วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความรุนแรงที่ภาคใต้ สาเหตุและวิธีแก้ไข


ความรุนแรงที่ภาคใต้ สาเหตุและวิธีแก้ไข 

น.พ.ประเวศ วะสี

มติชน วันที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9554

1. ความรุนแรงอันไม่พึงปรารถนา คงไม่มีใครปรารถนาจะเห็นความรุนแรง นอกจากคนวางแผนที่จะทำให้เกิดขึ้น ความรุนแรงที่ 3 จังหวัดภาคใต้ มี "ไอ้โม่ง" วางแผนให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยส่งคนเข้ามาฆ่าฟันครูบ้าง พระบ้าง ตำรวจบ้าง แล้วก็หลบหนีไป

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 มีกลุ่มที่ประกอบด้วยวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ และส่วนใหญ่ใช้มีดเป็นอาวุธ ออกก่อกวนทำร้ายและปะทะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐสังหารไป 107 คน รวมทั้ง 32 คนที่ถูกสังหารในมัสยิดกรือเซะ คนไทยในส่วนกลางส่วนใหญ่คงสะใจที่ผู้ก่อเหตุถูกสังหาร เรื่องคงจะไม่สั้นๆ ตรงๆ และจบลงเพียงแค่นั้น ลองดูให้ละเอียดและลึก การก่อกวนเมื่อ 28 เมษายน ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่

(1) เป็นวัยรุ่นส่วนใหญ่ และกล้าหาญผิดปกติ ที่กล้าปะทะเจ้าหน้าที่ที่มีปืนโดยตัวเองมีมีดจะว่าถูกโด๊ปด้วยยาหรืออุดมการณ์ก็ตาม

(2) เลือกเวลาทำการตอนเช้ามืด ครั้งก่อนๆ จะทำการตอนดึกเพื่อแฝงเร้นหนีไปในความมืด การทำการในตอนเช้ามืดก็จะต้องต่อเนื่องมาตอนสว่าง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะปราบได้ง่าย เป็นการวางแผนกันมาให้ถูกฆ่า และให้เป็นข่าวหรือไม่

(3) ผู้ก่อกวนจงใจหนีเข้าไปรวมกันอยู่ในมัสยิดกรือเซะ เพื่อให้ถูกสังหารในมัสยิดหรือไม่ ไม่ว่าเราจะอธิบายการสังหารในมัสยิดอย่างใดๆ ภาพที่ออกไปทั่วโลก คือเจ้าหน้าที่ไทยที่มีอาวุธเพียงสังหารมุสลิมที่ถือมีดเป็นอาวุธในมัสยิด นี้เป็นพล็อตของใครหรือที่ต้องการเห็นไทยเป็นปฏิปักษ์กับโลกอิสลาม ซึ่งจะมีผลใหญ่หลวงตามมาหรือไม่

เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของการมองเรื่องนี้ให้ลึกๆ ยาวๆ หลังจากฝุ่นทางอารมณ์สงบลงบ้าง เราจะต้องใช้ปัญญาให้เข้าใจสาเหตุและหาทางป้องกัน

2. วิธีมองเหตุแบบอิทัปปัจจยตา การมองเหตุไม่ควรมองแบบตายตัวแยกส่วน เป็นเหตุใดเหตุหนึ่งเหตุเดียวเท่านั้น ว่าเป็นเหตุนี้ไม่ใช่เหตุนั้น หรือเป็นเหตุนั้นไม่ใช่เหตุนี้ นั้นคือการมองแบบตายตัวแยกส่วน การมองแบบอิทัปปัจจยตาคือมองการเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างพร้อม(co-arising) คือความประจวบเหมาะของเหตุปัจจัยหลายอย่างมาประชุมพร้อมกัน ไม่ใช่เหตุใดเหตุเดียว ในระบบที่ซับซ้อน(Complex System) เหตุแม้น้อยนิดก็ทำให้เกิดเรื่องใหญ่ แบบถล่มทลายได้ ที่เรียกว่า "ปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก"

ฉะนั้นในที่นี้จะวิเคราะห์เหตุประกอบกันหลายอย่างไม่ตัดอันใดอันหนึ่งออกไป

3. สาเหตุแห่งความรุนแรงในภาคใต้ 7 ประการ ต่อไปนี้คือ สาเหตุ 7 ประการ ที่อาจมีส่วนนำไปสู่ความรุนแรงในภาคใต้

(1) ความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ ปัตตานีเคยเป็นรัฐอิสระ เคยมีสงครามกับกรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ปืนใหญ่กระบอกหนึ่งที่ตั้งอยู่หน้ากระทรวงกลาโหมที่ชื่อ "นางพญาตานี" จะช่วยบอกประวัติศาสตร์ได้ดี

(2) ความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับการรวมศูนย์อำนาจของราชการส่วนกลาง ความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ระบบราชการไทยเน้นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ไม่เข้าใจและไม่เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น ความขัดแย้งนี้ดำรงอยู่ในท้องถิ่น แต่อาการของความขัดแย้งไม่เหมือนกันที่ 3 จังหวัดภาคใต้วัฒนธรรมท้องถิ่นที่เด่นคือ วัฒนธรรมอิสลาม

(3) สปิริตแห่งการแบ่งแยกดินแดน(เพื่อปกครองตนเอง) นี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ถ้าอยู่กับประเทศไหนแล้วไร้ศักดิ์ศรี ก็อยากจะแบ่งแยกไปปกครองตนเอง นี้เป็นอุดมการณ์ที่แรงและนำไปสู่ความรุนแรงมาก เช่น เมื่อปากีสถานแยกจากอินเดีย เมื่อบังกลาเทศแยกจากปากีสถาน เกิดความรุนแรงคนตายไปหลายล้านคน พวกทมิฬบนเกาะศรีลังกาก็ทำสงครามยืดเยื้อกับสิงหฬมาหลายสิบปี พวกสิกข์ก็ต้องแยกจากอินเดียไปปกครองตนเอง พวกชนเผ่าต่างๆ ในพม่าก็อยากปกครองตนเอง จนเป็นสงครามเรื้อรังมาหลายสิบปี เป็นต้น

แม้โอกาสที่ 3 จังหวัดภาคใต้จะแยกเป็นรัฐอิสระจะมีน้อย แต่สปิริตแห่งการแบ่งแยกดินแดนเพื่อการปกครองตนเองก็ยังมีอยู่ และถูกกระตุ้นให้เป็นอุดมการณ์ได้ง่าย แม้เหตุจะมาจากเรื่องอื่นใดก็ตาม

(4) การวางตำแหน่งแห่งที่(positioning) ของประเทศที่ผิดพลาด ท่ามกลางความขัดแย้งใหญ่ของโลก ความขัดแย้งใหญ่ของโลกคือความขัดแย้งระหว่างโลกอิสลามกับสหรัฐอเมริกา มีตะวันออกกลางเป็นหม้อน้ำเดือด ความขัดแย้งคู่นี้จะนำไปสู่ความรุนแรงในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องตึกเวิลด์เทรด เรื่องอัฟกานิสถาน เรื่องอิรัก เรื่องสงครามผู้ก่อการร้าย ที่ลามเลียไปทั่วสหรัฐอเมริกาก็กำลังติดกับดักที่ตรงนี้ ผมเคยเตือนว่าเราต้องระมัดระวัง วางตำแหน่งแห่งที่ประเทศไทยระหว่างโลกอิสลามและสหรัฐอเมริกาไว้ให้ดี บรรพบุรุษของเราฉลาดมากในเรื่องเหล่านี้ ดังที่จะเห็นได้ว่าเรามีสันติภาพท่ามกลางศาสนาที่หลากหลาย แต่รัฐบาลได้นำประเทศไทยเอียงข้างเป็นพันธมิตรกับอเมริกาไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสหรัฐอเมริกาก็จงใจที่จะให้เป็นเช่นนั้น เราเป็นพันธมิตรนอกนาโต้ของอเมริกา เราจับฮัมบาลีได้แล้วส่งให้อเมริกา เราส่งทหารไปอิรัก เหล่านี้ทำให้โลกมุสลิมเรียกเราว่าเป็น American Ally มุสลิมทั่วโลกย่อมไม่รักเรา ถ้าเราถูกตราว่าเป็นพันธมิตรอเมริกัน

(5) การขาดสัมมาวาจาของนายกรัฐมนตรี ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณขาดวาสนาบารมีในเรื่องวาจา แบบที่กล่าวว่า "พูดแล้วทำให้เกิดเรื่อง" การพูดเป็นเรื่องสำคัญ จึงมีพุทธพจน์เป็นอันมากเรื่องสัมมาวาจาหรือวจีสุจริต ลองพิจารณาองค์ประกอบของวจีสุจริตตามพุทธพจน์ แล้วเปรียบเทียบการพูดของนายกรัฐมนตรีดู ดังนี้

วจีสุจริต ประกอบด้วย

1) จะพูดอะไรต้องเป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง

2) พูดเป็นปิยวาจา

3) พูดถูกกาลเทศะ(แม้เป็นความจริงถ้าไม่ถูกกาลเทศะก็ไม่พูด)

4) พูดแล้วเกิดประโยชน์(พูดแล้ว เกิดโทษก็ไม่พูด)

ลองสังเกตการพูดของนายกรัฐมนตรีดูแล้วจะเห็นปัญหามากว่า พูดแล้วทำให้เกิดเรื่องเป็นผู้นำต้องไม่ให้สัญญาณความรุนแรง อำนาจรัฐนั้นนิยมใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว ถ้าผู้นำให้สัญญาณความรุนแรงอำนาจรัฐก็จะใช้ความรุนแรงเกินขอบเขต ก่อเวรก่อกรรมต่อไปเป็นอันมาก ถ้าต้องการสันติภาพต้องใช้สัมมาวาจา

(6) ขาดการฝึกสันติวิธี มนุษย์เมื่อมีปัญหาจะใช้สัญชาตญาณดึกดำบรรพ์ นั่นคือใช้ความรุนแรง หากไม่ได้รับการฝึกในแนวทางสันติวิธี ประเทศไทยมีความขัดแย้งมากแต่ขาดทักษะในการแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ผมเคยเตือนเรื่องนี้มากว่า 10 ปี แต่ก็ไม่มีใครฟัง เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 สถาบันพระปกเกล้าจัดประชุมเรื่องสันติวิธี ได้เชิญคุณทักษิณที่กำลังจะเป็นนายกรัฐมนตรีในอีก 4 วันข้างหน้ามาฟังด้วย เรารู้ว่าใครมาเป็นรัฐบาลจะต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายหลังตั้งรัฐบาลแล้ว ผมได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตรืสันติวิธี นายกฯก็ตั้งประกอบด้วยคนดีๆ เยอะทีเดียว แต่ต้องยอมรับว่ารัฐบาลไม่ได้สนใจคณะกรรมการคณะนี้เท่าใด

ยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งที่คณะกรรมการคณะนี้เสนอคือ การฝึกอบรมในวิธีการสันติวิธีให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ลองนึกดูว่าถ้าทหารตำรวจมีทักษะในสันติวิธี จะมีทางเลือกอื่นหรือไม่ในการจัดการกับวัยรุ่นที่ถือมีด ถ้าไม่มีทักษะ แน่นอนที่จะใช้ "สัญชาตญาณดึกดำบรรพ์" นั่นคือฆ่าลูกเดียว ประเทศไทยยังจะต้องเผชิญกับความขัดแย้งต่อไปอีกมาก จึงควรต้องนำสันติวิธีมาเป็นนโยบายอย่างจริงจัง

(7) ผลของการศึกษาที่ไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์ การศึกษาสมัยใหม่ใน 100 กว่าปีที่ผ่านมา ศึกษาโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง หรือศึกษาทางเทคนิค ไม่มีเลยที่จะศึกษาให้เข้าใจตัวเองและเข้าใจเพื่อนมนุษย์ เช่น แพทย์เมื่อเห็นคนไข้ก็เห็นแต่ไข้โดยไม่เห็นคน วิศวกรก็เข้าใจแต่เครื่องยนต์กลไกหรือเขื่อนโดยไม่เข้าใจคนและสังคม นักกฎหมายก็เข้าใจแต่เทคนิคทางกฎหมายเพื่อเป็นทนายความเป็นผู้พิพากษา ฯลฯ การเรียนโดยเอาวิชาหรือ "ศาสตร์" เป็นตัวตั้งโดยไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์ "ศาสตร์" ก็จะกลายเป็น "ศาตรา" ไว้ทิ่มแทงกัน การเรียนแบบนี้ทำให้คนไทยรุ่นใหม่ไม่เข้าใจแผ่นดินไทย ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ ไม่เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น ความไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจเพื่อนมนุษย์ จะทำให้ไม่เข้าใจปัญหาที่ซับซ้อน จะแก้ปัญหาไม่ได้และเข้าไปสู่การทำลายตนเอง

ผมได้พูดถึง "คลื่นวิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" มากกว่า 10 ปี และได้กล่าวว่าคลื่นวิกฤตการณ์ลูกนี้ยากที่สุด เพราะเรามองไม่เห็นว่าศัตรูคือใคร เพราะเรามองไม่เห็นตัวเราเอง ฉะนั้นจึงเป็น "วิกฤตการณ์แห่งการทำลายตัวเอง"

คุณทักษิณและพวกเราทุกคนเป็นผลของการศึกษาที่ไม่เข้าในมนุษย์ เพราะฉะนั้นความรุนแรงยังจะมีตามมาอีกมาก นอกจากคนไทยจะได้สติและทำความเข้าใจเรื่องนี้กันได้ในเวลามิชักช้านัก

ทั้ง 7 ประการนี้ คือ ปัจจัยที่เข้ามาบรรจบกันทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นในภาคใต้และยังจะมีความรุนแรงในรูปอื่นตามาอีกมาก ถ้ายังไม่ได้แก้ไขสาเหตุเหล่านี้ ขอให้พิจารณาเหตุปัจจัยทั้ง 7 เรื่องที่มาบรรจบกัน กรุณาอย่าดึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกไปทำให้เป็นเรื่องซู่ซ่าเร้าอารมณ์หรือโจมตีกันทางการเมือง จะไม่ทำให้เกิดปัญญา

4. การแก้ปัญหา นอกเหนือไปจากการจัดการตามกฎหมายสำหรับผู้ที่ทำผิดกฎหมายแล้วน่าจะพิจารณาถึงการแก้ปัญหาตามสาเหตุ 7 ประการ ดังกล่าวข้างต้น คือ

(1) ปรับเปลี่ยนโจทย์ในการเรียนประวัติศาสตร์เสียใหม่ วิธีเรียนประวัติศาสตร์ของเราล้วนซ้ำเติมผู้อื่นว่ามันเลวอย่างไร เราดีอย่างไร เป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชัง เราควรตั้งโจทย์เสียใหม่ว่าสงครามไม่ควรเกิด แต่ทำไมจึงเกิด ทำไมจะไม่เกิด ทำอย่างไรจะมีสันติภาพ

(2) รีบทำความเข้าใจความสำคัญของวัฒนธรรมท้องถิ่น แล้วรีบกระจายอำนาจการพัฒนาไปสู่วัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างอำนาจรวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น

(3) ถ้าได้ทำตาม 2 ข้อข้างต้น และข้ออื่นๆ จะทำให้ความคิดในการแบ่งแยกดินแดนลดลง เมื่อคนเรามีศักดิ์ศรีเสมอกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสุขได้ ไม่มีใครอยากแบ่งแยก แต่ถ้าขาดศักดิ์ศรีแล้ว ถึงตายก็ยอม

(4) วางตำแหน่งแห่งที่(positloning) ของประเทศไทยเสียใหม่โดยเร็ว รีบถอนทหารไทยออกจากอิรัก ประกาศอย่างหนักแน่นว่าประเทศไทยเป็นมิตรกับมุสลิมและกับอเมริกา จัดให้มีการประชุมเรื่องสันติภาพอย่างต่อเนื่องโดยเชิญนักวิชาการอเมริกันและนักวิชาการมุสลิมที่ใฝ่สันติภาพเข้ามาคุยกันในประเทศไทยเนืองๆ จะได้ผลไม่ได้ผลก็แล้วแต่เหตุปัจจัย แต่เป็นการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของประเทศไทยให้ชัดเจน การที่จะไม่ถูกกระทำโดยประเทศมหาอำนาจนั้นยากนักหนาต้องมีความพยายามมากเป็นพิเศษที่จะทำให้คนไทยเข้าใจสถานการณ์โลก และมีความเป็นเอกภาพในแนวนโยบายของเรา

(5) นายกรัฐมนตรีจะต้องมีสัมมาวาจา มีความระมัดระวังในการพูด ไม่พูดให้เกิดเรื่อง ไม่ให้สัญญาณความรุนแรง เคร่งครัดในสัมมาวาจาที่กล่าวถึงข้างต้นทั้ง 4 ข้อ

เรื่องนี้ผมทราบดีว่าทำได้ยาก จะทำได้ต่อเมื่อกำหนดรู้ใจตนเอง การศึกษาของเราล้วนศึกษาแต่เรื่องนอกตัว เกือบไม่มีเลยที่ศึกษาเพื่อให้รู้เท่าทันจิตใจของตนเอง ฉะนั้นจึงเป็นไม่ได้เลยที่เราจะไม่ถลำไปสู่ความไม่ถูกต้อง

วิปัสสนากรรมฐานเป็นการฝึกให้รู้ตนเอง และเกิดสัมมาทิฐิ ถ้ามนุษย์จะพ้นวิกฤตได้ต้องมีวิปัสสนากรรมฐานเป็นวิถีชีวิต หากท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งหมดไปฝึกวิปัสสนากรรมฐาน นอกจากจะทำให้เกิดสัมมาทิฐิ สัมมาวาจา อันจะเป็นคุณอย่างยิ่งแล้ว จะได้ส่งกระแสนโยบายให้วิปัสสนากรรมฐานเป็นวิถีชีวิตอันจะช่วยสร้างสันติภาพทั้งในประเทศไทยและในโลก

(6) รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีจะต้องสนใจ แนวทางนโยบายสันติวิธีอย่างจริงจัง ตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธีนำเสนอ แล้วช่วยกันปักธงแห่งอหิงสธรรมลงในประเทศให้ได้

(7) ปรับการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบให้เข้าใจความเป็นมนุษย์โดยรวดเร็ว ถ้าการศึกษาจะเข้าใจแต่เทคนิคโดยไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์อีกต่อไป จะเร่งให้เกิดมิคสัญญีขึ้น

การศึกษาโดยพื้นฐานของทุกคนควรจะ 1) เข้าใจจิตใจของตนเอง และจิตใจที่สัมพันธ์กับภายนอก 2) เข้าใจความเป็นมนุษย์ของคนอื่นๆ จะเรียกว่ามานุษยวิทยา หรือสังคมวัฒนธรรมก็ได้ ควรจะหาผู้รู้มาสร้างความเข้าใจต่อมวลชนโดยเร่งด่วน และในอันดับต่อไป ต้องเข้าไปสู่หลักสูตรการศึกษาทุกระดับ เพื่อพากันออกจาก "วิกฤตการณ์แห่งการทำลายตนเอง" เร็วที่สุด

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ และยากที่จะทำ แต่ถ้าเราไม่ทำสิ่งเหล่านี้ เอาแต่ทำเรื่องเงินๆ ทองๆ อย่างตื้นเขิน เราคงจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปสู่มิคสัญญีไม่พ้น ความรุนแรงต่างๆ ยังจะตามมาอีกมาก

ขอให้เพื่อนคนไทยมีสติ มีปัญญา และช่วยกันฟันฝ่าออกจากวิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์หรือ "วิกฤตการณ์แห่งการทำลายตัวเอง" ไปสู่ความสุขสวัสดีให้จงได้

โดย คุณPooh

 

กลับไปที่ www.oknation.net