วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิกฤติ ไฟใต้


 

วิกฤติ ไฟใต้

คอลัมน์ เกาะติดวิกฤติไฟใต้: "ไฟใต้" ไทยต้องช่วยกันดับ

** ไฟใต้, ไทยต้องช่วยกันดับ
          เป็นที่แน่นอนแล้วว่ากรณีความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสงครามยืดเยื้อด้วยภาวะความซับซ้อนซ่อนเงื่อนในระดับคลาสสิก และปมความคิดของผู้คนซึ่งเต็มไปด้วยวาระซ่อนเร้นหรือภาวะแฝงส่วนตน    ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีความพยายามจากหลายฝ่ายที่พยายามวิเคราะห์ เจาะลึก รวมถึงกระทำสารพัดวิธีเพื่อค้นหาว่าสาเหตุแห่งการเกิดปัญหาไฟใต้งวดนี้คืออะไรกันแน่ และผู้อยู่เบื้องหลังคือกลุ่มบุคคลใด
          พิจารณาจากผลแห่งการกระทำ  การสะท้อนเสียงผ่านสื่อหรือมวลชน ย่อมชัดเจนว่ากลุ่มบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังไม่ให้ความสำคัญกับฐานมวลชนมากไปกว่าเป้าหมายที่ต้องการให้เกิด  นั่นคือการสร้างอาณาจักรแห่งความกลัวให้เกิดขึ้นในพื้นที่ และอีกประการหนึ่งกลุ่มผู้ก่อการไม่ยอมเปิดเจรจากับรัฐไทย   แถมพยายามตอกย้ำวาทกรรมเก่าแก่ที่โยนความผิดทั้งมวลให้แก่ภาครัฐ  โดยเฉพาะเรื่องเล่าของข้าราชการ ทหาร ตำรวจ บางคนที่เคยข่มเหงประชาชนในพื้นที่ในลักษณ์ต่างๆ
          นั่นจึงเป็นที่มาว่า  ทำอย่างไรถึงจะหาแนวทางเพื่อคลี่คลายปัญหาร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง  โดยเฉพาะระดับกองกำลัง ทหาร-ตำรวจ ซึ่งกุมสภาพในพื้นที่เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง และระดับประชาชนหรือประชาสังคมที่ต้องลุกขึ้นมาสร้างเครือข่ายของความสมานฉันท์ร่วมกันและไม่ยอมให้ผู้เจตนาร้ายไม่ว่าจะเป็นฟากใดก็ตาม
          ตัวอย่างของการเกิดระเบิดจักรยานยนต์และระเบิดซ้ำด้วยรถยนต์คาร์บอมบ์หน้า สภ.สุไหงโก-ลก  ถนนเจริญเขต  เขตเทศบาลสุไหงโก-ลก  อ.สุไหงโก-ลก  เมื่อวันที่ 21สิงหาคมที่ผ่านมา     ทำให้มีเจ้าหน้าที่และชาวบ้านได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตไปมากมายตอกย้ำเป้าหมายของผู้ก่อการซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ภาครัฐซึ่งดูเหมือนพยายามเคลื่อนไหวทุกองคาพยพจนมีผลบวกในระดับค่อนข้างน่าพอใจ  กลับคล้ายตกเป็นฝ่ายตั้งรับแทนจะทันทีที่สิ้นเสียงระเบิด
          ทำดีไปร้อยครั้ง หรือจะสร้างหนึ่งครั้งของการทำบาป ทำกิจกรรมเป็นร้อยครั้ง หรือจะสู้เสียงระเบิดเพียงครั้งเดียว !!
          เหล่านี้ทำให้มิติในการมองปัญหาและการพยายามหาแนวทางแก้ไขของผู้คนพลันค่อยๆเปลี่ยนไป   โดยการหันมาให้ความสนใจกับมวลชนระดับชาวบ้านในลักษณะการสร้างเครือข่าย  ซึ่งมีหลายหน่วยหลายองค์กรพยายามดำเนินการอยู่ หนึ่งในนั้นคือมูลนิธิสุข-แก้ว แก้วแดง ซึ่งมี ดร.รุ่ง แก้วแดง เป็นประธานฯ ซึ่งล่าสุดได้นำผู้นำชุมชนเกือบ 160 ชีวิตมาพบปะด้วยเจตนาเดียวกัน ร่วมประชุมพูดคุย ใช้ชีวิตภายใต้โครงการผู้นำชุมชนเพื่อสันติสุขใน 3จังหวัดชายแดนภาคใต้   ความร่วมมือระหว่าง  University  Utara  Malaysia,มหาวิทยาลัยหาดใหญ่  และมูลนิธิสุข-แก้ว แก้วแดง โดยความสนับสนุนด้านงบประมาณจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้  (ศอ.บต.)  เพื่อศึกษาเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข (Living Together)

สถานที่เป้าหมาย  :  มาเลเซีย  เคยเกิดปัญหาเชื้อชาติระหว่างคนมุสลิมกับคนจีนอย่างรุนแรงในปี  2512 (ค.ศ.1969) นำมาซึ่งการประกาศภาวะฉุกเฉิน ยุบสภา แก้ไขรัฐธรรมนูญเลือกตั้งใหม่   และมีตัวอย่างของนโยบายภูมิบุตรซึ่งประกาศโดยนายกรัฐมนตรีAbdul    Razak    กระทั่งนำมาซึ่งยุคแห่งความประสบความสำเร็จด้านการพัฒนาของมาเลเซีย ภายใต้ประชากรหลายเชื้อชาติ นั่นทำให้ผู้คนได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงสัมมนาเจรจาด้วยคำพูดแทนที่จะเป็นอาวุธที่มุ่งประหัตประหารกัน
          เหล่านี้ล้วนบ่มเพาะข้อมูลและประสบการณ์ให้คนเดินทาง เฉกเช่นเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามที่ผ่านการฟูมฟัก  โลมแดดอาบฝน  ย่อมเติบใหญ่หยั่งรากลึกเป็นแน่หลังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวเนื่องกับการสร้างสันติสุข  รู้จักเป็นเพื่อนช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นเครือข่ายเพื่อพัฒนานโยบายนำไปสู่การเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่ด้วยแนวคิดของคนในพื้นที่โดยแท้จริง
          สิ่งดียิ่งอีกประการหนึ่งคือ การที่ได้เก็บเกี่ยวเรื่องราวมากมายจาก ดร.รุ่ง แก้วแดงประธานมูลนิธิสุข-แก้ว  แก้วแดง ผู้สถาปนาตัวเองเป็นเช่นวิถีของปลาแซลมอน ผู้หวนคืนสู่บ้านเกิดที่จังหวัดยะลา หลังไปผจญชะตาและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากโลกกว้างมานานปีจากที่ได้เคยติดตามงานเขียน เฝ้าดูการเสียสละทำงานเพื่อประเทศชาติในฐานะราชการคนหนึ่งกระทั่งไต่เต้าเป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และตำแหน่งอื่นๆ อีกมากมาย  ทำให้ผู้เขียนมีโอกาสสัมผัสตัวตนที่แท้จริงของ ดร.รุ่ง ได้สนทนาแลกเปลี่ยนและเก็บซับเรื่องราวมากมายอันชวนให้พิศวงในวิถีของคนผู้หนึ่งซึ่งอุทิศชีวิตให้แก่สังคมมากมายเหลือคณา
          "ผมตัดสินใจกลับบ้านเกิด  การกลับไปของผมทำให้ผมมีตัวอย่างมานำเสนอเพื่อเชิญชวนให้ท่านที่มาจากต่างจังหวัด     ตัดสินใจกลับภูมิลำเนาเดิม     กลับไปทำประโยชน์ให้กับบ้านเกิด แม้จะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ ก็มีประโยชน์เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องเป็น ๓จังหวัดชายแดนภาคใต้  ที่ไหนก็ได้ในเมืองไทย  จะได้ช่วยให้ประเทศเราพัฒนาทัดเทียมนานาอารยประเทศ  และลดความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำระหว่างกรุงเทพฯ กับชนบทลงได้บ้าง"  (ความฝันของครูรุ่ง  คนเลี้ยงแพะ  หนังสือสำหรับคนรักบ้านเกิด โดย ดร.รุ่งแก้วแดง, พิมพ์ครั้งที่ 2 มิถุนายน 2550)
          กิจกรรมมูลนิธิฯ  เป็นหนึ่งในประกายความหวังที่ได้ไปสัมผัสเรียนรู้ และมั่นใจว่าจะเป็นแนวทางสำคัญหนึ่งในการแก้ไขปัญหาระยะยาว  นั่นคือการพยายามเชื่อมเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อนำไปสู่การสร้างประชาสังคมที่เข้มแข็ง
          อีกกรณีตัวอย่างหนึ่งที่ได้ไปรับฟังสัมผัสและมีความน่าสนใจยิ่ง    คือการวางบทบาทของทหาร-ตำรวจด้วยฐานะผู้กุมกองกำลังรักษาความสงบในพื้นที่ระยะยาวต่อไป ซึ่งแม้นว่าจะถูกตั้งคำถาม   ตั้งข้อสงสัย  หรือมีประเด็นคำถามมากมี  แต่วิสัยทัศน์ของ  พ.อ.อัครทิพโรจน์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการข่าวสาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4ส่วนหน้า (ผอ.รมน.สน.) ไล่เลียงยุทธศาสตร์การก่อการและการเข้าไปแก้ปัญหาของกองทัพนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ กระทั่งล่าสุดที่ผู้เขียนได้รับฟังอย่างต่อให้เห็นภาพรวม ยังคงเป็นภาพแห่งความวาดหวัง โดยเฉพาะการวางยุทธศาสตร์ด้านข้อมูลข่าวสาร
          พ.อ.อัครวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาโดยโยงเรื่อง

การทหาร   การเมืองและการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร(Information  Operation) หรือที่เรียกว่า สงครามไอโอ    นับตั้งแต่การต่อสู้แบบเปิดหน้ากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ   การใช้ยุทธศาสตร์ด้านการเมืองและงานกิจการพลเรือน    เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ด้านต่างๆเหล่านี้คือสิ่งที่เรียก
          "ในช่วงที่ผ่านมาเชื่อว่าเราดำเนินการได้ตามเป้าหมายและถูกทางแล้ว หลังจากดำเนินการในลักษณะต่างๆ  ตั้งแต่การเข้าระงับเหตุและปัญหาในปี 2547-2548 ต่อมาจึงใช้แนวทางแก้ไขปัญหาด้วยแนวคิดแบบการเมืองนำการทหารระหว่างปี  2549-2550  ทำให้เสียงก้องกังวานด้านลบจากฝีมือที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีพยายามสร้างด้วยการชูประเด็นความเป็นธรรมและความชอบธรรม  เริ่มถูกบีบด้วยข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์และเกิดขึ้นจริงในพื้นที่จากปี 2551 เป็นต้นไปคือการดำเนินการไปพร้อมกันระหว่างการแก้ไขและป้องกัน เพราะเริ่มมีการข่าวชัดเจน  งานการเมืองเห็นภาพเป็นรูปธรรม และต่อไปงานทางการทหารจะค่อยๆ ลดบทบาทลงไปเรื่อยๆ เมื่อสามารถตัดตอนการก่อเหตุร้ายและลดสงครามการปล่อยข่าวลือไปได้"
          2 กรณีนี้เป็นแบบอย่างสำคัญสำหรับให้ผู้เกี่ยวข้องได้ศึกษาและนำไปปรับใช้กับกิจการอื่นๆ  เพื่อสร้างเครือข่ายและระดมความร่วมมือจากภาคีต่างๆ  ให้มากขึ้น ทั้งจากภาครัฐเอกชน  องค์กร มูลนิธิ สื่อมวลชน และภาคประชาชน โดยการช่วยกันทำจริง ไม่ใช่เพียงฝันที่ล่องลอยอยู่ในอณูอากาศเฉกเช่นหลายกิจกรรมที่ผ่านมา  และต้องการความร่วมมือจากทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและสัมผัสสัมพันธ์กับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่โดยแท้จริง
          ปัญหาไฟใต้  ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไปแล้ว  ไม่ใช่เรื่องเฉพาะส่วนเฉพาะพื้นที่   แต่เป็นเรื่องของคนไทยทุกคนที่จะลุกขึ้นมาหลอมรวมใจให้เป็นหัวใจเดียวกันใต้ความทรงจำของหัวใจเดียวกันคือคนไทยทุกคนเป็นหนึ่ง แม้นจะผิดแผกในชาติพันธุ์ ศาสนาวิถีชีวิต  ศิลปวัฒนธรรม แต่ภายใต้ธงไตรรงค์ แดง ขาว น้ำเงิน ทุกคนล้วนเป็นคนไทยที่มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน    ต่างมีเส้นทางให้เลือกเดินอย่างอิสระ   แต่ยังคงเกาะเกี่ยวด้วยความรัก  ความผูกพัน ในฐานะปัจเจก ผู้เขียนเองเชื่อว่าภายใต้ความแตกต่างหลากหลายขอเพียงให้ทุกคนนำเสี้ยวของความรู้สึกผูกพันมาหลอมรวมกันให้เป็นหนึ่งเดียว   นั่นย่อมแน่นอนว่า ปัญหาใดๆ ในโลกหล้าก็คงไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าหัวใจรักใคร่ต่อกันของทุกผู้คน

          ผมเห็นว่าจากปัญหาไฟใต้ที่เกิดขึ้นกินเวลาเป็นระยะเวลาที่นานเป็นเรื่องของคนทุกคนในประเทศที่ต้องใส่ใจไม่ใช่คิดว่าเป็นภาระของพี่น้องตำรวจทารที่ทำหน้าที่อยู่ภาคใต้อย่างเดี่ยวจากการที่ผมได้ดูวีดีโอต่างๆที่เกี่ยวกับ3จังหวัดชายแทนภาคใต้ผมอยากให้คนไทยทุกคนหันมาช่วยดูบ้างและช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้รวมทั้งอย่างให้เหตุการณ์สงบเร็วๆๆๆๆอยากให้มาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธหรือไทยมุสลิม

กระจกส่องหน้า

เดียร์ เด็กชล

โดย กระจกส่องหน้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net