วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นิราศท่าดินแดง


นิราศท่าดินแดง

พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

จากการสันนิษฐาน เข้าใจว่า น่าจะเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรกของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  เดิมเรียกว่า กลอนเพลงยาวนิราศเรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง  นิราศเรื่องนี้ได้ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ. 2329  เมื่อคราวเสด็จไปทรงทำศึกกับพม่า ที่ยกมารุกรานไทยที่ท่าดินแดง ทรงเสด็จไปการทัพครั้งนี้พร้อมกับ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ได้เสด็จโดยขบวนเรือจากกรุงเทพ ฯ ไปจนถึงเมืองไทรโยค แล้วจึงเดินทัพทางบกต่อไป
           
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ทรงเข้าตีค่ายพม่าที่ท่าดินแดง ในขณะที่กรมพระราชวังบวร ฯ ทรงเข้าตีค่ายพม่าที่ตำบลสามสบ ได้เข้าตีค่ายพม่าพร้อมกันทั้งสองทัพ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2329 รบกันอยู่ สามวัน ถึงวันที่ 23 เวลาบ่าย ฝ่ายไทยตีฝ่าเข้าค่ายพม่าได้ และได้รบติดพันกันอยู่จนพลบค่ำ พม่าจึงทิ้งค่ายแตกหนีไป กองทัพไทยได้ไล่ติดตามไปถึงค่ายพระมหาอุปราชา ที่ตำบลแม่กษัตร พระมหาอุปราชารู้ว่ากองทัพหน้าแตกแล้วก็ไม่ให้คิดต่อสู้  กองทัพพม่าแตกยับเยิน เสียรี้พลและอาวุธยุทโธปกรณ์มากมาย โดยเฉพาะปืนใหญ่ไม่สามารถจะลากกลับไปได้แม้แต่กระบอกเดียว

นิราศท่าดินแดง

 แสนรักสุดรักภิรมย์ สมร

ทุกอนงค์ทรงลักษณ์อันสุนทร

สถาวรพูนสวาดิสวัสดี

ประกอบศักดิ์สมบูรณ์จำรูญเนตร

อัคเรศงอนงามจำเริญศรี

แสนกระสันปั่นป่วนฤดีทวี

มีมโนเสน่ห์น้อมถนอมนวล

อันราคีมิให้เคืองระคางข้อง

ปองประคองนิ่มเนื้อนวลสงวน

หวังสวาสดิ์มิรู้ขาดอารมณ์ครวญ

เป็นที่ชวนชูชื่นทุกอิริยา

เกษมสุขภิรมย์สมสมาน

เคยสำราญมิได้แรมนิราศา

ไม่นิราศขาดชมสักเวลา

บำเรอล้อมพร้อมหน้าไม่ราวัน

นิจาเอ๋ยโอ้กรรมจึงจำไกล

มาซ้ำให้ทุเรศร้างมไหสวรรย์

ก็เพราะมีอธิราชไภยัน

เข้าหักหั่นด่านแดนบุรีรมย์

จึงต้องกรูกรีธาพลากร

มาจำจรจากสุขเกษมสม

สารพัดสิ่งสวัสดิ์ที่เคยชม

ก็นิยมให้วิโยคด้วยจำเป็น

เมื่อวันออกนาเวศทุเรศสถาน

แสนสงสารสุดอาไลยใครจะเห็น

พี่เคยทัศนาเจ้าทุกเช้าเย็น

เพราะเกิดเข็ญจึงต้องละสละมา

ครั้นถึงด่านดาลเทวษทวีถึง

คนึงในให้หวนละห้อยหา

ถึงนางนองเหมือนพี่นองชลนา

ยิ่งทวาอาวรณ์สท้อนใจ

ครั้นถึงโขลนทวารยิ่งลานแล

ให้หวาดแหวอารมณ์ดังลมไข้

จนลุล่วงคลองชลามหาไชย

ย่านไกลสุดสายในตาแล

เหมือนอกเราที่นิรามาทุเรศ

เหลือสังเกตมุ่งหามาห่างแห

ระกำเดียวเปลี่ยวดิ้นฤดีแด

จนล่วงกระแสสาครบุรีไป

ลุสถานบ้านบ่อนาขวาง

ให้อางขนางร้อนรนกมลไหม้

ถึงย่านซื่อเหมือนพี่ซื่อสังวรใจ

มิได้มีลำเอียงเที่ยงธรรม

เมื่อถึงสามสิบสามคดแล้ว

แคล้วแคล้วเหมือนจะกลับมารับขวัญ

คล้ายคล้ายอัษฎงค์พระสุริยัน

ก็บรรลุถึงคลองสุนัขใน

พอชลาถอยถดลดลงฝั่ง

เรือดั่งเคืองเขินไม่เดินได้

พลพายรายกันลงเข็นไป

เหมือนเข็ญใจเคืองจิตที่จากมา

ครั้นเพลาสุริยาอรุณเรือง

แสงประเทืองเบื้องบูรพ์ทิศา

พอตกลึกแล้วให้ล่องนาวาคลา

ประทับท่าเมืองสมุทรบุรีรมย์

อันฝุงชนชาวบ้านย่านนั้น

ผิวพรรณไม่รื่นรวยสวยสม

ไม่เป็นที่ชวนชื่นอารมณ์ชม

ยิ่งเกรียบกรมสุดแสนระกำใจ

ให้ปั่นป่วนหวนสวาสดิ์ประวัติหา

จะดูใครไม่พาใจชื่นได้

จึงให้ออกนาวาคลาไคล

รีบไปตามสายชลธี

อันเรือหลังตั้งกันสิ้นทั้งหลาย

ก็พายแซงแข่งขึ้นไปอึงมี่

โห่สนั่นครั่นครึ้นทั้งนาวี

มีแต่ความเกษมสุขไปทุกคน

เสียงเส้าเร้าเร่งพลพาย

เหมือนรักหมายสายสวาททุกขุมขน

ให้อักอ่วนป่วนจิตจลาจล

ถึงตำบลบางกุ้งเป็นคุ้งเลี้ยว

ยิ่งลับไม้ไกลเนตรทุเรศสถาน

ให้แดดาลหวั่นหวั่นกระสันเสียว

ดังเอกามาแต่นาวาเดียว

เปลี่ยวสวาสดินิราศไร้ภิรมย์ชม

มาถึงย่านนกแขวกแสกส่งเสียง

ทั้งสำเนียงถอนใจเพียงใจล่ม

เคยยินเสียงประโคมขานสำราญรมย์

โอ้ครั้งนี้มาระงมแต่เสียงนก

แสนทุเรศเวทนานิจาเอ๋ย

นี่ใครเลยจะเล็งเห็นในอก

ได้ระกำช้ำใจมาหลายยก

หวังจะป้องปิดปกให้พ้นไภย

มิให้หมู่พาลาอาธรรม์

มาย่ำยีเขตขัณฑ์บุรีได้

จึงสู้สละรักหักใจ

มาทนเทวษอยู่ไกลเอกา

 ถึงบำหรุเหมือนพี่นิราศรัก 

ให้อักอ่วนครวญใคร่อาลัยหา

ครั้นลุราชบุรีภิรมยา

ที่อาทวาหักอารมย์ค่อยสมประดี

จึงรีบรัดจัดหมู่โยธา

ให้อยู่รักษาบุรีศรี

ครั้นอรุณเรืองแรงแสงรวี

ก็จรลีนาเวศทุเรศจร

ด่วนเดินทางโดยทางชลมารค

แสนลำบากด้วยร้างแรมสมร

กระหายหิวหวิวใจให้อาวรณ์

แต่ข้อนข้อนขุ่นเข็ญเป็นนิรันดร์

ถึงท่าราบเหมือนพี่ทาบทรวงถวิล

ยิ่งโดยดิ้นโหยหวนครวญกระสัน

ด้วยได้ทุกข์ฉุกใจมาหลายวัน

จนบรรลุเจ็ดเสมียนตำบลมา

ลำลำจะใคร่เรียกเสมียนหมาย

มารายทุกข์ที่ทุกข์คนึงหา

จึงรีบเร่งนาเวศครรไลยคลา

พอทิวากรเยื้องจะสายัณห์

ก็ลุถึงวังศาลาท่าลาด

ชายหาดทรายแดงดังแกล้งสรร

จึงประทับแรมรั้งยังที่นั้น

พอพักพวกพลขันธ์ให้สำราญ

พรั่งพร้อมล้อมวงเป็นหมู่หมวด

ชาวมหาดตำรวจแลทวยหาญ

เฝ้าแหนแน่นนันต์กราบกราน

นุ่งห่มสะคราญจำเริญตา

ต่างว่าจะเข้าโหมหักศึก

ห้าวฮึกขอขันอาสา

ไม่คิดกายขอถวายชีวา

พร้อมหน้าถ้วนทุกตัวไป

แต่ตริการที่จะผลาญอรินราช

จนโอภาสแสงจันทร์จำรัสไข

ให้ขุกคิดอาวรณ์สะท้อนใจ

ถึงอนงค์นางในไม่รู้วาย

ด้วยเคยทอดทัศนาไม่รารัก

ภิรมย์พักตร์ร้องรำบำเรอถวาย

บ้างเฝ้าแหนหมอบเมียงเรียงราย

กรกรายโบกพัชนีพาน

ยิ่งเร่าร้อนทอนทอดฤทัยทุกข์

เมื่อเคยสุขฤามาเสื่อมทุกสิ่งสมาน

จนลืมหลงที่ดำรงดำริการ

แต่เดือดดาลอารมณ์ไม่สมประดี

จนเพลาสิบทุ่มยิ่งรุ่มร้อน

ให้ยกพลนิกรออกจากที่

กระบวนทัพซับซ้อนมามากมี

โห่มีสะเทือนก้องท้องวาริน

ถึงม่วงชุมเหมือนเคยประชุมเฝ้า

ยิ่งร้อนเร่ารื้อกำหนัดประวัติถวิล

ยามเสวยเคยเห็นเป็นอาจิณ

แดดิ้นถึงเนื้อวิมลมาลย์

แสนเทวษเสื่อมสิ้นสิ่งสวาสดิ

ด้วยนิราศแรมร้างห่างสถาน

ถึงยามชื่นมิได้ชื่นสำราญบาน

แต่นี้นานสวาสดิ์เว้นไม่เห็นใคร

ถึงปากแพรกซึ่งเป็นที่ประชุมพล

พร้อมพหลพลนิกรน้อยใหญ่

ค่ายคูเขื่อนขัณฑ์ทั้งนั้นไซ้

สารพัดแต่งไว้ทุกประการ

จึงรีบรัดจัดโดยกระบวนทัพ

สรรพด้วยพยุหทวยหาญ

ทุกหมู่หมวดตรวจกันไว้พร้อมการ

ครั้นได้ศุภวารเวลา

ให้ยกพลขึ้นทางไทรโยคสถาน

ทั้งบกเรือล้วนทหารอาสา

จะสังหารอริราชพาลา

อันสถิตย์อยู่ยังท่าดินแดง

 ครั้นเดือนสามวันแรมเก้าค่ำ 

ย่ำรุ่งสี่บาทอรุณแสง

จึงให้ยกพหลรณแรง

ล้วนกำแหงหาญเหี้ยมสงครามครัน

ไปโดยพยุหบาตรรัถยา

พลนาวาตามไปเป็นหลั่นหลั่น

สะพรึบพร้อมหน้าหลังตั้งกัน

โห่สนั่นสะเทือนท้องนทีธาร

รีบเร่งพลพายให้เร่งพาย

ฝืนสายชลเชี่ยวฉ่าฉาน

ถึงตำแหน่งแก่งหลวงศิลาดาล

ชลธารไหลเชี่ยวเป็นเกรียวมา

แต่จำเพาะเตราะตรอกซอกทาง

แก่งเกาะขัดขวางอยู่หนักหนา

แสนลำบากยากใจที่ไคลคลา

ใครจะเห็นเวทนาบรรดามี

สองวันบรรลุถึงวังยาง

คนึงวังอ้างว้างเกษมศรี

เคยเป็นสุขทุกเวลาราตรี

โอ้ครานี้มีกรรมมาจำไกล

ถึงบางลางยิ่งดาลทรวงสมร

ให้ขุ่นข้อนอารมณ์หม่นไหม้

จึงเร่งรีบนาวาคลาไคล

มาถึงไศลชลชีสีขริน

สูงส่งตรงโตรกโดดเดี่ยว

อยู่ริมสายชลเชี่ยวกระแสสินธุ์

พรายแพร้วดังแก้วแกมนิล

ปักษินบินร้องร้องระงมไพร

บ้างจับไม้รายเรียงบนเชิงเขา

บ้างง่วงเหงาหาคู่พิศมัย

นกเอ๋ยยังรู้มีอาลัย

อกเราฤาจะไม่เวทนา

ครั้นบรรลุถึงศาลเทพารักษ์

อันพิทักษ์ปากน้ำประจำท่า

มีแต่ศาลสันโดษอยู่เอกา

คิดมาเหมือนอกพี่ที่จากจร

เห็นอารักษ์แล้วคิดสังเวชจิต

มาใช้มิตรเหมือนพี่ร้างแรมสมร

สารพัดจะวิบัติอนาทร

แต่ร้อนแรมตามทางทุเรศมา

ครั้นมาถึงวังนางตะเคียน

พิศเพี้ยนมิ่งไม้ใบหนา

ตั้งเคียงเรียงราบริมชลา

สาขารื่นรมสำราญใจ

ต้นไม้เปลาเปลาอยู่สล้าง

เหมือนไม้กระถางวางเรียงงามไสว

ชมพลางพลางรีบนาวาไป

บรรลุล่วงมาได้หลายตำบล

มาพลางทางแสนคนึงหา

นัยนาแลลับไพรสณฑ์

ยิ่งแดดาลร่านร้อนทุรนทน

จนลุดลเข้าท้องไอยรารมย์

เป็นช่องชั้นเชิงผาศิลาลาด

รุกขชาติรื่นรวยสวยสม

ไพจิตรพิศพรรณอยู่น่าชม

ลมพัดพากลิ่นสุมาลย์มา

มีท่อธารน้ำพุดุดัน

ตลอดลั่นไหลลงแต่ยอดผา

เป็นโปลงปล่องช่องชั้นบรรพตา

เซนซ่าดังสายสุหร่ายริน

บ้างเป็นท่อแถวทางหว่างบรรพต

เลี้ยวลดไหลมามิรู้สิ้น

น้ำใสไหลรินซอกศิขริน

แสนถวิลถึงสวาดิไม่คลาดคลา

เกษมสุขสรงสนานสำราญเริง

บันเทิงจิตพิศวงหรรษา

ชลอได้ก็จะใคร่ชลอมา

ให้เป็นที่ผาสุขทุกนางใน

คิดเคยเมื่อเคยสรงสนาน

สุธาธารทิพรสสดใส

อันหอมหวลอวลอบสุมาไลย

มาร้างไร้สุคนธกำจร

เจ้าเคยถวายภูษาสุธาสรง

อันบรรจงทิพรสเกษร

เคยไพบูลย์ด้วยดรุณนิกร

ทีนี้มาจำจรอยู่เอกา

ชมเขาลำเนาพนาวาศ

แสนสวาดิไม่วายถวิลหา

 ถึงไทรโยคปลายแดนนัครา 

มิให้หยุดโยธาเร่งคลาไคล

แต่เห็นทางท่าชลานั้น

เป็นเกาะแก่งขัดขึ้นล้วนเนินไศล

ยากที่นาวีจะหลีกไป

จึงสั่งให้รอรั้งยั้งนาวา

เร่งรีบคชสารอัสดร

บทจรตามแถวแนวพฤษา

ชมพรรณมิ่งไม้นานา

บ้างทรงผลผกาเขียวขจี

ลางต้นสาขาดูน่าชม

รื่นร่มมิดแสงพระสุริยศรี

สดับเสียงปักษาสุวาที

ลิงค่างบ่างชนีวิเวกดง

เสนาะเสียงจักจั่นสนั่นไพร

แม่ม่ายลองในในป่าระหง

เรไรร้องหริ่งหริ่งอยู่ริมพง

ส่งเสียงดังสำเนียงอนงค์นวล

คิดคล้ายลม้ายเหมือนดนตรี

จำเรียงรี่เรื่อยโรยโหยหวน

ยิ่งซับซาบอาบชื่นอารมณ์ชวน

กำสรวลว้าเหว่ทุเรโรย

ฟังแต่เสียงสำเนียงนกวิหคร้อง

วิเวกก้องเกริ่นไพรฤทัยโหย

รุกขชาติแกว่งกวัดสบัดโบย

ลมโชยคันธรสจรุงใจ

ตะวันรอนอ่อนแสงจะอัสดง

เหล่าจัตุรงค์เตรียมกายทั้งนายไพร่

แรมรอนนอนแนวพนาไลย

แต่ไศลป่าระหงดงดอน

นอนเดียวเปลี่ยวเทวษทวีทุกข์

ไม่มีสุขเร่าร้อนสท้อนถอน

แสงจันทร์ส่องสว่างกลางอัมพร

ยิ่งอาวรณ์หวังสวาดิไม่ขาดคิด

วายุพัดพานดวงศศิธร

เขจรจรบังเมฆมิดสนิท

พิรุณโรยโปรยปรายใบไม้ชิด

สะท้านจิตเจียนจักเป็นไข้ใจ

เย็นฉ่ำน้ำฟ้าละอองฝน

มาทนเทวษครั้งนี้จะมีไหน

ถึงทั้งหลายหนาวกายได้ผิงไฟ

ไม่เหมือนพี่หนาวใจที่ในทรวง

เห็นดาวดึกนึกหวนรัญจวนหา

ในอุษาเพียงทับด้วยเขาหลวง

อันหาบหามที่เขาตามมาทั้งปวง

ไม่หนักทรวงเหมือนพี่หนักอาลัยไกล

เขาหนักหาบถึงที่ก็ได้พัก

พี่หนักรักนี้ไม่ปลงเอาลงได้

มีแต่คอยคอยทุกข์ทุกวันไป

จะเห็นใจฤาที่ใจการุณกัน

แต่นอนนิ่งกลิ้งกลับไม่หลับสนิท

ยิ่งคิดคิดก็ยิ่งโทมนัสสัน

จนอรุณเรืองศรีรวีวรรณ

จึงให้ยกพลขันธ์ยาตรา

ออกจากเนินผาศิลาพนัส

เร่งรัดทวยหาญทั้งซ้ายขวา

ไปตามแนวแถวในพนาวา

พอสุริยาสายัณห์ลงรอนรอน

ก็ถึงด่านท่าขนุนโดยหมาย

ให้ตั้งค่ายตามเชิงศิขร

แล้วรีบเร่งพหลพลนิกร

ทั้งลาวมอญเขมรไทยเข้าโจมตี

ทัพพม่าอยู่ยังท่าดินแดง

แต่งค่ายรายไว้เป็นถ้วนถี่

ทั้งเสบียงอาหารสารพันมี

ดังสร้างสรรค์ธานีทุกประการ

มีทั้งพ่อค้ามาขาย

ร้านรายกระท่อมพลทุกสถาน

ด้านหลังท่าทางวางตะพาน

ตามละหานห้วยน้ำทุกตำบล

ร้อยเส้นมีฉางระหว่างค่าย

ถ่ายเสบียงมาไว้ทุกแห่งหน

แล้วแต่งกองร้อยอยู่คอยคน

จนตำบลสามสบครบครัน

อันค่ายคูประตูหอรบ

ตบแต่งสารพันเป็นที่มั่น

ทั้งขวากหนามเขื่อนคูป้องกัน

เป็นชั้นชั้นอันดับมากมาย

ให้ทหารเข้าหักโหมโรมรัน

สามวันพวกพม่าก็พังพ่าย

แตกยับกระจัดพลัดพราย

ทั้งค่ายคอยน้อยใหญ่ไม่ต่อดี

ให้ติดตามไปจนแม่กษัตร

เหล่าพม่ารีบรัดลัดหนี

บ้างก็ตายก่ายกองในปัถพี

ด้วยเดชะบารมีที่ทำมา

ตั้งใจจะอุปถัมภก

ยอยกพระพุทธศาสนา

จะป้องกันขอบขัณฑสีมา

รักษาประชาชนแลมนตรี

จะบำรุงทั้งฝูงสุรางค์รัก

ให้อัคเรศเป็นสุขเจริญศรี

ครั้นเสร็จการผลาญราชไพรี

ก็ให้กรีธาทัพกลับมา

ทั้งทิวาราตรีไม่หยุดหย่อน

ด้วยอาวรณ์ทนเทวษถวิลหา

แสนคนึงถึงสวาดิไม่คลาดคลา

แต่พร่ำปรารภนั้นเป็นอาจิณ

จิตเจ็บจะขาดด้วยนิราศรส

จะอดไว้ก็สุดอาลัยถวิล

อันบำราบรบราชไพริน

ถึงจะไร้ศรศิลป์ที่ชิงไชย

ก็พอจะพยายามตามตี

ให้ชนะไพรีจงได้

จะสู้สงครามรักนี้หนักใจ

ด้วยไร้ศรรสสวาดิจะราวี

อันแสนศึกทั้งหลายก็พ่ายแพ้

ยากแต่จะรบรักให้หน่ายหนี

ที่ลำบากแต่หลังในครั้งนี้

สุดที่จะปรับทุกข์กับผู้ใด

อันฝูงสุรางค์นางทั้งหลาย

ยังค่อยอยู่สุขสบายฤาไฉน

ฤาในจิตคิดอ่านประการใด

อย่าอำไว้จงแจ้งแต่จริง เอย ฯ

 

 

โดย กฤตบวรวิชญ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net