วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กฎแห่งกรรมภายใต้อิทธิพลของดวงดาว(1)


กฎแห่งกรรมภายใต้อิทธิพลของดวงดาว

ตอนที่  
   
             กรรม  คือการกระทำ มีทั้งการทำความดี และการทำความชั่ว  ตราบใดที่สัตว์โลกยังไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด   ตราบนั้นย่อมมีการก่อเวรสร้างกรรม   และชดใช้กรรมที่ก่อ  ทำดีย่อมได้รับผลแห่งกรรมดีตอบแทน  ทำชั่วย่อมได้รับผลแห่งกรรมชั่วเช่นกัน   นี่คือสัจธรรม ความจริงแท้  นี่คือคำสอนของพระพุทธองค์ 

"ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป"     คำกล่าวเช่นนี้ เป็นของคนโง่เขลาเบาปัญญา  มีโมหะจริต (ความหลงผิด) ในจิตใจ จริงอยู่ที่คนบางคนนั้น สูงส่งด้วยยศศักดิ์ อัครฐาน  มีทรัพย์ศฤงคารข้าทาสบริวารมากมาย  ทั้ง ๆ ที่เบื้องหลัง เต็มไปด้วยความเลวทรามต่ำช้า  นั่นเป็นเพราะว่า กรรมดีที่เขาก่อเอาไว้ในอดีต ส่งผลให้เขาเป็นไป และถ้าวันใดกรรมดีเขาหมดลง กรรมที่เขาก่อในปัจจุบันจะต้องส่งผลให้เขาได้รับทุกขเวทนาอย่างแน่นอน

มีหลายท่านแปลกใจ  หรือหลายท่านเห็นเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ     ที่คนบางคนจะทำอะไรทีหรือมีเรื่องคับข้องใจ  ต้องวิ่งโร่ไปหาหมอดู  ให้ตรวจดวงชะตา หรือกำหนดฤกษ์ยาม พิธีกรรมต่าง ๆ ให้ ซึ่งจะว่าไปแล้ว วิชาดูหมอหรือโหราศาสตร์นั้น    ไม่ได้มีมาเฉพาะในสมัยโลกาภิวัฒน์นี้เท่านั้น  แต่มีมานานถึง ๗ พันกว่าปีล่วงมาแล้วทีเดียว  ถ้าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ พระพุทธองค์ในสมัยเมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ   คงไม่ต้องเสียเวลาศึกษาจนแตกฉาน   เหตุที่ต้องทรงศึกษาวิชานี้     เพราะเป็น ๑ ใน ๑๘ สาขา  ของศิลปศาสตร์ ที่นักรบนักปกครองต้องเรียน

วิชาโหราศาสตร์  เป็นวิชาที่ทำนายทายทัก  เรื่องราว  หรือเหตุการณ์ต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบดวงดาว  ทำนายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง  ไม่เฉพาะกับคนเท่านั้น แม้แต่สถานการณ์ต่าง ๆ ของโลก  ของ ประเทศชาติ  ตลอดจนอาถรรพณ์  โชค ลาง ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โหราจารย์ท่านจะต้องผูกดวงทุกครั้ง ก่อนที่จะพยากรณ์ออกไป   ในราชสำนักทุกแห่ง  ทั้งในอดีต และปัจจุบัน จะต้องมีพราหมณ์   ปุโรหิตาจารย์ ในตำแหน่ง พระราชครูบ้าง  พระยาโหราธิบดีบ้าง   เป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการพยากรณ์ และประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ แม้กระทั่งจะออกไปรบทัพจับศึก  ก็ยังต้องมีพิธี "ตัดไม้ข่มนาม"  กำหราบข้าศึกศัตรูเลยถ้าวิชาการแขนงนี้ไม่แน่จริง  คงไม่มีการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้แน่  เพราะโหราจารย์ เหล่านั้นคงจะถูกตัดหัวไปหมดแล้ว  คงไม่กล้าถ่ายทอดให้ลูกหลานในวงศ์ตระกูลเป็นแน่  (วิชาโหราศาสตร์    ในอดีตเป็นวิชาที่ปิดบังหวงแหน จะไม่ถ่ายทอดให้คนนอก ถ้าจะถ่ายทอดก็จะทำแบบขอไปที   เนื่องจากความเชื่อที่ว่าถ้าถ่ายทอดให้หมด อาจทำให้ศิษย์คิดล้างครูได้  ทำให้เป็นที่น่าเสียดาย ที่ปัจจุบันนี้หาผู้รู้จริงได้น้อยมาก)

แล้ววิชาโหราศาสตร์ระบบดวงดาว มาเกี่ยวพันหรือมีอิทธิพลต่อชาวโลก หรือสรรพสิ่งบนโลกนี้ได้อย่างไร ?  

ขอตอบว่า เป็นเพราะความฉลาดของโบราณาจารย์    ทีท่านได้เฝ้าเพียรสังเกต     เรื่องราวของคนตั้งแต่เกิดจนตาย ตลอดจนสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้า กล่าวคือเอาเรื่องของคนไปผูกไว้กับดวงดาว หรือการผูกดวงนั่นเอง ท่านได้จดจำทำบันทึกสิ่งต่างๆ เอาไว้ เมื่อเห็นว่าถูกต้องก็ตั้งเป็นทฤษฎี    หรือเป็นศาสตร์ขึ้นมา   ซึ่งมีมานานถึง ๗ พันปีทีเดียว ดังนั้นเมื่อคนเราเกิดมา  ในวันเดือนปี เวลาใด "โหร" ก็จะทำการผูกดวงในแผ่นวงกลม ที่เรียกว่า " จักรราศี " ซึ่งจะลงตำแหน่งของดวงดาวในราศีต่าง ๆ ในขณะเกิด  เรียกว่า "ดวงกำเนิด" เพื่อใช้ในการพยากรณ์ต่อไป ซึ่งการพยากรณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตนั้น ก็อาศัยการโคจรของดาวเช่นเดียวกัน   เมื่อดาวใดมาทับดาวใด หรือมาเข้ามุมใดในดวงกำเนิด  ก็จะทำนายทายทักไปตามสถิติที่ได้บันทึกไว้  ซึ่งผลการทำนายมักจะไม่พลาด  ถ้าไม่มีปัจจัยอื่นใดมาแทรกเสียก่อน   เมื่อเราทราบว่ากฎแห่งดวงดาวไปสัมพันธ์กับกฎแห่งกรรม เช่นนี้แล้ว    ก็จะเป็นผลดีที่เราจะได้ทราบ เหตุการณ์ล่วงหน้า จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ    เตรียมรับสานการณ์ต่าง ๆ เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือบางทีอาจกลับร้ายให้กลายเป็นดีได้
                การแก้กรรม  หรือการสะเดาะเคราะห์  ต่ออายุ    เสริมดวงชะตานั้น  บางทีก็ได้ผล บางคราวก็ล้มเหลว  ทั้งนี้ทั้งนั้น  ขึ้นอยู่กับการประกอบพิธีแก้กรรมนั้นถูกต้องด้วยเหตุและผลหรือเปล่า กล่าวคือแก้ปัญหาตรงจุดหรือเปล่า หรือ เกาถูกที่คันหรือเปล่า  และเมื่อแก้ไขตรงจุดแล้ว ต้องขึ้นอยู่กับเหตุ  หรือ
เจ้ากรรมนายเวรนั้น ๆ ด้วยว่า  เขายอมอโหสิกรรมให้หรือไม่  ยอมผ่อนปรนกรรมให้หรือไม่   หากเขา เจ็บแค้นมาก หรือเราทำกรรมหนักมาก "อนันตริยกรรม" เช่น  ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำสังฆเภทหรือยุยงสงฆ์ให้แตกแยกกัน ทำร้ายพระพุทธเจ้าแค่เลือดตกยางออกอย่างนี้ถึงแม้เจ้ากรรมเขาจะยอม แต่นายเวรเขาไม่ยอม ก็ต้องเหลือเศษกรรมให้ชดใช้เหมือนกัน
         "เจ้ากรรม" คือ ผู้ที่เราล่วงเกิน หรือก่อกรรมทำเข็ญกับเขาไว้  เปรียบเสมือน "เจ้าทุกข์" ส่วน"นายเวร" (คำว่า "เวร" แปลว่า "ผูกพัน" หรือ "ทำหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ" ) ก็คือ บรรดาทวยเทพเทวดา ทั้งหลาย ได้แก่เทวดานพเคราะห์ เป็นต้น ท่านทำหน้าที่ควบคุมให้สรรพสัตว์    หรือสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลก ให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม เปรียบเสมือน"อัยการ หรือ ผู้พิพากษา"  นั่นเอง
        
มีเจ้าทุกข์แล้ว  มีอัยการผู้พิพากษาแล้ว  แล้วใครล่ะ  ทำหน้าที่ตำรวจ  คอยไล่จับผู้ต้องหาไปรับโทษ  มีใครทราบคำตอบบ้างเอ่ย ? ถ้าไม่ทราบ อดใจเอาไว้ตอนหน้า จะแถลงให้ทราบ  รวมทั้งวิธีการแก้กรรมต่าง ๆ ว่ามีเคล็ดลับและวิธีการอย่างไร ใครควรเป็นผู้ประกอบพิธ ี แต่ละพิธีจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรบ้าง  คอยติดตามนะครับ

ที่มา อาจารย์เล็ก  พลูโต   http://www.lekpluto.org/home.php

โดย ปยุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net