วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

= โมโกจู : สามประสบ ในวันแห่งความรัก =



 วาเลนไทน์ปีนี้ ไม่ได้ไปเข้าป่าไหน เพราะภารกิจผูกพัน เลยหันมารีวิวป่าสวยที่เคยไปเยือน ในวันแห่งความรัก "โมโกจู" แห่ง อุทยานแห่งชาติแม่วงศ์ 

โมโกจู ... เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่าเหมือนฝนจะตก เพราะความที่ยอดเขาสูง มีเมฆหมอกปกคลุม กับเสียงลม มีอากาศหนาวเย็นตลอดเวลา ... โมโกจู เป็นป่าใหญ่ในภาคเหนือตอนล่าง ก่ำกึ่งระหว่าง  จ.กำแพงเพชร กับนครสวรรค์ เป็นอีกดินแดน ที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันจะได้ไปเยือน ทั้งในเส้นทางน้ำตก ที่ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน หรือจะเดินขึ้นยอดเขาสูง ก็ใช้เวลาเบ็ดเสร็จ 5 วัน 4 คืนกำลังดี  ที่นี่มีตำนานเล่ามากมาย วิกกี้คงสาธยายในนี้ไม่หมด  นับตั้งแต่เพื่อนที่เข้าไปน้ำตกแม่กระสา กลับมาเป็นโรคสครัฟไทฟัส แทบตาย  หรือ กระเหรี่ยงลูกหาบตาย แล้วฝังศพ ไว้ในที่สวยริมน้ำ (คลองไหนป๋มจำไม่ได้ซะแล้ว แต่เพื่อนมันดันเล่าให้ฟังก่อนเข้าไปนี่ซิ)   หรือแม่กระทั่งเส้นทางที่มีทาก หรือ ทางขึ้นยอดที่โหดเอาการ และ หินรูปเรือใบ ที่หลายคนบอกว่า เดินแทบตายเพื่อมาถ่ายรูปคู่กับหินก้อนนี้

แต่สำหรับวิกกี้  อยากไปสัมผัสป่าใหญ่ ที่ยังอุดม ในแถบนี้ ที่หลายคนบอกว่าเดินยาก เหนื่อย เพราะเส้นทางยาว รวมระยะทางไปกลับ 27 กิโลเมตร จากที่ทำการ บวกอากาศหนาวจัดและธารน้ำที่ต้องข้ามไป-มาถึง 9 คลอง

หลังจากนัดแนะกันเสร็จสรรพ จากการเปิดรับสมาชิกในบอร์ด ของ trekkingthai.com โดยนาย Metalic ดูเหมือนเราจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ขอติดตามไปด้วย พร้อมกับช่วยจัดการทริป โทษฐานจัดทริปเดินป่าหารเฉลี่ยมาตลอด  กับผู้ร่วมขบวนการ รวมแล้ว 6 คน มี Vickie, Metallic, Rookiex, Pom, Taro, Fisho ที่ติดรถไปด้วยกัน อืมมม ค่าเข้าอุทยานอานเชียว 

แต่ยังก่อน มีข่าวแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า มีอีกกลุ่มหนึ่ง 5 คน ไปด้วยกันได้  เย้ ๆ ๆ  จะได้ประหยัดไปเยอะ เพราะค่าเข้า โมโกจู เค้าคิดเป็นแพ็ก ล่าสุดรู้สึกจะอยู่ที่ราคากลุ่มละ 7,000 บาท ต่อนักท่องเที่ยวสูงสุดในกลุ่มไม่เกิน 12 คน

เพื่อนอีกกลุ่มมาจากระยอง ทำทีมโดยพี่เล็ก เจี๊ยบ พี่หมี นู๋เดียร์ และสาวตั๋ม เรานัดแนะเจอกันกลางทาง ค่ำวันที่ 9 กพ.49  แล้วขับรถตามกันไป ที่หน่วยแม่รีวา อช.แม่วงศ์ ก่อนที่เนฯอย่างป๋มจะพาเข้าแยกลานสาง ไปทางเขาชนกัน แต่ดันไปหลุดตรงเส้นทางตัดใหม่ เข้าหน่วยแม่เรวา ก็ปีที่ป๋มไปเค้ากำหนดให้เดินขึ้นจากหน่วยแม่เรวา ซึ่งมันอยู่ก่อนถึงตัว อช.แม่วงศ์(หน่วยใหญ่) ซึ่งอันนั้นไปง่าย เข้าทางเส้นคลองลาน  จ.กำแพงเพชร  ก็สบาย ๆ

กว่าจะหลุดจากเส้นทุรกันดาร ก็เลยทางเข้าหน่วยแม่เรวาไปไกลโข  เกือบจะอยู่ครึ่งทางระหว่าง อช.แม่วงศ์ กับหน่วยแม่เรวา เวลาตอนนี้ปาเข้าไปตี 2 แล้ว สุดท้ายก็ตัดสินใจ ไปหาที่นอนกันแถวตลาดสดดีกว่า ตื่นเช้ามาได้เตรียมเสบียงให้เสร็จไปเลย  ถึงหน่วยก็จัดการ มื้อเช้า เคลียร์ค่าใช้จ่ายกับทางหน่วย .....โน่นเลย พี่ชาลี เจ้าของร่างสูงใหญ่ ที่เดินมาดูแล  อีกคนหนุ่มเบิร์ด  คนที่ดูจะห่าม ๆ ไม่กลัวใคร แล้วก็รู้มาว่า เคยเข้าป่าเป็นอาทิตย์ โดยมีแค่ไฟแช็คติดตัวไปอันเดียว ...สุดยอด สุดยอด.


จุดเริ่มต้น ที่คลอง 0

เช้าวันแรกของการเดินทางไกล  อาศัยเหมารถเจ้าหน้าที่ไปส่งที่คลอง 0 จุดเริ่มเดิน ที่เราจะต้องผ่านทั้งหมด 9 คลอง ก่อนขึ้นยอดสูงสุด ตามหาหินเรือใบ 
สายๆ ราว 10 โมง พวกเราทั้ง 11 คน  เจ้าหน้าที่ 2 คน และลูกหาบอีก 3 คน ก็เริ่มขึ้นเป้ บริเวณคลอง 0 ที่เราจะต้องข้ามน้ำไปอีกฝั่ง  จากนั้นก็เข้าแถวเรียงเดี่ยวเดินเข้าป่า  เดินไปไม่ไกลนัก ก็สำนึกได้ถึงความระอุของผิวดิน จากไฟป่า ที่เริ่มลุกลามพื้นที่ป่าชายขอบ บางจุดต้นไม้ไหม้ไปหมดแล้ว บางจุดยังมีกลุ่มควันอยู่  แต่ทว่าตามเทรลกลับเป็นช่องให้เดินฝ่าไปได้โดยสะดวก  โอว ว ว ... อย่างนี้ขาออกมาจะรอดมั๊ยนี่


ธารน้ำคลอง 0 ให้ชื่นใจ ก่อนที่ห้วงเวลาถัดไป จะต้องฝ่าแดดร้อนระอุ

อากาศที่ร้อน แสงแดดที่แผดเผา กับไอร้อนผะผ่าว ของไฟป่า   ทำให้ร่างกายของป๋มร้อนขึ้นกว่าเดิมมาก ที่เดิมที่ไม่ค่อยจิบน้ำเวลาเดิน  กลับต้องจิบถี่ขึ้น พร้อมกับที่ในใจเรียกร้อง เมื่อไหร่จะถึงคลอง 1 เสียที อยากแช่น้ำเต็มแก่ ก่อนที่เครื่องจะฮีทซะก่อน


เราเดินไปพักไป ถ่ายรูปไป จนผ่านไปราวเที่ยงเศษ   ก็ได้ยินเสียงน้ำไหล พร้อมกับเสียงคนเดินนำที่ดูจะดีใจ ถึงคลองแล้ว   ใจมาเป็นกอง  ป๋มวางเป้ได้ ก็โดดลงน้ำก่อนเลย กระแสน้ำที่เย็นเจี๊ยบ ค่อยๆ ดูดไอร้อนออกไปจากตัว ก่อนจะส่งผ่านความเย็นเข้ามาแทนที่  แม้จะตอนกลางวัน แดดเปรี้ยง แต่น้ำก็เย็นได้ใจ  เล่นน้ำจนพอใจ  ค่อยขึ้นไปกินข้าวเที่ยง ที่เพื่อนๆ เริ่มจัดแจงทยอยนำอาหารออกมาแล้ว


ขอแช่น้ำ ลดความร้อนในร่างกายก่อนละกาน

 
วิวจากที่พักนั่งกินข้าวเที่ยง ริมคลอง 1


หลังมื้อเที่ยงเราพักกันไม่นานนัก ก็เริ่มออกเดินทางกันต่อ ข้ามคลอง 1 ไปลงคลอง 2 ต่อไปคลอง 3 ซึ่งคลองนี้ ดูจะกว้างเอาการ  ป๋มก็เล่นน้ำมันทุกคลองที่ผ่าน  น้ำใสๆ ไหลริน ไม่ลึกมาก ป๋มชอบ  แต่ถ้าเจอน้ำนิ่งๆ มองไม่เห็นก้น  โดยมากจะไม่ลงเล่น  แต่จะรีบข้ามไปไวๆมากกว่า

จากคลอง 3 เริ่มเดินไต่ทางชันขึ้น แม้ไม่ชันมาก แต่ทำเอาต้องหยุดหอบเป็นระยะ  จนไปสุดที่ริมฝั่งคลอง 4   คลองนี้ไม่กว้างมาก แต่น้ำก็ดูจะลึกกว่าเพื่อน เราพยายามปีนป่ายไปตามก้อนหินใหญ่กลางน้ำ ก่อนจะไปข้ามน้ำตรงจุดแคบๆ

วันนี้แดดดีจริงๆ ทำให้คุ้งน้ำดูสวย แต่ป๋มก็ถ่ายรูปช่วงข้ามน้ำไว้ไม่ได้มากนัก เพราะมัวแต่เล่นน้ำเรียกว่าเดินกันตัวเปียกตลอดทาง  กระทั่งข้ามน้ำคลอง 5 ไป เราจึงมองหาที่พักสำหรับค่ำคืนนี้ เป็นลานกว้างกลางป่าไผ่ ที่ใกล้กับคลอง 2 เส้น  เรียกว่ามีน้ำกินน้ำใช้สบาย ป๋มได้ทำเลผูกเปลนอน ก็นู่น ริมแคมป์
ห้องอาบน้ำของเรา ฝาห้องเป็นต้นไม้ กับกอหญ้าริมน้ำ  มีท้องฟ้าเป็นหลังคา พื้นเป็นหินกรวด กับน้ำใสๆ ไหลเชี่ยวเล็กน้อย เรรยกว่าถ้ายันตัวไม่ดี ก็ไหลไปตามน้ำกันทีเดียว  เล่นน้ำกันจนเกือบค่ำ ก็ค่อยขึ้นไปทำกับข้ามกินกัน  

มื้อค่ำวันแรกเป็นมื้อละลายพฤติกรรม เราค่อยๆทำความรู้จักกัน เพราะว่าไปในทริป 11 คน ป๋มเคยออกทริปกับน้องอีก 2 คน ส่วนอีกคนก็เคยคุยกันเรื่องทริป นอกนั้นก็เพิ่งเคยเจอหน้ากัน  แต่วิกกี้เชื่อเสมอว่า หากเรารักการเที่ยวคล้ายๆ กัน เราก็คงพูดจาภาษาเดียวกัน และก็เป็นเช่นนั้น...

หัวหน้าทริป 2 กลุ่ม พี่เล็กกับ พงษ์Metalic(พยายามคุยออกสำเนียงเหน่อเดียวกัน) แซวกัน รับลูกกันไปมา ดูจะคุยเข้าขากันดี จนเพื่อนๆ แซวว่า สงสัย เป็นพี่น้องที่พลัดพราก เพิ่งมาเจอหน้ากัน


เช้าวันแรกในป่าใหญ่ ตื่นมาแบบไม่รีบเร่ง เพราะไม่รู้จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหน ก็ได้แต่ลุกมาต้มน้ำชงกาแฟกิน แล้วก็ค่อยไปล้างหน้าล้างตา ทำกับข้าว เก็บสัมภาระ ก่อนจะลงมือหม่ำมื้อเช้า แล้วก็ออกเดินทาง วันนี้เป้าหมายของเราจะไปนอนกันที่คลอง 9  คลองสุดท้ายก่อนขึ้นยอดโมโกจู  

หลังอิ่มหนำสำราญ  เราก็ขึ้นเป้กันอีกครั้ง “หนักเหมือนเดิมเลยหว่ะ” ป๋มคิดในใจ   เดินไปคุยไป กลายเป็นว่าเหลือป๋มกับเจ้าปอม 2 คน ที่เดินมาด้วยกัน 


“เอ้า  หยุดรอก่อน”  รอด้วย ถ่ายรูปด้วย 

“นึกว่าจะไม่ได้เดินป่าด้วยกันสักครั้งซะแล้ว” 

 ก็ป๋มกับน้อง คุยกันมาตั้งนาน แต่ไม่เคยออกทริปด้วยกันซะที

พอมากับครบ เราก็เริ่มเดินกันต่อ  แต่อย่างว่า สไตล์เดินป่าของป๋ม ไม่ชอบเร่ง ไม่ชอบกดดัน ใครเดินเร็วเดินไปก่อน ใครเดินช้าเดินทีหลัง เว้นแต่ทางแยก หรือทางที่ไม่เป็นทาง คือมันไม่ชัด  ก็รอไปพร้อมกัน 

ป่มเดินไปถ่ายรูปไป  เล่นน้ำไประหว่างข้ามคลอง ตั้งแต่คลอง 6 - 7 - 8  จากคลอง 8 เริ่มเป็นเส้นทางเดินทางราบ มีป่าไผ่เป็นระยะ 

เดินไปถ่ายรูปไป  มารู้ตัวอีกที  อ้าว เหลือตรูอยู่คนเดียว “อืมมม  ทำไมเงียบจัง”   พอคิดถึงความเงียบ  ป๋มก็รีบจ้ำอ้าว ตามเพื่อนกลุ่มหน้าไป อย่างน้อยๆ มีเพื่อนให้อุ่นใจดีกว่า เพราะขืนหยุดรอเพื่อนกลุ่มหลังกว่าจะมา ป๋มอาจจะเกิดอาการปอดแหกซะก่อน 5 5 5 5

ถึงที่หมาย คลอง 9  ชอบมาก ที่พักดูจะเป็นทำเลที่ดี มีที่ผูกเปลพอดิบพอดี  อยู่ริมธารน้ำ ตามสเป็ค เราจัดแจงกินข้าวมื้อเที่ยง กันที่นี่ มีเวลาเหลือเฝือ เดี๋ยวบ่ายไปเดินเที่ยวน้ำตกแม่รีวากัน   จากที่พักไปน้ำตกแม่รีวา ไม่ไกลนัก เดินราว 1 ชั่วโมง แบบไม่ต้องแบกเป้ มีเสียวก็ตอนเดินข้ามขอนไม้ไปอีกฝั่ง แม้จะเป็นขอนไม้ใหญ่ แต่มันสูง แล้วก็ไกล แล้วไหนจะต้องแอคชั่นถ่ายรูปอีก ทำเอาขาสั่น  แต่ก็ผ่านไปได้ทุกคน แต่พอข้ามไปแล้วนี่ซิ คราวนี้ต้องปีนๆ ๆ ๆ ทางชัน เพื่อขึ้นไปเหนือแอ่งน้ำตก ป๋มเองขอเล่นอยู่ในแอ่งข้างล่างแล้วกัน เพราะมองเห็นทำเลงามๆ ให้นอนแช่น้ำเล่น   .... ส่วนเพื่อนๆ ที่ขยันปีน ก็ไปต่อกันด้านบน เป็นแอ่งน้ำให้โดดเล่นกัน เป็นที่สนุกสนาน 


 น้ำตกแม่เรวา

เล่นน้ำกันจนเกือบเปื่อย  ค่อยกลับ  แต่ป๋มว่าขากลับดูจะเดินเร็วกว่าเดิม  สงสัยเป็นเพราะเริ่มรู้จักทาง แต่ตอนไปใกล่จะถึงที่พักนี่ซิ ก็เกือบหลงไปเหมือนกัน  เพราะมัวแต่ชะล่าใจ ก้มหน้าก้มตาเดิน เงยหน้ามาอีกที เฮ้ย  ไปไหนกันหมดหว่า เทรลหายไปไหนเนี่ยะ  555  แต่ก็ได้ยินเสียงกู่รับของเพื่อน  อ้อ..ข้างหน้าแฮะ

กลับถึงที่พัก ก็เกือบ 5 โมงเย็น  คราวนี้จัดแจงอาบน้ำอย่างเป็นเรื่องเป็นราว  ก่อนจะมาล้อมวง ช่วยกันทำกับข้าว  มื้อนี้ เต็มที่ อาหารเหลา 5 5 5 ตบท้ายด้วย ขนมหวาน วุ้นใส่ข้าวโพด  ก่อนจะเอกเขนก คุยกัน  ส่วนพี่เล็ก”หนุ่มบ้าพลัง”จากเมืองระยอง ก็ชวนพวก ไปส่องปลา ส่องกบกัน แบบหาอะไรทำหนุกๆ 
“โห  พี่ แบกแม็กไลน์ อันเบ้อเร่อ มาเลยเหรอ” (ขนาดถ่านใหญ่ 3 ท่อน)   ไหนจะมีตะเกียงน้ำมัน แบบตะเกียงเจ้าพายุมาอีก    พี่เล็กไปส่องกบส่องปลากันไม่นาน ก็กลับมา นั่งเมาท์กันต่อ “ธ่อพี่นึกว่าจะได้กบมากิน”
แต่พี่เล็กตอบอะไรไม่รู้ ป๋มจำไม่ได้ ฮา  เรานั่งคุยกันสัพเพเหระค่อนดึก ถึงได้แยกย้ายกันไปนอน

ป๋มตื่นเช้านี้ด้วยความสดชื่น ป๋มชอบนะเวลามานอนในป่า เหมือนได้นอนเติมอิ่ม สูดอากาศได้เต็มปอด วันนี้เราจะต้องเดินทางชันขึ้นยอดกันแล้ว เพราะงั้น ข้าวของไม่จำเป็นคงต้องเก็บไว้ที่แคมป์นี่ อาหารเอาเฉพาะที่เบาๆ พอทำกิน 2 มื้อ ซึ่งแน่นอนป๋มก็เน้นพวกมาม่า ยำทูน่า ผัดผัก ซึ่งเสบียงบางส่วนป๋มกับน้องปอมยัดลงเป้แบกไปเอง รวมถึงของหวานยามค่ำคืน


บางคนบอกว่า เวลาเดินขึ้นยอดเขา ให้ก้มหน้ามองเท้า จะได้ไม่เหนื่อยมาก หรือรู้สึกท้อ โดยเฉพาะถ้าเป็นเขาชันๆ หรือมองชั่วระยะก้าว สลับกับบางไกล เพื่อระวังชนต้นไม้กิ่งไม้  แต่หลายครั้งที่วิกกี้ มักเลือกที่จะแหงนหน้ามองยอดไม้ โดยเฉพาะเมื่อยามอยู่ในดงไม้ใหญ่ แล้วก็ไม่ผิดหวัง เมื่อได้เจอความเขียวชะอุ่มของใบไม้

 

หรือจะมองไปสาองข้างทาง ก็อาจจะได้เห็นดอกไม้แปลกตา วิกกี้จำชื่อเจ้าดอกนี้ไม่ได้อีกแล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนไปก็ไล่อ่านหนังสือ  กลับมาก็เอารูปมาเทียบกับหนังสืออีก แต่ก็ชอบลืมแฮะ

ยังมีกล้วยไม้ดินที่เจออีก 2 ชนิด แต่มือไม่นิ่งพอ เลยไหวหวั่น จนไม่กล้านำมาให้เพื่อนไอเดนฯ


ร่มไม้ใหญ่ ที่ยังหาได้ไม่ยากในป่าใหญ่

แล้วเราก็หมดก็เริ่มไต่ระดับทางชันขึ้นไปเรื่อยๆ   ดูท่าจะไม่สิ้นสุดเอาง่ายๆ  ป๋มเดินไปพักไป หอบไป แต่ไป ๆ มาๆ  อ้าวเฮ้ย ไปไหนกันหมดเนี่ยะ เหลือป๋มกะน้องปอม เดินกันอยู่ 2 คน ตรงกลาง กลุ่มหน้าลับไปแล้ว กลุ่มหลังยังไม่มา  แต่เส้นทางชัดเจน  เราก็ค่อยๆ ไต่ไป โชคดี ที่ฤดูนี้ไม่มีฝน เลยไม่มีทากมากวนใจ

 
เริ่มจะเที่ยงที่ยงแล้ว  เราก็ยังคงไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ บางช่วงเป็นทางราบสันเขา บางช่วงก็ไล่ระดับขึ้น จากที่ระดับความสูงหลักร้อย ไต่ขึ้นไปหลักพัน  ก่อนจะไปเจอพรรคพวกส่วนหน้า นั่งกินข้าวเที่ยง ที่แบ่งกันถือมาคนละห่อ รออยู่ เราก็จัดการมั่ง ถือโอกาสพักไปด้วยในตัว  จากจุดนี้ เดี๋ยวต้องตัดลงดิ่งๆ หน่อย แล้วช่วยกันเอาขวดที่ทิ้งไว้รองน้ำขึ้นไปตรงที่พักกันด้วย 



 ชอบทรงเจ้าต้นนี้มากมาย อยู่ริมผา ก่อนจะตัดลงหุบ เพื่อขึ้นไปยังยอดสูงสุดของโมโกจู

ระหว่างไต่ลง  ป๋มหล่ะไม่ชอบเลย  เพราะมันดิ่งลงไปมาก  แสดงว่าจะต้องดิ่งขึ้นอีกฝั่งมากเช่นกัน  แล้วก็ไม่ผิดจากที่คิดเท่าไหร่   ทางขึ้นอีกฝั่งชันมากๆ  บางช่วง 2 มือต้องช่วยปีนป่าย  ส่งวตัวเองขึ้นไป แล้วที่สุด  เราก็ไปถึงลานโล่งๆ ที่ได้ยินพี่เจ้าหน้าที่บอกว่าเราจะพักกันตรงนี้แหล่ะ เย้ๆ ๆ   ถึงซะที  ดูนาฬิกาตอนนั้นบอกเวลา บ่าย 3 กว่าๆ อย่างนี้เราก็จะมีเวลาไปถ่ายรูปตรงหินเรือใบกันก่อนค่ำหน่ะซิ

 
เพื่อนโพ้ม "นายเต๋า-ทาโร่" เป็นคนถ่ายกั๊บ ... เลยได้เห็นสภาพเปลตัวเอง

ป๋มจับจองที่ผูกเปล ได้มุมกำลังดี  แต่ที่รู้มา ก็คือป๋มไปแย่งทำเลทอง ของพี่ชาลี ที่มักมาผูกตรงนี้ประจำ ฮา
แต่ด้วยอากาศที่น่าจะเย็นยะเยือก ป๋มเลยต้องผูกเปลต่ำๆ ลดฟรายชีตลงมาให้ต่ำ เพื่อว่าลมจะได้ไม่โกรกเข้ามาซ้ำเติมให้นอนหนาว เพราะถุงนอนของป๋ม extream แค่ 9 องศา บวกเสื้อฟรีท แล้วก็เสื้อใส่นอน น่าจะพอเอาอยู่

ผูกเปลเสร็จ เพื่อนที่ล่วงหน้ามาด้วยกันเตรียมที่นอนเสร็จ  เราก็คว้ากล้อง อออกเดินไปริมหน้าผา ถ่ายรูปกันก่อนดีกว่า ฝากเจ้าหน้าที่คอยบอกเพื่อนกลุ่มหลังให้ตามไป


สโลปเขา ที่เราต้องก้าวผ่าน


กับชะง่อนหิน ที่ได้นั่งหย่อนขา

เดินไม่ไกลมาก ก็ทะลุดงต้นไม้ต้นเตี้ย ออกสู่สันเขาแคบๆ ซ้ายก็ผา ขวาก็เหว   มีกล้วยไม้เอื้องแซะภู ออกดอกเต็มต้นไม้ใหญ่ที่มันอิงอาศัย  กุหลาบขวายังมีดอกงามๆ  และงามเข้าไปอีก ก็ทะเลหมอก ที่พัดมาเป็นระลอก 


หมู่ไม้ที่ดูเรือนยอดหนาแน่นในหุบ จนน่าดีใจ


กุหลาบขาว


กุหลาบแดง

 


ดอกเดี่ยวริมผา


 เอื้องตาเหิน(Dendrobium infundibulum Lindl. )
[ขอบคุณพี่อัง มาสะกิดบอก ป๋มเขียนไปได้ไงหว่า เอื้องแซะภู]


ระบำหมอก หยอกเย้า เจ้าภูผา


ยืนตระหง่าน ท้าแดดลม และสายหมอก


 
โฉมหน้าหินรูปเรือใบ ที่ใครต่อใครดั้นด้นมาเพื่อจะถ่ายรูปด้วย ที่ระดับความสูง 1964 ม.รทก.


ลานตรงนี้ ก็มีที่อยู่แค่เนี่ยะ

 
เลยเดินเลยไปด้านหลังหินเรือใบ ถ่ายเบื้องหลังกันซะหน่อย


เบื้องหน้า


สันเขาทอดยาว...อยากรู้จังไปถึงไหน


สายหมอกที่พัดมาระลอกแล้ว ระลอกเล่า เหมือนพยายามจะข้ามผ่านสันเขาไปให้ได้



ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แล้วเจ้าหมอกหนานุ่ม ก็เคลื่อนข้ามสันเขาได้สำเร็จ



เรานั่งเล่น ถ่ายรูปกันจนเพลินพอที่กลุ่มหลังจะตามมาทัน  วันนี้ถ่ายรูปซะให้พอใจ เผื่อพรุ่งนี้ขี้เกียจตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้น ที่ดูจากสภาพหมอกแล้วไม่แน่ใจว่าจะได้เห็นหรือเปล่า

ค่ำคืนนี้  มื้ออาหารง่ายๆ  ใช้น้ำไม่มากนัก ก่อนจะตบท้ายด้วยปลาหมึกย่าง เหลือเชื่อ ป๋มไปนั่งย่างปลาหมึก บนภูเขา บนดอยโมโกจู 5 5 5 5  พี่เล็กหอบหิ้วปลาหมึกแห้งตัวโตๆ มาจากระยอง นั่งปิ้งกับตะเกียงน้ำมัน 


แล้วก็ยังมีมาม่าต้มซดน้ำแกงร้อนๆ ดับความหนาวเย็นของอากาศ มีไผ่หลอดเป็นตะเกียบและหลอดดูดน้ำแกง ป๋มก็เพิ่งเคยเห็นไผ่หลอด  ก่อนนอนยังมีของหวานเสิร์พในกระทะร้อนๆ ข้าวโพดคลุกเนย ที่เอาขนมปัง ลงไปชุบเนยหวานๆ เค็มๆ ร้อนๆ ในกระทะ กินเป็นฟองดูว์ ไปเลย  ก่อนจะแยกย้ายไปห่อตัวนอนเปลใครเปลมัน 

แต่คืนนี้หลายคนไปนอนเบียดกันเป็นปลาทูเข่งหญ่าย  เห่ะๆ

เมื่อคืนอากาศหนาวได้ใจ  ดีนะที่กางเปลต่ำๆ แล้วก็ยังดีที่ไม่ลืมเอาแผ่นรองเปลมาด้วย ม่ายงั้นนอนไม่หลับทั้งคืนแน่ เพราะไหนจะลม แล้วยังน้ำค้างแรงอีก  

ป๋มตื่นตอนเช้ามืด หลังได้ยินเสียง คนเดิน เสียงเรียกไปดูพระอาทิตย์ขึ้น แล้วก็ยังมีเสียงของนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่ขึ้นมาทีหลังเรา  ซึ่งไปตั้งแคมป์อยู่ด้านล่าง ทะยอยกันเดินมา 

ป๋มเองกว่าจะฉุดตัวเองออกมาจากถุงนอนอุ่นๆ ได้ ก็นับ 1-10 ไปหลายรอบ

เดินส่องไฟฉายกันไป พระจันทร์ยังค้างฟ้า  ส่วนพระอาทิตย์ยังไม่โผล่มา หมอกฟุ้งกระจาย จนไม่แน่ใจว่าจะได้เห็นแสงสีทองฉาบฟ้า  ระหว่างรอก็ต้องเดินไปเดินมา เพื่อไม่ให้หนาว  เพราะนอกจากอากาศเย็นแล้ว น้ำค้างยังลงจัดด้วย ดูหลักฐานก็ได้


หนุ่ม .... พระจันทร์


วันนี้โชคไม่เข้าข้าง  หมอกหนา ฟุ้ง เมฆแน่นท้องฟ้า เกินกว่าแสงอาทิตย์จะทอส่องมา


แต่เราก็ยังปีนป่าย  ถ่ายรูปกับหินเรือใบ ทั้งที่ลมแรงจัด


บางคนลากถุงนอนมาห่มต่อด้วย


หนุ่มคนนี้ มากันคนละทริป  แต่ดูจากสภาพที่เห็น ป๋มเลยขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก
โอว ว ว ว .. เกือบละ เกือบเป็นแม่คะนิ้งแล้ว

พวกเราผลักดันปีนขึ้นไปบนหินเรือใบ ถ่ายรูปกันจนพอใจ  ถึงได้เดินกลับแคมป์ได้ซะที   เช้านี้เรากะว่าไม่โอ้เอ้มาก   ยิงยาวลงไปกินข้าวเที่ยง ที่คลอง 9 แล้วเดินออกให้ได้ระยะมากที่สุด วันสุดท้ายจะได้เดินสบายๆ   ไม่สายมากนัก ราว 9 โมงกว่าๆ  เราก็เริ่มทะยอยกันเดินลง  เพื่อนอีกกลุ่มกำลังเก็บข้าวของเพื่อเดินลงเหมือนกัน  บางส่วนเดินลงไปก่อนแล้ว 


หมอกหนาๆ จวนสาย  เลยไม่ได้แสงสีทอง ... สงสัยต้องมาซ่อม

ขาลงนี่ ใช้เวลาไม่มากนัก เพราะกึ่งเดินกึ่งวิ่ง  ตรงไหนทางชันๆ ก็จะกึ่งวิ่งลง เพื่อจะได้ไม่เสียหลัก แล้วเข่าก็ไม่ต้องรับน้ำหนักมากเกินไป  เดินไปเดินมาเหลือกันอยู่ 3 คน เจ้าโกโดนอะไรเข้าตาไม่รู้ อยู่ตรงเปลือกตา  ให้ป๋มดูให้ ก็มองไม่เห็น แต่น้องบ่นมันยังเจ็บแปล๊บๆ อยู่เลย   เดี๋ยวถึงที่พักดูใหม่....  ราวๆ เที่ยง เราก็ลงไปถึงที่พัก เลยจัดแจงเตรียมอาหารมื้อเที่ยง  กะว่าเพื่อนๆ คนอื่นลงมาถึงก็จะได้กินเลย แล้วก็เดินทางกันต่อ
เดินไปคุยไป เหนื่อยนักก็พักเล่นน้ำ ตะวันคล้อยลงทุกที  เราเดินข้ามน้ำคลองแล้ว คลองเล่า  เก็บผักกูดไปด้วย

จนผ่านคลอง 6 “เฮ้ยตรงนี้น่าพัก เมื่อตอนขามา เลยหยุดเร็วไปนิดนึง ถ้าเลยมาหน่อยก็เจอธารน้ำตรงนี้แล้ว”  แต่วันนี้ คลองนี้เป็นที่พักของนักท่องเที่ยวอีกกลุ่ม เท่าที่ป๋มรู้จักในเว็ป trekkingthai ก็มีพี่คมรัฐ แล้วก็ดิเรก

งั้นเราไปต่อ ข้ามมาคลอง 5 คลอง 4 แล้วไปสุดอยู่ที่คลอง 3 ราว 5 โมงเย็น  “เดินกันจริงๆ  ผมว่าออกไปชายป่าเลยก็ได้นะ”  เบิร์ดแซว เมื่อเห็นพวกเราเดินกันเร็วกว่าเคย
“ไม่เป็นไร  ยังเหลืออีกตั้ง 1 วัน พรุ่งนี้เที่ยงก็ถึงแล้ว”

วันนี้เราเล่นน้ำกันเย็นหน่อย  แต่ขอแช่ให้เท้าหายเมื่อยหน่อยเถอะ ป๋มรู้สึกแต่ว่า วันนี้ขาเริ่มบวม แล้วก็พองอีกต่างหาก เพราะตอนเดินข้ามน้ำ ทรายจะชอบเข้าไปในรองเท้า แล้วก็ขี้เกียจที่จะถอดรองเท้าออกมาเคาะซะด้วย พอเดินไปนานๆ มันก็เลยเจ็บ  

วันนี้พระจันทร์เต็มดวง ป๋มชอบจัง  แต่เพื่อนๆ ไม่ยักกะมีใครออกมานั่งบนหินกลางน้ำ  ป๋มเลยปลีกวิเวก มานั่งดูแสงจันทร์  ถ่ายรูป  เขียนโปสการ์ดด้วย
ในขณะที่กลุ่มหนุ่ม ก็พากันไปลองไฟฉาย ตามลำน้ำเหนือขึ้นไป

แสงจันทร์สาดส่องตามลำน้ำ...ดูลึกล้ำ

เรานั่งคุยกันรอบกองไฟเหมือนเดิม ไล่เลียง จนได้รู้ว่า Rookiex เป็นเด็กปากพนัง นครศรีฯ จบจาก มอ. ในขณะที่เพื่อนใหม่อีกกลุ่ม ก็เป็นศิษย์เก่า มอ. ตั้ง 3 คน  โห....รุ่นพี่มาเจอรุ่นน้องก็คราวนี้   เลยยิ่งคุยกันออกรส   ส่วนพี่เล็ก กับพงษ์ metallic หน่ะเหรอ คุยเข้าขากันตั้งกะคืนแรก

เช้านี้ตื่นมาอย่างคนขี้เกียจ  โอ้เอ้อยู่ในเปล จนได้กลิ่นกาแฟนั่นแหล่ะ ถึงได้ลุกออกมาได้   เจ้าโกยังบ่นเจ็บตา  ตาเริ่มบวมด้วย สว่างแล้วเลยได้น้องเจี๊ยบพยาบาลคนสวย แหกตาเจ้าโก ดูไปดูมา นี่มันตัวอะไร “อ๋ายยยย  เห็บลม”  ดีนะที่เจอซะก่อน ตัวจิ๊ดเดียวเนี่ยะ แต่ฤทธิ์ร้ายนัก ถ้าแพ้หล่ะก็ ตามบวมไปหลายวันเชียว บางคนจะพาลจับไข้

พวกเราส่งต่อกันดูหน้าตาเจ้าเห็บลมตัวจิ๋ว ก่อนจะเก็บข้าวของ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะหน่อย วันนี้ออกเดินทางกันสายราว 10 โมง กะว่า 2 ชั่วโมงเที่ยงน่าจะถึงคลอง 0 เลยทำลายเสบียงกรังซะ จะได้ไม่ต้องแบกหนัก  แต่ .....  แต่....   เดินข้ามน้ำคลอง 3 ไป ทะลุ คลอง 2  เดินไปอีกไกลหน่อยก็คลอง 1   แดดแรงกล้า ทีเดียว จากคลอง 1 เดินเลาะป่าใหญ่อยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะโผล่หน้าไปจะเอ๋กับไฟป่า  ที่คราวนี้ ส่งไอร้อนเข้ามาใกล้มาก แถมในเส้นทางบางช่วง มีรอยไหม้ไปแล้ว  ต้นไม้ที่เห็นรายรอบตัว ยืนต้นดำ เป็นตอถ่าน


ร้อนจริงๆ จวนหมดแรงแล้ว


จากราวป่าไผ่   จากดงนี้ไป ก็ต้องเจอกับต้นไม้แห้งๆ เหลือแต่ตอ

ดูเหมือนไฟจะลามเร็ว  แค่เราหายเข้าป่าไป 4 วันกว่าๆ กลับออกมาอีกที เส้นทางเดินบางช่วง มีร่องรอยไฟไหม้ เหลือแค่ช่องเล็ก ๆ ให้พอวางเท้าก้าวผ่านไป 

เราเดินฝ่าไอร้อนๆ คราวนี้เท้าที่เจ็บอยู่ พองจนรู้สึกได้  บางช่วงต้องก้าวข้ามท่อนไม้ ยังแทบไม่อยากจะยกขา แต่ก้หยุดไม่ได้ เพราะถ้าหยุดเมื่อไหร่ แรงตกทันที แถมขาจะยิ่งเจ็บมากขึ้น  เราจึงได้แต่เดินๆ ๆ ๆ ความหิวเริ่มมาเยือนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว มาม่าแห้งๆ ก็แบ่งกันกินอร่อยได้  แถมได้มะขามป้อม ที่เดินไปเจอต้น เลยเก็บๆ ๆ มากัดกินให้รสฝาดๆ ของมันช่วยบรรเทาอาการกระหายน้ำ กว่าที่เราจะฝ่าไปถึงคลอง 0 ได้ ก็รู้แต่ว่าร้อน แล้วก็เหนื่อย  

ถึงคลอง 0 เท่านั้นแหล่ะ ทุกคนลงเล่นน้ำกันราวกับเจอโอเอซิส กลางทะเลทราย  แช่น้ำ ดำผุดดำว่าย ระหว่างรอรถเจ้าหน้าที่มารับ  “เย้....เรารอดตายแล้ว  เอ้ย...เรามาโมโกจูแล้ว”

                

ป๋มเอง ไม่ได้มุ่งหมายมาแค่เพื่อพิชิต หากแต่อยากเข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ทุกครั้งที่ได้ท่องป่า ป๋มมักได้อะไรติดสมองกลับมาทุกครั้งไป และ ครั้งนี้ ... ก็เช่นกัน

ทริปนี้จบลงอย่างสวยงาม เมื่อพี่ชายมาเจอกับน้องชายที่พลัดพราก ทั้งที่บรรพบุรุษไม่รู้จักกัน.....เมื่อรุ่นพี่มาเจอกับรุ่นน้องสถาบันเดียวกันตัวจริงเสียงจริง(มอ.หาดใหญ่) โดยต่างไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน  และสุดท้าย.... เมื่อหัวใจสองดวงมาเจอกัน ...ด้วยอิทธิพลของวันแห่งความรักใช่มั๊ย ใครช่วยบอกที  ... เผื่อวันแห่งความรักปีหน้า ป๋มจะแพ็กเป้เข้าป่าอีกสักครา

                                                                      .... 14 กุมภาพันธ์ 2549... 


เส้นทางเดินป่าโมโกจู
1. หน่วยใหญ่ ไปน้ำตกแม่กระสา ก่อนขึ้นยอดโมโกจู ระยะทาง 5 วัน 4 คืน
2. หน่วยแม่เรวา ไปน้ำตกแม่เรวา ขึ้นยอดโมโกจู ระยะทาง 5 วัน 4 คืน
3. เส้นทางไปน้ำตกแม่กระสา  หรือ น้ำตก แม่เรวา ระยะทาง 3 วัน 2 คืน

ก่อนการเดินทางจะต้องทำจดหมายขออนุญาตเข้าพื้นที่ เนื่องจากที่อช.โมโกจู จะมีการจัดเส้นทางเดินป่าชัดเจน รวมทั้งกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยว ที่จะขึ้นยอดโมโกจู เพื่อให้พื้นที่รองรับได้  โดยจะเปิดให้เข้าท่องเที่ยวได้  ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน – 31 มีนาคม เท่านั้น

ในการออกทริปแต่ละทริป คิดค่าใช้จ่ายแบบเหมา 7,000 บาท (ไม่ร่วมค่าอาหาร และค่าลูกหาบ) มีเจ้าหน้าที่ร่วมเดินทางด้วย 2 คน กำหนดให้มีสมาชิกในทริปได้สูงสุดไม่เกิน 12 คน  โดยหากในกลุ่มมีสมาชิกไม่ถึง 12 คน สามารถไปรวมกับทริปที่มีคนไปน้อยเช่นกันได้  

โดย vickie

 

กลับไปที่ www.oknation.net