วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ช่องว่างระหว่าง "การมีน้ำใจ" และ "การเคารพในสิทธิส่วนบุคคล" : ตัวอย่างจากเบอร์ลิน


“การมีน้ำใจ” กับ  “การเคารพในสิทธิส่วนบุคคล”  อาจนับได้ว่าเป็นข้อแตกต่างที่ค่อนข้างเด่นชัดระหว่างผู้คนในแต่ละภูมิภาคของโลก  (โดยเฉพาะชาวตะวันตกและตะวันออก)

ผมจะขอเล่าให้ฟังถึงตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศเยอรมนี  ซึ่งอาจช่วยอธิบายข้อความข้างต้นให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น   มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคู่ชีวิตของผมเองเมื่อตอนที่พวกเรามาถึงกรุงเบอร์ลินใหม่ ๆ

เหตุการณ์แรก  เกิดขึ้นเมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๑  ระหว่างที่ครอบครัวของเรากำลังพักอยู่ที่โรงแรมในเมือง Steglitz, Berlin  เป็นเวลา ๑๕ วันเต็ม  ก่อนเข้าบ้านพัก

ภริยาผมได้ขนเสื้อผ้าจำเป็นซึ่งใส่แล้วของเราทั้ง ๔ ชีวิต ใส่กระเป๋าลากไปซักที่ร้านซักผ้าอัตโนมัติใกล้ ๆ โรงแรม ในตอนเย็นวันหนึ่ง

วิธีการใช้เครื่องซักผ้าอัตโนมัติในร้านดังกล่าวไม่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับภริยาผม   มันแตกต่างจากเครื่องที่เราเคยใช้เป็นประจำที่บ้านในเมืองไทย  รวมทั้งแตกต่างจากเครื่องที่เธอเคยใช้สมัยเรียนอยู่อเมริกาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว  และที่สำคัญมันเป็นภาษาเยอรมันที่เธอยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ดีนักในตอนนั้น

เธอลองกดปุ่มโน่น ปุ่มนี่อยู่พักใหญ่  ก็ยังไม่สามารถซักผ้าได้

ในขณะที่เธอกำลังพยายามหาหนทางเพื่อให้เครื่องซักผ้าทำงานอยู่นั้น  ก็มีผู้คนในละแวกนั้น (ส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมัน) ทะยอยกันเข้ามาใช้บริการในร้านตามปกติ  ทุกคนทำราวกับว่าไม่รู้ไม่เห็นและไม่สนใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับบุคคลแปลกหน้าที่เป็นหญิงชาวต่างชาติคนนี้

จนกระทั่งเธอคิดว่าไม่ได้การแล้ว  หากมัวเสียเวลาลองผิดลองลองถูกอยู่เช่นนี้   อีก ๓ ชีวิต ที่รอคอยที่จะกินอาหารเย็นร่วมกันอยู่คงจะต้องแขวนท้องรอเป็นแน่   เธอจึงได้ตัดสินใจเอ่ยปากถามหญิงชราชาวเยอรมันผู้หนึ่งที่มาซักผ้าในร้านเดียวกันนี้

คำอธิบายวิธีการใช้งานเครื่องซัก/อบผ้าอัตโนมัติก็พรั่งพรูออกจากปากหญิงใจดีผู้นั้นด้วยความเต็มใจ  แม้คุณยายจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ในขณะที่ภริยาผมก็ยังพูดภาษาเยอรมันไม่ได้  แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค  เพราะคุณยายได้อธิบายให้เข้าใจด้วยการแสดงตัวอย่างการใช้งานจริงที่ตัวเครื่อง

ทำให้การซักผ้าในร้านดังกล่าวของภริยาผมในวันนั้นและวันต่อ ๆ มา  เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและราบรื่น

เหตุการณ์ที่สอง  เกิดขึ้นประมาณเดือน ธ.ค. ๕๑  ภายหลังที่ภริยาผมได้เดินไปส่งลูกสาวคนเล็กเข้าโรงเรียนอนุบาลใกล้ ๆ บ้านเป็นที่เรียบร้อยในตอนเช้า  เธอมีความต้องการจะเดินทางไปซื้อใช้บางอย่างให้ลูกตามลำพังด้วยรถโดยสารประจำทาง  โดยไม่อยากรอคนขับรถประจำตัว (ผมเอง)   หลังเลิกงานในตอนเย็นเหมือนที่ผ่านมา


BVG Bus

การซื้อตั๋วรถประจำทาง  (สามารถใช้ร่วมกับรถไฟฟ้า S-Bahn, U-Bahn และ Tram)  ของบริษัท BVG ในเบอร์ลินจะมีอยู่  ๒ แบบ ขึ้นอยู่กับรุ่นของรถประจำทาง

บางคันก็สามารถจ่ายค่าโดยสารให้กับคนขับด้านหน้า  บางคันก็ต้องเดินเข้าไปหยอดเหรียญจากตู้จ่ายตั๋วอัตโนมัติตอนกลางของรถ


BVG S-Bahn

บังเอิญที่การขึ้นรถประจำทางครั้งแรกในเบอร์ลินของภริยาผม  จะต้องเดินผ่านคนขับเพื่อไปหยอดเหรียญเอง       

ทำให้เธอประสบปัญหาขลุกขลักในเรื่องการเลือกแบบของตั๋ว (มีหลายประเภท)  อีกเช่นกัน

เหตุการณ์บนรถประจำทางก็คล้าย ๆ กับเหตุการณ์ในร้านซักผ้า  กล่าวคือ  คนที่นั่งอยู่ก่อนบนรถ  ไม่ได้มีใครสนใจหรือเสนอให้ความช่วยเหลือภริยาผมระหว่างที่เธอกำลังพยายามซื้อตั๋วโดยสารในขณะนั้น

เมื่อดูแววว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในการซื้อตั๋ว  ในที่สุดภริยาผมได้ตัดสินใจสอบถามเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่ขึ้นมาภายหลังถึงวิธีการซื้อตั๋ว  โดยถามเป็นภาษาอังกฤษ   หลังจากที่เธอได้เอ่ยปากออกไปแล้ว  เด็กสาวชาวเยอรมันผู้นั้นก็ได้อธิบายและให้คำแนะนำในการซื้อตั๋วรถประจำทางสายนั้นเป็นอย่างดี

เมื่อประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ทำให้ผมย้อนคิดกลับไปว่า  หากมีคนต่างชาติต้องเผชิญกับอุปสรรคในเรื่องทำนองดังกล่าวในบ้านเรา  น่าจะพอมีคนไทยผู้หวังดีคอยสอบถามและให้ความช่วยเหลือ (แม้ผู้คนจะแตกแยกออกเป็นสี ๆ ในปัจจุบันก็ตาม) โดยอาจไม่ต้องรอให้นักท่องเที่ยวต่างแดนผู้นั้นต้องร้องขอเลยก็ได้  แต่เหตุการณ์แบบนี้  ยากที่จะเกิดขึ้นในเยอรมนี ...

มันจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการค้นหาคำตอบในเรื่อง “คนเยอรมัน”  ของผม

อาจเป็นเพราะ
สายเลือดคนเยอรมันได้ถูกปลูกฝังให้ช่วยเหลือตัวเองก่อนเป็นลำดับแรก  ซึ่งเขาทำกันตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ๆ
แต่ละคนมีความภาคภูมิใจ และหยิ่งในเกียรติ/ศักดิ์ศรีที่จะทำอะไรได้ด้วยตนเอง  รวมทั้งมีความเคารพในสิทธิ เสรีภาพของผู้อื่นอย่างเคร่งครัด

ดังนั้น  การที่จะเสนอตัวเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่น (โดยที่ไม่ได้รับการร้องขอนั้น)  อาจถูกมองว่า  เป็นการไม่เคารพสิทธิส่วนบุคคล หรือเป็นการไม่ให้เกียรติผู้อื่นได้หรือไม่ 

หรือหากพูดกันแบบตรง ๆ ก็คือ  กลัวเจอข้อกล่าวหาว่า  “ชอบยุ่ง (เสือก) เรื่องของคนอื่น”  โดยไม่จำเป็น  ซึ่งมันไม่คุ้มกันเลยยิ่งกับผู้คนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วย

ในเรื่องคล้าย ๆ กันนี้  หากมองในมุมที่ไม่เปิดกว้าง  ก็อาจตีความไปว่าผู้คนที่นี่  “ไม่มีน้ำใจ”  ได้เช่นกัน

ซึ่งจริง ๆ แล้ว  อาจไม่ใช่เลย  มันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม  การปลูกฝังแนวคิด และวิถีการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันมากกว่า

ตัวอย่างเหตุการณ์ทั้งสองครั้ง  แม้จะไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่ออธิบายถึงคุณลักษณะของคนเยอรมันนับล้านคนในประเทศ  แต่อย่างน้อยมันก็เป็นเรื่องที่สะดุดตา สะดุดใจ  ต่อผู้ที่เคยชินกับสภาพแวดล้อมอีกแบบหนึ่งจากคนละฝั่งของโลกอย่างผมและภริยา

อย่างไรก็ตาม  ในช่วงก่อนวันคริสต์มาสที่ผ่านมา  ครอบครัวเราก็ได้เจอคนเยอรมันในแบบฉบับที่เราค่อนข้างคุ้นเคย   เป็นเหตุการณ์ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งของเมือง  Potsdam

คุณแม่ชาวเยอรมันที่มีลูกในวัยใกล้เคียงกับเรา  ได้เสนอตัวเข้ามาแนะนำในเรื่องการใช้แลก Token  สำหรับการยืมรถเข็นเด็ก (แทนที่จะเป็นเหรียญยูโรเหมือนตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป)  โดยที่เราไม่ทันได้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ 

หลายคนที่อยู่มาก่อนผมได้พูดว่า  คนเยอรมันนั้น หากได้ทำความรู้จักและคบหาเป็นกันเพื่อนแล้ว  เขามีน้ำใจและมีความจริงใจต่อเพื่อนไม่แพ้ชนชาติได้เลย  ซึ่งผมก็สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเองว่าเป็นความจริง

จะว่าไปแล้ว  คุณลักษณะนิสัยในการพึ่งพาตนเอง  ทำอะไรให้สำเร็จด้วยตนเองก่อนเป็นหลัก  ผนวกเข้ากับการเคารพในสิทธิ เสรีภาพผู้อื่น  ซึ่งก็คือการเคารพกฎเกณฑ์ของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน หรือเคารพกฎหมาย/ระเบียบที่กำหนดไว้  นี้เอง  มีส่วนทำให้เยอรมันกลายเป็นชนชาติที่กอปรด้วยผู้คนที่มีคุณภาพมาก ๆ ได้หรือไม่

ในอุดมคติ  เราคงอยากเจอผู้คนที่เข้มแข็งด้วยตนเองตามแบบฉบับชาวตะวันตกและมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้คนรอบข้างไม่เลือกหน้าแบบฉบับชาวตะวันออกในคนคนเดียวกันมาก ๆ  แต่มันคงเป็นไปได้ยาก

เพราะการก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตระหว่างการเคารพในสิทธิส่วนบุคคล (อื่น)  เพื่อการแสดงความมีน้ำใจออกไปนั้น  มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ของบุคคลล้วน ๆ ในการแสดงออก

หากทำได้ไม่ดี  ก็จะเป็นการเปลืองตัวได้เช่นกัน

ประสบการณ์ตรงที่ภริยาผมได้เจอทั้ง ๒ ครั้งข้างต้นนี้  ช่วยทำให้เราทั้งสองค่อย ๆ ปรับมุมมองของเราเองต่อผู้คนในประเทศที่เราจำเป็นต้องอยู่อาศัยและทำงานต่อไปได้เป็นอย่างดี

การทำความเข้าใจผู้คนที่อยู่รอบข้างเราให้ได้มากเท่าไร  จะยิ่งทำให้เราสามารถใช้ชีวิตร่วมกับเขาได้อย่างมีความสุขเป็นเงาตามตัว  เพราะนิสัยหยาบ ๆ ของคนที่ไม่ได้ผ่านการฝึกจิต  มักจะเที่ยวว่าคนโน้นคนนี้ก่อนเป็นหลัก 

การปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทำแต่สิ่งดี ๆ ล้วน ๆ ยังเป็นเรื่องยากเลย  แล้วนับประสาอะไรกับการพยายามจะไปเปลี่ยนหรือทำให้คนอื่นเป็นได้ดังใจเรา

โดย patijjachon

 

กลับไปที่ www.oknation.net