให้กองทัพเรือรับผิดชอบลาดตระเวนในน่านน้ำเพื่อสกัดกั้นการขึ้นฝั่ง จ.ระนอง ควบคุม กำกับดูแล และประสานตำรวจเกี่ยวกับการปฏิบัติด้านคดี และกระทรวงการต่างประเทศประสานงานกับประเทศต้นปัญหา ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีผลคืบหน้าในการสกัดกั้นและแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญา จึงได้มอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ซึ่งในการนี้ กอ.รมน.ได้ดำเนินการโดยจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า "ศูนย์ประสานงานปฏิบัติการแก้ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวโรฮิงญา" หรือ ศปป.ร.ญ. เพื่อรับผิดชอบอย่างเป็นเอกภาพ - โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

ที่มา  http://www.muslimthai.com/main/1428/content.php?page=sub&category=20&id=2386

โดย บินมูซา

 

กลับไปที่ www.oknation.net