วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิกฤตไฟใต้


วิกฤติไฟใต้ : จากอดีตสู่ปัจจุบัน...

          ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนทวีความรุนแรงมากขึ้น นับแต่ต้นปี 2547 จากความไม่พอใจในการใช้นโยบายตอบโต้อย่างรุนแรงของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร มีกระแสวิตกเพิ่มขึ้นว่า เหตุความไม่สงบอาจแปรเปลี่ยนเป็นการกบฏครั้งใหญ่ หรืออาจถึงขั้นสงครามญิฮัด แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีหลักฐานบ่งชัดว่า มีปัจจัยจากภายนอกเข้ามาพัวพันเหตุการณ์ลอบวางระเบิดและการคร่าชีวิตประชาชน ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรายวัน

              แม้ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในกลุ่มอิสลามทางตอนใต้ของไทย มักถูกอ้างว่าเป็นสาเหตุของเหตุรุนแรง โดยเฉพาะความโกรธแค้นของชาวมุสลิมต่อการส่งกองกำลังของไทยไปอิรัก แต่ขณะที่จิตสำนึกของความเป็นอิสลาม ตลอดจนความรู้สึกของการถูกกลั่นแกล้ง และการถูกแบ่งแยกในกลุ่มพี่น้องชาวมุสลิม เพิ่มมากขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อาจเป็นความผิดพลาดในการมองปัญหาขัดแย้งว่า เป็นการแสดงให้เห็นถึงการก่อการร้ายของชาวอิสลาม แต่เกิดจากปัญหาท้องถิ่น
              เป็นที่ชัดเจนว่า ภาคใต้เป็นหนึ่งในพื้นที่ยากจนที่สุดของไทย แต่กระแสไม่พอใจจะเป็นเรื่องของการเมืองมากกว่า แม้แต่นโยบายการพัฒนาที่วางแผนมาอย่างดีของรัฐบาลก็ไม่อาจรับมือเหตุรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนกว่ากระแสไม่พอใจที่ว่าจะได้รับการชี้แจง ทุกมาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้ยิ่งตอกย้ำปัญหาให้ยิ่งรุนแรงขึ้น
             กลุ่มแบ่งแยกติดอาวุธมีการเคลื่อนไหวในภาคใต้มาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2503 และเริ่มรุนแรงมากขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 2513 และต้นทศวรรษ 2523 กลุ่มที่มีขนาดใหญ่และทรงอำนาจที่สุดที่ปฏิบัติการหลายครั้งคือ พูโล (องค์กรปลดปล่อยปัตตานี) ซึ่งเรียกร้องความเป็นเอกราชให้แก่อิสลาม
            รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการเพื่อยุติเหตุรุนแรง ด้วยวิธีปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง ที่ตัดความช่วยเหลือด้านอาวุธ ขณะที่กลุ่มผู้ต่อต้านหลายร้อยคนยอมรับการนิรโทษกรรม ทำให้การก่อความไม่สงบทำท่าจะยุติลงในช่วงกลางทศวรรษ 2533 แต่ก็เกิดความรุนแรงครั้งใหม่ขึ้นอีก หลังมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ 4 กลุ่ม โดยกลุ่มดังกล่าวประกอบด้วย
          บีอาร์เอ็น-ซี ออกปฏิบัติการในนามบีอาร์เอ็น ก่อตั้งครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2503 เพื่อต่อสู้เรียกร้องเอกราชให้ปัตตานี เชื่อว่าเป็นกลุ่มติดอาวุธขนาดใหญ่สุด มุ่งเน้นการรวมกลุ่มการเมือง และเกณฑ์สมาชิกภายในโรงเรียนอิสลามหลายแห่ง

เพอมิวดา กลุ่มยุวชนแบ่งแยกดินแดน (เป็นส่วนหนึ่งของบีอาร์เอ็น-ซี) เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องต่อเหตุวินาศกรรมที่เกิดขึ้นหลายครั้ง

จีเอ็มไอพี ก่อตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญการรบชาวอัฟกานิสถานเมื่อปี 2538 เพื่อเรียกร้องเอกราชให้แก่อิสลาม และพูโลใหม่ ก่อตั้งเมื่อปี 2538 ในฐานะเป็นเครือข่ายของพูโล เป็นกลุ่มติดอาวุธขนาดเล็กสุด ต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราช

ในความพยายามทำความเข้าใจกับเหตุรุนแรงในปัจจุบัน และการหาตัวผู้เกี่ยวข้อง รายงานฉบับนี้ได้ให้ความสำคัญกับรายละเอียดของเหตุการณ์สำคัญๆ 3 ครั้ง ในวันที่ 4 ม.ค.
, 28 เม.ย., และ 25 ต.ค. 2547 ที่รวมถึง การปล้นคลังแสงสรรพาวุธ การสู้รบที่มัสยิดกรือเซะ และเหตุประท้วงที่ตากใบ
ความคับแค้นใจทางประวัติศาสตร์

         ชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของไทยส่วนใหญ่เป็นชาวมลายู พูดภาษามลายู เคยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสุลต่านอิสระแห่งปัตตานี ปัจจุบันประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส และพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันตกของสงขลา ด้วยเหตุที่ประวัติศาสตร์ดังกล่าวเปรียบเหมือนการแบ่งแยกทางการเมือง และการแบ่งชนชั้น ถือเป็นการทอดทิ้งชนกลุ่มน้อยชาวมลายู จนก่อให้เกิดเหตุรุนแรงในปัจจุบัน
ปัตตานีและสยาม
         ในปี 2445 สยาม หรือไทยในปัจจุบัน ได้รวมเข้ากับอาณาจักรสุลต่านแห่งปัตตานี ในมาตรการที่นำมาปรับปรุงใหม่จากสนธิสัญญาอังกฤษ - สยาม ซึ่งแบ่งเขตแดนระหว่างปัตตานีและรัฐต่างๆของมาเลเซีย คือ กลันตัน เปรัก เคดะห์ และ เปอร์ลิส การปฏิรูปจาก
ฝ่ายบริหารของไทย ทำให้ผู้ปกครองปัตตานีต้องหลุดจากอำนาจ และแบ่งอาณาจักรสุลต่านออกเป็น 3 จังหวัด คือปัตตานี ยะลา และนราธิวาส การปกครองท้องถิ่นที่ผูกขาดโดยพวกขุนนางได้ถูกโค่นล้มโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่พูดแต่ภาษาไทย และรายงานตรงต่อรัฐบาลกลาง
         ความรู้สึกต่อต้านที่รุนแรงที่สุดในการทำลายโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นไม่ได้มาจากบุคคลที่ถูกโค่นล้ม หากแต่เป็นนโยบายการรวมตัวที่เริ่มก่อให้เกิดความรู้สึกว่า วัฒนธรรมของอิสลามและมลายูถูกทำลาย และการต่อต้านในท้องถิ่นเริ่มขยายตัว
         ต้นตอความรู้สึกต่อต้านแห่งหนึ่งคือ ปอเนาะห์ (โรงเรียนสอนศาสนาติดชายแดน) สถาบันสำคัญที่สุดในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับมุสลิมมลายู เมื่อผู้ปกครองของไทยมาแทนที่ชนชั้นสูงดั้งเดิมด้วยชาวไทยพุทธ บรรดาครูผู้นำก็ได้กลายเป็นผู้นำของชุมชน รวมถึงศาสนูปถัมภก และผู้ส่งเสริมชาวมลายู
         ความกดดันและความรุนแรงจากรัฐบาลบรรเทาลงในช่วงต่อมา การปกครองแบบเผด็จการสิ้นสุดลงในปี 2475 ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอนุญาตให้ชาวมุสลิมตั้งการปกครองของตนเอง กระนั้นก็ตาม นโยบายการรวมชาติก็ยังคงอยู่
 จอมพล ป.ในยุครวมศูนย์ปกครองสู่อำนาจส่วนกลาง

           การขึ้นสู่อำนาจของจอมพล ป.พิบูลสงคราม และนโยบายชาตินิยมในปลายทศวรรษ 30 เป็นสาเหตุให้เกิดช่วงเวลาแห่งการเผชิญหน้าครั้งใหม่ จอมพล ป. ตั้งกฤษฎีกาวัฒนธรรม (รัฐนิยม) เพื่อดูดกลืนชนกลุ่มน้อย ทั้งยังได้ยกเลิกกฎหมายอิสลามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ประทานให้กับครอบครัวและทายาทชาวมุสลิมด้วย
          นอกจากนี้ ยังได้มีการระบุว่าพฤติกรรม "ต่อต้านไทย" คือ การเป็นกบฎ การแสดงออกที่บ่งชัดว่าไม่ใช่ไทย ไม่เพียงแต่จะทำให้เจ้าหน้าที่มองว่าเป็นคนไม่รักชาติแล้ว ยังทำให้เกิดภัยคุกคามต่อตนเองด้วย
          สำหรับชาวไทยอิสลามแล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เริ่มมีการมีการมองหาทางเลือกมากขึ้น ระหว่างการยอมรับวัฒนธรรมไทยทุกอย่าง กับการต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการคงความเป็นตัวเองไว้

           จุดเริ่มต้นของความรุนแรงในภาคใต้ของไทย เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2547 การลอบวางระเบิด และลอบสังหาร กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกวัน และยังมองไม่เห็นทางแก้ไขได้โดยง่าย

บทสรุป 
          ความรุนแรงในภาคใต้มีพื้นฐานมาจากความคับข้องใจทางประวัติศาสตร์ การละเลย กีดกัน และการถูกบังคับให้ปรับตัวโดยรัฐบาลในกรุงเทพฯมาเกือบศตวรรษ แต่แค่ความคับข้องใจยังไม่ใช่ต้นเหตุของความรุนแรงที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2547 ดังนั้นคำอธิบายที่ขาดหายไปคือ หลักฐานแน่นหนาที่ระบุว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เมื่อเดือนมค. 2547 ซึ่งเมื่อบวกกับนโยบายของรัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ที่ใช้นโยบายรับมือแบบไม่เหมาะสม แถมยังคำนวนผิดพลาด และใช้กำลังเกินเหตุ ยิ่งทำให้ปัญหาด้านความมั่นคงที่ร้ายแรงแต่สามารถจัดการได้ กลายเป็นเหมือนการต่อต้านที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
          แม้ความขัดแย้งในภาคใต้จะไม่สั่นคลอนความมั่นคงของรัฐบาลไทยในระยะสั้นเท่าใดนัก แต่หากไม่สามารถยับยั้งความรุนแรงได้ ก็อาจส่งผลต่อเนื่องที่ร้ายแรงทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการก่อให้เกิดเสียงสนับสนุนมากขึ้นให้มีการจัดตั้งรัฐอิสระ หรือการบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยพุทธและชาวมาเลย์มุสลิม
      เหตุวุ่นวายในภาคใต้ นอกจากจะทำให้ความสัมพันธ์ของไทยและมาเลเซียเริ่มตึงเครียดแล้ว ยังอาจเป็นจุดดึงดูดให้กลุ่มญิฮัดในภูมิภาค โดยเฉพาะจากอินโดนีเซีย เข้ามาร่วมผสมโรงให้เหตุการณ์บานปลายขึ้นไปอีก
         นายกฯทักษิณและคณะทำงานควรศึกษานโยบายจัดการปัญหาใต้สมัยรัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งปฏิบัติต่อประชาชนอย่างมีมิตรไมตรี จนทำให้เหตุรุนแรงลดน้อยลงมาก แม้จะไม่หมดสิ้นไปเลยก็ตาม อย่างเมื่อปี 2542  ที่บรรดาผู้นำมุสลิมในไทยที่ใกล้ชิดกับกลุ่มเจไอ ถูกขอให้เข้าร่วมปฏิบัติการระดับภูมิภาค แต่พวกเขาปฎิเสธด้วยเหตุผลว่ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีแล้วในไทย
       จากการสัมภาษณ์ของไครซิสกรุ๊ป แสดงให้เห็นว่านโยบายของพ.ต.ท. ทักษิณ ที่เน้นการใช้กำลังและไม่ยอมนำตัวผู้บังคับบัญชาระดับสูงมารับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งยังไม่ยอมกดดันให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง กำลังผลักดันให้ชาวมุสลิมจำนวนมากขึ้น เห็นใจผู้ที่ลอบวางระเบิดและก่อเหตุรุนแรงอื่นๆ ทั้งที่บุคคลผู้ก่ออาชญากรรมรายวัน สมควรถูกลงโทษ แต่จะเป็นการยากขึ้นที่จะชี้ตัว จับกุม และดำเนินคดีผู้กระทำผิด หากประชาชนในพื้นที่มีความโกรธแค้นและไม่พอใจนโยบายจากส่วนกลางมากขึ้น
       มีการมองว่ากลุ่มที่ลอบวางระเบิดหรือลอบยิงผู้คน ตั้งใจจะให้รัฐบาลใช้วิธีรุนแรงเข้าปราบปราม เพื่อโหมกระพือความรู้สึกแบ่งแยกดินแดน ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องทำลายวงจรแห่งความรุนแรงด้วยการใช้มาตรการรับมือที่พอเหมาะ และจัดการหารือกับผู้นำชุมชนท้องถิ่นอย่างจริงจัง

   ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาไฟใต้เหล่านี้ขึ้น  ก็อาจจะเป็นเพราะใช้ความเป็นส่วนตัวและการมีอำนาจในการตัดสิน  โดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเท่าใดนัก   หรืออาจจะเป็นเพราะไม่มีการประชุมให้กระจ่างชัดเจนก็อาจเป็นได้  ภาพต่างๆเหล่านี้ก็อาจจะบอกคุณได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมากที่สุดเท่าที่พบเห็น  หลายคนอาจเบื่อหน่ายกับเหตุการณ์เหล่านี้ที่เกิดขึ้นแต่ทางที่ดีถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เหล่านั้นพวกเราคนไทยทุกคนควรส่งกำลังใจไปให้พวกพี่น้องชาวไทยทั้งที่ปฏิบัติหน้าที่และชาวสามจังหวัดภาคใต้ด้วยนะค่ะ.........ตอนนี้สิ่งที่สำคัญนั้นคือกำลังใจ

และดิฉันซึ่งเป็นประชากรคนหนึ่งอยากวอนขอความกรุณากระทรวงต่างและองค์กรที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันเพื่อขจัดปัญหาให้วิกฤตภาคใต้หมดไปซะที.....ขอบคุณมากค่ะ

 

   

   

  

   

ท้ายสุดที่ดิฉันจะฝากนั้นก็คือ  เราอยู่ใน  แผ่นดินเดียวกัน  

ซึ่งแผ่นดินนี้คือ   แผ่นดินไทย   

เราต้องมีความรักใคร่สามัคคีกัน 

ขอขอบคุณแหล่งที่มา  http://www.pantown.com  

โดย สายน้ำที่ไหลเย็น

 

กลับไปที่ www.oknation.net